ตอนเช้าอากาศสดชื่น แดดอ่อน ๆ ลมพัดโชยเบาๆ อยู่ดีๆ ....พอพระอาทิตย์ย้ายมาอยู่สถานะภาคบ่าย เมฆตั้งเค้าครึ้มฟ้าครึ้มฝน และไม่ต้องรอนาน เม็ดฝนก็ตกมาจากฟ้ากระหน่ำตกลงมา แค่ร่มเงาใบมะม่วงไม่เพียงพอที่จะกันเม็ดฝนได้ ทำให้กองดิน ถุงดำ กิ่งยางตาเขียวพร้อมชำและ อุปกรณ์ต่างๆ ถูกปล่อยทิ้งไว้อยู่ตรงนั้น ทั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน และเด็กนักเรียนต่างวิ่งหลบฝนเข้าไปใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่บ้าน....
ก่อนหน้านั้นประมาณสามเดือน.......ได้มีโทรศัพท์เข้ามา..ปลายสายคือผู้ใหญ่บ้าน (พ่อหลวง) หมู่ 6 บ้านสันมะกอก ต.ดอยงาม อ.พาน จ.เชียงราย ...การคุยโทรศัพท์ครั้งนี้ คือเหตุผลที่ทำให้ผมได้ขับรถย้อนไปตามถนนพหลโยธิน เพื่อไปสู่จุดหมายคือ อ.พาน ของจังหวัดเชียงราย...
การไปตรวจเยี่ยมสวนยางให้คำแนะนำ การดูแลรักษาสวนแก่เจ้าของ ถือเป็นภารกิจปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติเป็นประจำปกติ...........สวนยางอายุได้ปีกว่าในพื้นที่สิบกว่าไร่กำลังแทงฉัตรอวบใบอ่อนหลังจากได้รับน้ำจากฤดูฝนปีนี้มาเยือน....เจ้าของสวนผู้มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพึ่งใส่ปุ๋ยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...ระหว่างแถวต้นยางพริกชี้ฟ้าชูช่อกำลังถูกเก็บโดยภรรยาเจ้าของสวนและลูกน้องอีกสองสามคน....เย็นนี้คงมีเงินตราวิ่งเข้ากระเป๋าไม่มากก็น้อย สำหรับผลผลิตจากพืชแซมยางชนิดนี้....ออกจากสวนยางสวนนี้...ขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รุ่นอายุการใช้งานไม่น่าต่ำกว่าสิบปี คนซ้อนต้องห้อยขาด้านซ้ายเพราะที่พักเท้าได้ลาจากตัวรถไปแล้ว พร้อมต้องคอยระวังว่าขาจะไปเตะกับสิ่งไม่พึงประสงค์ บนถนนเลาะเลียบคันนา อันมีคนขับกิตติมศักดิ์และเจ้าของรถคือผู้ใหญ่บ้าน..ส่วนรถยนต์กระบะคันงามถูกจอดไว้ที่บ้านอย่างมีความสุข.
ท่านผู้ใหญ่บ้านบอกจะให้ไปดูอีกสวนหนึ่ง ที่อยากให้ไปช่วยดู ซึ่งไม่ใช่สวนของท่านซะทีเดียว...ไม่ช้าไม่นานก็ถึงที่หมาย มอเตอร์ไซค์ถูกเร่งเครื่องทีหนึ่งแล้วมันก็ดับลง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจปิดสวิทช์ ....บนพื้นเนินต่ำล้อมรอบด้วยท้องทุ่งนา จำนวนประมาณ ยี่สิบกว่าไร่ ต้นยางความสูงโดยเฉลี่ยเมตรครึ่งถึงสองเมตรจำนวนประมาณ สามร้อยกว่าต้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นไม้สักทั้งหมดซึ่งปลูกไว้มานานแล้วกว่ายี่สิบปี เว้นไว้บริเวณส่วนกลาง มีอาคารไม้หลังยาว และอาคารหลังเล็กมีช่องปล่องระบายควันสูงขึ้นไป...ใช่ มันคือเมรุเผาศพ พื้นที่นี้คือป่าช้า ป่าสาธารณะของหมู่บ้าน แต่เดิมชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกไม้สักเต็มพื้นที่ กาลเวลาผ่านไป ต้นไม้เติบใหญ่ คณะกรรมการหมู่บ้านเสียงข้างมาก มีมติเอาไม้ไปขายนำเงินมาพัฒนาหมู่บ้าน มีฝ่ายค้านบ้างประปราย แต่ไม่มีฝ่ายแค้น..(อิ อิ) แต่ท่านกรรมการทุกคนต้องหงายหลังกลับมาอย่างเศร้า ๆ ด้วยเหตุผู้รู้ของบ้านเมืองได้เขียนเป็นกฎระเบียบในนาม พระราชบัณญัติป่าไม้ (พรบ.) สรุปเนื้อหาสั้น ๆ ว่า ไม้สักทุกต้นในราชอาณาจักรไทยเป็นไม้หวงห้าม ....(ไม่ใหญ่พอ)ไม่มีสิทธิ์ตัดเด็ดขาด (ยกเว้นลักลอบถ้าทำได้ก็รอดตัวไป) แม้จะปลูกมากับมือในพื้นที่ตัวเอง ที่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง ก็ต้องขออนุมัติจากผู้มีอำนาจทุกครั้ง เพราะฉะนั้นไม้สักที่ชาวบ้านบ้านช่วยกันปลูกในพื้นที่ป่าสาธารณะ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้แล....
เมื่อลมหายใจยังมี ความหวังก็ไม่หมดสิ้น เราขายให้กับชาวบ้านเรานี่แหละ ไม่ต้องขนไปไหนไกล ..เย้ ๆ เหมือนจะมีทางออกแล้ว...แต่ก็ต้องนั่งเกาหัวเครียดยิ่งกว่าเดิม...เพราะไม้สักราคาถูก ๆ เป็นสินค้าที่ไม่มีชาวบ้านคนไหนสนใจซื้อเลย..ด้วยเหตุผลน่ารักๆ..”ไม้ป่าเห้ว เอาไปใจ้ ไว้บ้าน มันบ่ดี มันเป๋นกาลกินี” แปลได้ว่า “ไม้จากป่าช้า เอาไปใช้ไม่เป็นสิริมงคล “
ด้วยความหัวไวใจสู้ของท่านผู้นำ ไม่มีทางออกก็ไม่ต้องนำไม้ออก จึงช่วยกันรื้อไม้บางส่วนแล้วนำไม้มาสร้างศาลาในป่าช้าเพิ่มอีกหลัง....ได้พื้นที่ว่างคืนกลับมาห้าหกไร่ แล้วมาทำอะไรดี....ปลูกถั่ว หรือปลูกงากันดี....คิดหาทางออกอีกแล้ว....ท่านผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นสวมบทนักประชาธิปไตยแบบชี้นำขอมติที่ประชุมว่าจะปลูกยางพารา..ในขณะที่คณะกรรมการหมู่บ้านยังงงอ้าปากค้าง..ท่านผู้นำก็ร่ายมนต์สะกดต่อขออนุมัติเงินหมู่บ้านที่มีอยู่ เพื่อเอาไปซื้อกล้ายาง ได้ผลครับ..แต่เงินสองหมื่นบาท ได้กล้ายางพารามา สี่ร้อยต้น .....ทำไงได้ละราคากล้ายางมันตั้งห้าสิบบาทต่อต้น เป็นปีที่กล้าแพงที่สุด.......
เห็นด้วยนะ...เพราะปกติเวลาเข้าไปในพื้นที่ไหนไม่ว่าจะเป็นที่ว่างเปล่าของหมู่บ้าน ที่วัด หรือแม้แต่โรงเรียน จะเชียร์ให้นำยางพารามาปลูกไว้ อย่างน้อยก็คือกิจกรรมส่วนรวมของชุมชน หรือแปลงเกษตรให้นักเรียนได้ฝึกทำในโรงเรียน รอให้ฟ้าฝนตกมากระทบรากสักห้าหกฤดูกาล จะสามารถเปิดกรีดขายได้เงินแล้ว......เพื่อยืนยันความคิดของตนเองตรงกับความคิดของผู้ใหญ่บ้าน จึงยิงคำถามแบบชิลล์ ๆ “เหตุฉะไหนเลยท่าน ใยคิดนำยางพารามาหยั่งรากไว้ ณ พื้นปฐพีแห่งนี้” ท่านผู้นำแห่งบ้านสันมะกอก มองหน้าแวบหนึ่ง ก่อนทอดสายตามองไปสุดขอบพื้นนา เลยจากพื้นนาสุดเขตภูเขา เลยจากภูเขา คือสุดขอบฟ้า..เรื่องราวความเป็นมาของโครงการถูกถ่ายทอดมาจากปากท่านผู้นำ......คำตอบที่ได้มา ผู้ฟังแทบหงายหลังอย่างคาดไม่ถึง....
