"ร่างกายเปลี่ยนแปลงไป จิตใจเจริญไปสู่หนทางแห่งความดีงาม"

หลังจากการเดินทางไปต่างจังหวัดระหว่างวันที่ ๒๘ มิถุนายน จนถึงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เพื่อไปเป็นวิทยากรอบรม "การสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยศาสตร์นพลักษณ์" ที่สมุทรสงคราม  และเลยเดินทางต่อไปเพื่อเก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับ "ความยุติธรรมในสิทธิชุมชน" ที่ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกัน จึงวางแผนที่จะให้การเดินทางไปต่างจังหวัดครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด 

 

 

ตลอดการเดินทาง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายหลายอย่าง สองสถานการณ์ที่เดินทางไปสัมผัสล้วนแตกต่างกัน สถานการณ์หนึ่งเกิดความรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ ไม่สบายใจ กระสับกระส่าย เป็นกังวล  และอีกสถานการณ์หนึ่งก็มีความรู้สึกสบายใจ ศรัทธา ชื่นชม เห็นอกเห็นใจ ปล่อยวาง แต่ละสภาวะอารมณ์เกิดขึ้นสลับไปมาแล้วแต่จิตจะคิดไป ไม่ว่าจะเป็นใคร สถานะอะไร ก็ต้องหมั่นปฏิบัติ ขัดเกลาตัวเองไปด้วย จึงจะไปถ่ายทอดหรือไปรับการถ่ายทอดจากผู้อื่นได้  

                    "สอนใครก็ไม่เท่าสอนใจตน"

 

มาถึงตรงนี้ทำให้เข้าใจว่าคนเรามักจะมีสิ่งที่ยึดติดเนือง ๆ คืออดีตกับอนาคต  นึกถึงอดีตที่เราลืมทำบางสิ่งบางอย่างหรือทำไปแล้วแต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร และก็สลับไปนึกถึงอนาคตที่วางแผนไว้ว่าจะทำอะไรสักอย่าง อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ ทั้งหมดนี้คือการไม่ได้ตระหนักรู้ในปัจจุบัน

 

 

หากว่า ณ ขณะนั้น ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้วเรายอมรับความจริง  เราก็จะทุกข์น้อยลง ทั้งนี้ ในการปฏิบัติธรรม เราก็นำ "ทุกข์" นี่แหละมาปฏิบัติ และจะเห็นทั้งทุกข์และสุขเท่ากัน จนจิตผ่องแผ้ว ในโอกาสนี้ จึงขอน้อมนำธรรมะมาประดับจิตใจ ฝากไว้ในบันทึกนี้ 

 

ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อเรา "รู้ตัว" ปฏิบัติธรรมอยู่บ่อย ๆ เท่ากับเป็นการทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้นในใจอยู่เสมอ เกิดความเจริญงอกงามแห่งจิต ความเจริญโดยนัยนี้คือการเกิดต่อเนื่องไป กุศลธรรมที่เกิดในใจ จิตใจก็เจริญงอกงาม คือความดีงามที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความเจริญงอกงามนี่แหละ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต) ท่านกล่าวว่า "เราเรียกว่า ภาวนา ความมุ่งหมายของภาวนาก็คือการทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้นในใจต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ แล้วกุศลธรรมก็จะเจริญเพิ่มพูนไป จนกระทั่งเต็มบริบูรณ์" 

 

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต) กล่าวต่อไปว่าเครื่องวัดความเจริญของจิตใจตามหลักธรรมเรียกว่า "อารยวัฒิ" แปลว่าความเจริญอย่างอริยชน หลักนี้มี ๕ ประการ

 

ประการที่ ๑ "ศรัทธา" ซึ่งก็คือความเชื่อ มีอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกคือความเชื่อไม่มีมูล ไม่มีเหตุผล งมงาย เห็นอะไรไม่ได้คิดพิจารณาก็เชื่อ เพราะนึกว่าเขาเป็นผู้รู้จริง เชื่อตาม ๆ กันมา เชื่อเพราะหลง ไม่มีหลัก เป็นความเชื่อแบบหลงใหล  อย่างที่สองเป็นความเชื่อที่มีเหตุผล มีปัญญาประกอบ รู้เข้าใจเหคุผล รู้เข้าใจเหตุปัจจัยมองเห็นธรรม ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย หากเกิดศรัทธา ความเชื่อ ความมั่นใจในคุณธรรม ในความดีงาม ในคุณพระรัตนตรัย เจริญเพิ่มพูนขึ้นบ่อย ๆ สังเกตตนเองแล้ว จิตใจผ่องแผ้ว อิ่มเอิบ และมีศรัทธาที่มั่นคงเพิ่มขึ้น ก็แสดงว่ามีความเจริญอย่างอริยชนในขั้นที่หนึ่ง

 

ประการที่สอง "ศีล" ปกติของกายและวาจา หมายถึงการสำรวมกายวาจาให้อยู่ในสุจริต ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร ไม่เบียดเบียนผู้อื่น นั่นก็คือศีล ศีล ๕ เป็นศีลพื้นฐานในการอยู่ร่วมกับผุ้อื่น  หากถือศีล ๘ ก็จะเป็นการฝึกกายวาจาประณีตยิ่งขึ้น ขัดเกลาตนเองมากขึ้น อันเป็นพื้นฐานของการฝึกจิตใจ ศีลจึงนำไปสู่สมาธิ กล่าวคือผู้ที่มีศีลจะเกิดความปิติความอิ่มใจ นำไปสู่ความสุข และนำไปสู่สมาธิ 

