หลังปฏิบัติอานาปานสติได้ 2 วัน พอถึงวันที่ 3 ที่เริ่มเข้าสู่การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสูตรสติปัฏฐาน ผมรู้สึกตัวว่าการนั่งปฏิบัติครั้งนี้มีความก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมามากทีเดียว พอจิตเริ่มมีพลังจากอานาปานสติผมก็เริ่มพิจารณาเวทนา(ความรู้สึก)ที่กายจากศีรษะจนถึงปลายเท้า จากบนลงล่าง จากล่างสู่บน สลับกันไป ตลอดทั้งร่างไปทีละส่วนๆ เมื่อเกิดเวทนาขึ้นที่ใดก็จะพยายามดูมันไปเฉยๆ(วางอุเบกขา)ไม่ไปตอบโต้ปรุงแต่ง
ผมรู้สึกถึงเวทนาเกิดขึ้นได้ค่อนข้างชัดเจนไปตลอดทั้งร่าง ในทุกรอบของการพิจารณา เนื่องจากจิตมีพลังสมาธิเพิ่มขึ้นนั่นเอง เป็นอันว่าวันที่ 3 ทั้งวันก็ผ่านไปด้วยความเบาสบาย จนถึง 3 ทุ่มเข้าที่พัก ผมเข้าใจว่าคืนนี้ผมคงหลับสบายจนถึงตี 4(ระฆังปลุก)เป็นแน่ โดยที่ตัวเองเกิดความประมาทไม่ได้จัดเวรยามกองทัพให้พร้อม โดยลืมที่จะกำหนดลมหายใจให้เกิดสติ พอล้มตัวลงนอนไม่นาน ก็ถูกโจมตีจากทัพพระยาละแวก(เวทนา)ขึ้นที่ขาข้างขวาทันที ขาก็เกิดกระตุกขึ้นมาทุก 4-5 วินาที กองทัพเริ่มรวน ตั้งหลักไม่ทัน พยายามกำหนดลมหายใจก็ไม่สำเร็จเสียแล้ว จิตก็เริ่มตอบโต้ทำปฏิกิริยากับเวทนาที่เกิดขึ้น(สังขารหรือการปรุงแต่ง) จนเกิดอาการร้อนรุ่มขึ้นที่ทรวงอก(รู้สึกทรมานที่สุด) เท่านั้นไม่พอเวทนาจากอาการคันคะเยอก็เกิดขึ้นทั่วร่างขึ้นมาอีก สติแตกเสียแล้ว คันก็เกา ขากระตุกก็ตอบโต้ด้วยการบีบนวด ต่อสู้กับมันทุกอย่าง ดูเหมือนยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งไปเพิ่มเวทนาให้มีพลังมากขึ้น
กองทัพที่อุตส่าห์มีชัยมาเมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้เพลี่ยงพล้ำไปเสียแล้ว หวังจะพึ่งเสมาให้มาช่วย ก็หายหัวไปติดแม่หญิงเรไรอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เราเลยสู้กับมันตามลำพังด้วยความทุกข์ทรมาน จากขาขวาลามมากระตุกที่ขาซ้ายอีกดูนาฬิกาก็จนตี 2 เข้าไปแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงระฆังก็จะปลุกแล้ว เผลอหลับไปด้วยความทุกข์โดยไม่รู้ตัวไปชั่วขณะหนึ่งก็ตื่นขึ้นจากเสียงปลุกของระฆัง ด้วยความอ่อนเพลียสุดๆ
แค้นนี้ต้องชำระคิดในใจว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถึงครูอังคณาหรอก วันนี้ต้องเอาคืน จะเรียกชาละวันให้โผล่หัวจากในถ้ำ แล้วเจี๋ยนด้วยหอกสัตโลหะของไกรทองให้ได้
และแล้ววันที่ 4 จึงเกิดขันติเพียรพยายามเป็นพิเศษ แต่ด้วยความตั้งใจอยากจะเจี๋ยนเวทนา(กิเลสที่ฝังรากลึก)ด้วยอุเบกขาอย่างท่วมท้นทำให้จิตอึดอัด(เหมือนพระอานนท์อยากจะบรรลุอรหัตผลทำความเพียรเท่าใดก็ไม่สามารถบรรลุได้) ถึงอย่างไรก็พอสามารถเรียกชาละวันมาดูได้ในระดับหนึ่ง และเริ่มเกิดปัญญารู้ถึงสาเหตุของความทุกข์ว่าเพราะเราไปตอบโต้กับเวทนาให้เขามีพลังขึ้นมานั่นเอง
คืนนี้เอาใหม่ สามทุ่มก่อนนอนได้กำหนดลมหายใจอย่างมีสติให้ชัดขึ้น เตรียมพร้อมตั้งรับกองทัพพระยาละแวกอย่างไม่หวั่นเกรง ล้มตัวลงนอนอย่างมีสติ แต่แล้วก็ถูกโจมตีใหม่จนได้ พอขาขวาเริ่มกระตุก ก่อนสติจะแตกผมก็เริ่มพิจารณามันเฉยๆโดยไม่ตอบโต้มัน ใหม่ๆก็ทรมานน่าดู แต่พอดูไปสักระยะหนึ่งเริ่มเห็นความเป็นอนิจจัง ความทรมานก็ลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังกระตุกอยู่อย่างสม่ำเสมอ พอคันคะเยอขึ้นมาก็ดูมันเฉยๆไม่ไปเกามัน กำหนดลมหายใจให้คงความละเอียดไม่ขาดตอน จนถึงประมาณเที่ยงคืนก็หยุดกระตุกและเกิดความเบาสบายขึ้นมาแทน แต่มารก็ยังมาผจญที่ขาซ้ายอีกแต่ก็กระตุกไม่แรงนัก มีประสบการณ์ตรงมาแล้วก็สามารถดูมันไปจนสำเร็จราวตี 2 จากนั้นก็โล่งโปร่งสบายไปทั่วร่าง เมื่อเมฆฝนผ่านพ้นไปท้องฟ้าก็แจ่มใส นอนหลับสบายได้ไม่ถึงชั่งโมง พอระฆังปลุกตี 4 ก็ตื่นขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆเลย แปลกจริงๆ...
จากวันนั้นเป็นต้นมาก็ก้าวหน้าเกิดปิติมา เบาสบาย ขึ้นโดยลำดับ ไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆเลย วันสุดท้ายยังอยากจะนั่งต่อไปนานๆ
“อาตาปีสัมปะชาโน สติมา”
"... และเริ่มเกิดปัญญารู้ถึงสาเหตุของความทุกข์ว่าเพราะเราไปตอบโต้กับเวทนาให้เขามีพลังขึ้นมานั่นเอง..."
ขอขอบพระคุณมากครับ กับข้อความตรงนี้ครับ ขอน้อมไปปฏิบัติด้วยคนนะครับ
ชยพร แอคะรัจน์
มีอบรมสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติหรือไม่ครับ?
มีครับต้องเริ่มต้นที่หลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน 10 วัน มีศูนย์อบรมในประเทศไทยหลายศูนย์ เช่นที่คลองสามวา กทม.(ศูนย์ธรรมธานี) ที่ ปราจีน ที่พิษนุโลก ลำพูน ขอนแก่น กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น เปิดกลูเกิลดูก็ได้คลิกไปที่ ศูนย์ฯธรรมธานีก็จะลิ๊งไปทุกศูนย์ มีตารางอบรม ระเบียบการ การสมัครฯลฯ ต้องสมัครล่วงหน้ายาวหน่อยเพราะคนสนใจกันมาก
ขอบคุณครับ :)