“ตำบลดอยงามเป็นตำบลเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งของ อำเภอพาน จึงถูกซ่อนเร้นเป็นเมืองลับแลของผู้สัญจร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มพื้นนา มีเนินเตี้ย ๆ สำหรับที่อยู่อาศัย จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจะนำหน้าด้วย “สัน” เช่น สันช้างตาย สันมะม่วง สันมะกอก ฯ .....รุ้มั้ย..พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผืนนา แต่ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้เป็นชาวนา เป็นเพียงผู้รับจ้างทำนาจากผู้มีพระคุณอันสูงส่งหว่านเงินกวาดซื้อไปครอบครองแล้วกลับมาให้คนไม่มีทางเลือกเช่าทำ ลองตรองดูสิคับ...แค่ผืนนาปลุกข้าวกิน พ่อแม่ไม่มีเป็นของตัวเอง แล้วลูกหลานที่เติบใหญ่ จะทำมาหาอะไรรับประทาน หากไม่พึ่งพาวิชาความรู้ที่จะไปสู้ไปแข่งกับคนอื่นเห็นทีอนาคตต้องลำบากแน่....แล้วจะทำยังไงที่จะเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนของชุมชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ผู้ซึ่งจะเป็นอนาคตของชุมชนต่อไปยังไง...นั่นคือเหตุผลก่อกำหนดของโครงการ ...ไม่ใช่นำเงินจากการขายยางไปซื้อหนังสือแจก ซื้อจักรยาน เพิ่มอาหารมีคุณภาพ หรือแม้แต่ทุนการศึกษาอะไร แต่เงินทุกบาททุกสตางค์มาเป็นค่าจ้างให้เยาวชนอ่านหนังสือ..........อืมมมมม คิดไปได้น้อ......ทั้งนี้เป็นการปลูกฝังค่านิยม สร้างนิสัยการอ่านในตัวเด็ก เพื่อให้เขารักในการอ่านหนังสือ เมื่อเติบใหญ่นิสัยรักการอ่าน รักการแสวงหาวิชาความรู้ คือการเสริมเขี้ยวเล็บด้วยสติปัญญา ให้เยาวชนเติบใหญ่เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคม อย่างยิ่งยวดต่อไป เจือจางฝันร้ายของรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่แม้แต่ที่ดินทำนาเลี้ยงครอบครัว ยังไม่มีเป็นของตัวเอง
มาปีนี้ เงินส่วนรวมหมู่บ้านยังพอมีเหลืออีกสองสามหมื่น ตั้งใจว่าจะขอร้องเชิงบังคับ คณะรัฐมนตรีหมู่บ้านอีกสักครั้ง เพื่อขอพิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับปลูกเพิ่มในส่วนพื้นที่ว่างอยู่ เงินจำนวนแค่นี้คงปลูกเพิ่มได้อีกสักสี่ห้าไร่....สำหรับราคากล้ายางวันนี้........จากนั้นท่านได้ขอร้องเชิงบังคับมาทางเราบ้างว่า...ว่าง ๆ แวะมาดู ให้ความรู้ คำปรึกษาแก่ชาวบ้าน เพราะพวกเขายังไม่มีความรู้ ในเรื่องการปลูกสร้างสวนยางกัน ....สำหรับเจ้าหน้าที่กิ๊กก๊อกอย่างเรามีหรือจะปฏิเสธ. ภารกิจเพื่อชาติเช่น พร้อมสู้สุดใจ...แล้วจะทำยังไงกับพื้นที่ที่เหลือให้ได้ปลูกยางเต็มพื้นที่