 

ประการที่สาม "สุตะ" คือความรู้หรือสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งจะเป็นความรู้ทางโลก คำบอกเล่า คำสั่งสอนของผู้ใหญ่รุ่นก่อนก็ได้ และมีความหมายรวมถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย หากเราจะก้าวหน้าสู่การปฏิบัติมากขึ้น เราก็จะต้องมีสุตะมากขึ้น เพราะถ้าไม่มีสุตะคือไม่รู้ ก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อไปได้ หมั่นทบทวนตัวเองว่ามีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมข้อใด เพียงใด ปฏิบัติแล้วเกิดผลอะไร อาศัยผู้รู้ก่อนขัดเกลาตนไปด้วย เป็นการสร้างความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างหนึ่ง

 

ประการที่สี่ "จาคะ" ความสละ หมายถึงสละความยึดติด ความยึดติดผูกพันในวัตถุสิ่งของต่าง ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เกิดความรู้สีกเป็นเจ้าของ ยึดมั่นถือมั่น ห่วง หวง กังวลใจต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไปขวนขวายหามาได้ สร้างสรรค์มันขึ้นมาได้ หากเรามีสิ่งเหล่านี้ แล้วรู้จักทำใจ ไม่ผูกพันมากเกินไป โดยรู้เท่าทันความจริง มันต้องเป็นของมันตามธรรมดา ฝึกตนไม่ให้ยึดติด เริ่มตั้งแต่รู้จักสละสิ่งสอง ให้ เผื่อแผ่ แบ่งปัน เป็น "ทาน" การให้จะเกิดสุขก็ต่อเมื่อมีความพร้อมที่จะให้เช่นเดียวกับความรู้สึกของการให้ที่พ่อแม่มีต่อลูก ซึ่งเปี่ยมด้วยเมตตา ย่อมเป็นการให้ที่มีความสุข เป็นกุศลจิต ดังนั้น ผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาจิตขึ้นมาแล้ว จะสามารถให้โดยมีความสุข แผ่เมตตากรุณาให้กว้างขวางออกไป ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้ความสุข ก็ได้ความสุข" ทั้งหมดนี้อยู่ที่ทำใจเป็น  การมีจาคะจึงเป็นเครื่องสำรวจจิตใจของตนว่าเจริญในธรรมแค่ไหน สามารถอยู่เป็นสุขได้หรือไม่ เมื่อไม่ได้สิ่งนั้นหรือแม้ต้องสูญเสียอะไรไป ความสุขเช่นนี้เป็นความสุขที่ไม่ฝากไว้กับสิ่งภายนอก เมื่อมีจาคะมากขึ้น จิตใจก็คลายความยึดติดผูกพัน เข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เกิดความรู้สึก "สุข" ด้วยใจตนเอง เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสิ่งภายนอก

 

ประการที่ห้า คือ "ปัญญา" ความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง สุตะ ก็เป็นความรู้ ปัญญาก็เป็นความรู้ แต่ต่างกันตรงที่สุตะ เป็นความรู้ที่สดับตรับฟังมาจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นได้ฟังหรือได้อ่าน สิ่งที่รับเข้ามานี้ไม่ใช่ของเรา เป็นความรู้ที่มีการถ่ายทอดมา แต่หากเราเข้าใจในสิ่งที่รับมา ความรู้ที่เป็นความเข้าใจของตัวเองก็เกิดขึ้นใหม่ ความรู้นั้นแหละเป็นปัญญา ผู้ที่เล่าเรียนจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ก็มีปัญญาน้อยได้ หากไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ใช้ประโยชน์ให้เห็นจริง  

 

ท่านว่า "ปญญา สุตวินิจฉินี" แปลว่าปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสุตะ คือความรู้ที่เข้ามาเป็นข้อมูลดิบ หากมากองไว้ไม่วินิจฉัย ก็ไร้ค่า ผู้มีปัญญาจะเลือกเฟ้นว่าจะนำความรู้ไปใช้อย่างไร ดัดแปลงอย่างไร แก้ไข จัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างไร ให้สำเร็จตามที่ต้องการ ความรู้ที่เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง สามารถสืบสาวหาเหตุปัจจัยสิ่งต่าง ๆ ได้ กลั่นกรอง เชื่อมโยงได้ เรียกความรู้นี้ว่าปัญญา ทั้งนี้ "ปัญญา" ก็ย่อมต้องอาศัย "สุตะ" ด้วย

 

                  

             การจะเข้าถึงความสุขก็ย่อมต้องอาศัยความทุกข์เช่นกัน

 

ที่มาของบันทึกนี้

ผู้เขียนนั่งอ่าน "ความสุขที่แท้จริง" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต) หนังสือเล่มเล็กที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของบิดาผู้เขียนที่ล่วงลับไปกว่าสิบปี  

 

ไม่ว่าเวลาผ่านไปเพียงไร ธรรมะมีความเป็นนิรันดร์  ยามใดที่อยู่ในช่วงปัดกวาดเช็ดถูขัดเกลาจิต ก็จะนำข้อธรรมจากหนังสือมาปรับใช้ เมื่ออ่านแล้วก็ได้นำข้อความบางส่วนของหนังสือมาอธิบายเล่าใหม่ตามที่เข้าใจ แต่ที่คงความหมายไว้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงคือหลักธรรมห้าข้อดังได้กล่าวมาแล้ว

       

      "ร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

                 จิตใจเจริญไปสู่หนทางแห่งความดีงาม"

                                         พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต)