หมอเขียว

วันนี้ตอนคุยกับคุณจุ๋มเรื่องงานทอดกฐินปีนี้  เธอชวนผมกับภรรยาให้ไปทอดกฐินที่เมืองไทยด้วยกัน ไปทอดกันหลายวัดตามครือค่ายของหลวงพ่อทูล  คุยไปคุยมาผมก็ถามถึงเรื่องสุขภาพของเธอ  เธอก็เล่ารายละเอียดให้ฟัง  แล้วยังสำทับว่าให้ผมเขียนลงบล๊อคให้ได้เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

 

 

ตอนที่เธอกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทยนั้น อาการเธอหนักมากเป็นมะเร็งขั้นสี่แล้ว  ต้องให้คุณแม่และเพื่อนช่วยหิ้วแขนเข้าไป  หลังจากดื่มน้ำใบย่านางแล้ว  ก็เริ่มทำกัวชา  ขูดพิษ  ขูดกันจริงๆจังๆ ขูดกันสองวันให้เพื่อนที่ตามมาช่วยขูดให้


ทางคณะวิทยากรของหมอเขียวจะให้คำแนะนำ แต่จะไม่ทำให้ คนที่มาเข้าค่ายหมอเขียวครั้งละประมาณห้าร้อยคน  ไม่มีการคิดสตางค์  ฟรีครับ  คนที่ป่วยจริงๆต้องให้คนที่ติดตามมาช่วยทำให้  เรื่องกัวชานี้พอผมได้ยินครั้งแรกก็ไม่ค่อยจะเชื่อ  แต่คุณจุ๋มบอกว่าเชื่อเถอะ  พี่จะต้องทำ พี่รู้วิธีทำหรือเปล่า  เริ่มจากข้างหลังทางซ้ายขูดจากบนมาล่าง  ขูดไปจนทั่วตัว ขูดจนสีแดง สีม่วงจะออกมา  มันพิษร้าย คนเป็นมะเร็งจะออกสีม่วงทุกคน  วิชากัวชานี้ชาวจีนต้นตำรับเขาไม่อยากจะบอก เพราะว่าทำแล้วหาย  ทำกันเองได้  หมอคนทำก็จะไม่ได้เงิน  ผิดกับการฝังเข็ม คนไข้ต้องไปให้หมอทำ  ทำเองไม่ได้  ต้องเสียเงินค่าฝังเข็มไปประจำ  

 

ประโยชน์ของการทำกัวชาคือการขูดพิษร้ายที่อยู่ในร่างกายให้ออกมา ซึ่งจะออกมาทั้งความร้อนและสารพิษ  ผมเลยถามด้วยความสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นไปแช่น้ำร้อน อบไอน้ำร้อนไม่ได้หรือ  เธอตอบว่ามันไม่เหมือนกัน สิ่งจะออกมาจากการอบไอน้ำร้อนก็คือเหงือ  ไม่ใช่สารพิษโดยตรง


พอถึงวันที่สามตอนกำลังทำกัวชาอยู่ คุณจุ๋มก็ทำกรรมฐานของหลวงพ่อจรัล พิจารณากายะคะตาสะติภาวะนา เริ่มต้นจากเบื้องบน จนถึงพิ้นเท้า  ใช้จิตน้อมเข้าไปในร่างกายอันเป็นเนื้อหนังและกระดูก  พอพิจารณาไปมากๆเข้า คุณจุ๋มเล่าว่าร่างกายมันแตกออกมา  เห็นร่างกายเป็นสักแต่ว่าธาตุ มีใจเป็นคนดู

เหงื่อไหลออกมาทั่วกายเปียกไปหมดทั้งตัว  แล้วจึงรู้สึกสบายเนื้อสบายตัว


รู้แก่ใจตัวเองว่าตัวเองไม่ตายแล้วคราวนี้  ลุกขึ้นมาเหมือนคนปรกติ ออกไปช่วยเขาทำกัวชาให้กับคนอื่น

เสมือนว่าตัวคุณจุ๋มไม่ได้เป็นอะไร