พื้นบ้านชั้นล่าง สิ่งมีชีวิตในตำนานสองตัว ที่ทางผู้ใหญ่บ้านและลูกน้องเลี้ยงไว้กำลังยืนจ้องมองมาอย่างสง่าและน่าเกรงขาม ทั้งสองตัวมันคือราชสีห์ ตัวหนึ่งเขี้ยวเล็บ เกล็ดแวววับ แสยกยิ้มแยกเขี้ยวอย่างน่าเกรงขาม แต่อีกตัวเขี้ยวยังงอกไม่ครบ พื้นที่ผิวเกล็ดไม่มี เนื้อตัวมอมแมม แลดูไม่มีสง่าราศีเท่าที่ควรจะเป็น หรือจะเป็นราชสีห์พิการ...ความจริงมันคือราชสีห์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั่นเอง.....นี่คือความสามารถอีกอย่างของคนอย่างท่านผู้นำหมู่บ้านแห่งสันมะกอก..ท่านเป็นสล่า (ช่าง) สร้างโบสถ์วิหาร รวมทั้งการปั้นราชสีห์ไว้ประดับตามวัด ส่งไปทั่วไทย....แม้ท่านไม่เคยเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง ไม่ได้เรียนจบด้านงานศิลป์ แต่อาศัยครูพักลักจำ พัฒนาฝีมือด้วยประสบการณ์ จนสามารถแสดงฝีมือได้อย่างแนบเนียน สวยงาม ไม่แพ้ศิลปินมืออาชีพคนใด
ความคิดต่างๆ นาๆ พุ่งเข้าชนเซลล์สมองอันมีอยู่จำกัด ...โครงการนี้สุดล้ำลึก โครงการนี้ช่างพิสดาร โครงการนี้ช่างท้าทายคนช่างฝัน ...แล้วโครงการนี้จะมีความเป็นไปได้ขนาดไหน....
การหยั่งรากลึกลงในแผ่นดินของยางพารา ในฐานะผู้คลุกคลีอยู่ในวงการเกษตรคงตอบได้ไม่ยากและมั่นใจว่าเลยว่าต้นยางจะแตกกิ่งผลิใบ เจริญเติบโต ไม่ช้าไม่นานเกินรอ คงเปิดกรีดเก็บเกี่ยวผลผลิต...แต่ขั้นสำคัญที่ใช้เพื่อการปลูกฝังรักการอ่านของเยาวชนนั้น จะสำเร็จ หรือมีวิธีการ กระบวนการใดที่เหมาะสม ที่จะสามารถผลิดอก แตกกิ่งความรู้ในตัวคนรุ่นใหม่ดังใจปรารถนา เพราะเราเองไม่ถนัดด้านการพัฒนาการการศึกษาในตัวเด็กเลย
มีเพื่อนสาวคนสวย ถามประเด็นคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับงานอภิมหาโปรเจคนี้ ตามแบบฉบับผู้อยู่ในวงการงานวิจัย ถามซอกถามแซก โดยเฉพาะในขั้นกระบวนการที่นำไปใช้กับเยาวชน จะยังไง เวลาไหน กับใคร เมื่อไหร่ ฯลฯ ....ตอบยากจัง....และรู้ว่าท่านพ่อหลวงบ้านเอง ยังไม่สามารถลงรายละเอียดแนวทางใดที่จะประสบผลสูงสุด..ถึงเวลานั้นอาจจะพึ่งพาหน่วยงานอื่นที่เชื่ยวชาญด้านการศึกษามาช่วยกันออกแบบอีกที...ฝากไว้นะคับ....
ในเวลานี้เป็นหน้าที่ของท่านผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน และเยาวชนเอง รวมทั้งเราเจ้าหน้าที่กิ๊กก๊อกที่จะต้องร่วมมือพายเรือนำพาต้นกล้ายางพาราไปจนถึงเป้าหมาย ก่อนจะส่งไม้ผลัดให้กับผู้มีอุดมการณ์ที่ดูแลเรื่องการศึกษาต่อไป
วันที่ 3 มิถุนายน 2555 กล้ายางตาเขียวจำนวนพันสองร้อยกิ่ง มัดกองรวมกัน กองดินขนาดกลาง ถุงดำเพาะชำ มีดตัดแต่งกิ่ง ทั้งหมดมาจากงบอันน้อยนิดที่เจียดมาจากงบประมาณอื่น ๆ อย่างละเล็กละน้อย ........พร้อมกันนี้สิ่งสำคัญ มวลชนชาวบ้าน กองทัพเยาวชน และพลังศรัทธา คนละไม้ คนละมือ ไม่ช้าไม่นาน กิ่งยางตาเขียวทั้งหมดรั้งเรียงรายในถุงชำอย่างเป็นระเบียบ ....จนถึงเวลาเที่ยงเสร็จพอดี ขนมจีนน้ำเงี้ยว ฝีมือหลังบ้านท่านแม่ทัพ พร้อมรับประทาน.
นับจากนี้ไปกระมาณปลายเดือนกรกฏาคม หรือต้นสิงหาคม คงได้นัดพบกันอีกที ช่วยกันนำต้นยางชำถุงหยั่งรากฝังลงใปในดิน พื้นที่ป่าสาธารณะและป่าช้าประจำหมู่บ้าน โดยคณะกรรมการหมู่บ้านรับปากว่าจะเตรียมพื้นที่ให้พร้อมปลูกก่อนถึงวันนั้น.....
ซอกแซกเรื่องราวไปเรื่อย เคยไปเจอคำกล่าวหนึ่งของท่านข่งจื้อ ว่า " ถ้าเจ้าวางแผน 1 ปี เจ้าจงปลูกข้าว...ถ้าเจ้าวางแผน 10 ปี เจ้าจงปลูกต้นไม้...และถ้าเจ้าวางแผน 100 ปี เจ้าจงให้การศึกษาแก่บุตรหลาน"
ไม่รู้ว่าแนวคิดผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านสันมะกอก จะสามารถใช้กับหลักคำกล่าวนี้ได้หรือไม้ เมื่อท่านเลือกจะปลูกไม้ยืนต้น (ยางพารา) ผลจากโครงการนี้ เมื่อท่านเลือกที่จะใช้กับเยาวชน... ??????
โดยส่วนตัวเอง ยกย่องและชื่นชมในความแนวความคิดนี้ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ นอกกรอบ และท้าทาย เพราะไม่สามารถเห็นผลได้ในเร็ววัน ต้องอดใจรอดูผล แม้หลายต่อหลายท่านอาจะไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาวจนถึงผลสำเร็จที่แท้จริงมาถึง.......
วันนี้การเริ่มต้นได้เริ่มแล้ว....ไม่ว่าระยะทางอีกจะยาวไกลขนาดไหน ...การเดินทางก็ต้องก้าวจนถึงที่สุด..............
ก่อนกลับจากบ้านหมู่บ้านสันมะกอก...ไม่ลืมที่จะหันไปทางผู้ใหญ่บ้าน กล่าวชื่นชม เพื่อให้กำลังใจ พร้อมกับอีกหนึ่งความข้องใจ เป็นคำถามสุดท้าย....” พ่อหลวงครับ ปลูกยางไปแล้ว เมื่อยางเติบโตดี ....แล้วใครจะไปกรีดยางคับ” (ในเมื่อสวนยางอยู่ในป่าซ้าอย่างนั้น ..บรื๋ออๆๆๆๆๆๆ)
..สงสาร..ยางนา.แถวๆ..ริมทางไป..หัวหิน..ถูกโค่นหมด..แล้ว...
ตอนนี้ผมปลูกยางนากับครอบครัวมาราว ๑ ปีเห็นจะได้ เพราะอยากเก็บเห็ดกิน และเอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็นต้นไม้ที่ชื่อว่ายางนา ต่อไปอีก ๓๐ ปี ก็คงมีที่นาของชายบ้าปลูกคนหนึ่งและที่เป็นป่าเขียวครึ้ม เป็นกำลังใจให้นะครับ
ขอบคุณที่แนวคิด ความเห็นครับบบบ...