ในสังโยชน์ 10 นั้น สังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ข้อ ที่พระโสดาบันละได้แล้วคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ซึ่งท่านพุทธทาสเรียกว่า โง่ 3 นี้ คำว่าสักกายทิฏฐิ มักเป็นที่คลางแคลงใจในหมู่ชาวพุทธ
เพราะสักกายทิฏฐิเป็นอุปาทานขั้นต่ำ แต่คำว่า อัตตวาทุปาทานนั้น เป็นคำที่ครอบคลุมไว้ทั้งอุปาทานที่เป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง และ ขั้นละอียด เพราะการให้ความหมายของสักกายทิฏฐิที่สูงเกินไป จึงมักทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ส่วนคำว่า อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่าอัตตาตัวตน และคำว่า อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือวาทะว่าตน เป็นคำกลางๆ ครอบคลุมได้ถึงอุปาทาน ความยึดถือทุกชั้น ทั้งชั้นหยาบ ชั้นกลาง ชั้นละเอียด เพราะฉะนั้น ศัพท์ธรรมะดังกล่าวนี้จึงเป็นข้อที่ควรเพ่งพิจารณาให้เข้าใจ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีความสงสัยเช่น สงสัยว่าละสักกายทิฏฐิได้ ก็น่าจะไม่ต้องครองบ้านครองเรือน ไม่ต้องแต่งงานแต่งกายอย่างชาวบ้าน แต่ทำไมละได้แล้วจึงยังครองเรือนเป็นชาวบ้านอยู่ได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจในความหมายถึงขั้นตอนของอุปาทานดังกล่าว ว่ามีอย่างหยาบอย่างละเอียด ก็ย่อมจะเข้าใจ
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนเถระ) สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ หน้า 89
โดยเรามักเข้าใจว่าเมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว ก็ต้องไม่มีความยึดมั่นว่าเป็นตนไปเสียทั้งหมด ซึ่งอันที่จริง สักกายทิฏฐิเป็นเพียง ความเห็น เท่านั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำตามที่เห็นได้อย่างแท้จริง
ละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังมีอัตตาตัวตนอยู่
ฉะนั้น จึงน่าคิดว่าท่านจึงใช้คำว่าสักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน และแม้ว่าจะอธิบายเป็นสักกายทิฏฐิ 20 คือความเห็นขันธ์ 5 ว่าเป็นตน เห็นตนว่ามีขันธ์ 5 เห็นขันธ์ 5 ในตน เห็นตนในขันธ์ 5 และเมื่อละได้ ก็แสดงว่าละความเห็นดังกล่าวนั้นได้ มองเห็นขันธ์ 5 ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็มองเห็นอัตตาตัวตนว่ามิใช่ขันธ์ 5 ไม่มีขันธ์ 5
เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงส่องความว่ายังมีอัตตาตัวตนอยู่ แต่ว่าอัตตาตัวตนนั้นไม่ใช่ขันธ์ 5และขันธ์ 5 ก็ไม่ใช่อัตตาตัวตน แต่ว่าอัตตาตัวตนนั้นยังมีอยู่ เมื่อยังมีอัตตาตัวตนอยู่ แม้จะมิใช่ขันธ์ 5 หรือขัน์ 5 มิใช่อัตตาตัวตน เมื่อยังมีอัตตาตัวตนอยู่ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่าขันธ์ 5 จึงยังมีกามราคะปฏิฆะเป็นต้น แต่แม้เช่นนั้น เมื่อเห็นว่าขันธ์ 5 มิใช่อัตตาตัวตนหรืออัตตาตัวตนมิใช่ขันธ์ 5 ดังกล่าว ก็ทำให้ละวิจิกิจฉา ละสีลัพพตปรามาสได้ และไม่บังเกิดอกุศลมุลคือโลภโกรธหลงอย่างแรงที่เป็นเหตุแห่งกายทุจริตวจีทุจริตมโนทุจริตต่างๆ ก็คือมีศีล 5 โดยธรรมดา
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนเถระ) สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ หน้า 87-88
และเพราะละกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดอกุศลมูลได้ จึงเป็นเหตุให้ไม่ไปเกิดในอบาย แต่ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในภูมิอันเป็นสุคติ เพราะความที่ยังละความยึดมั่นไม่ได้นั่นเอง
เนื่องจากสักกายทิฏฐิ หมายถึงความเห็นว่าเป็นตนความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น เมื่อไม่เห็นว่าเป็นตน เห็นเป็นเพียงการรวมตัวของขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งมีลักษณะของไตรลักษณ์ จึงทำให้เห็นการเกิดดับของธรรมทั้งมวล เมื่อเห็นการเกิดดับอันเป็นไปตามสายปฏิจจสมุปบาท ก็จะทำให้สามารถละความยึดมั่นลงได้
ยกตัวอย่างเช่น ตากับรูปเมื่อมาประจวบกันเป็นขันธ์ห้าขึ้นมาดังกล่าวแล้ว ก็เกิดสังโยชน์คือความผูกขึ้น ผูกตากับรุปนั้นกับจิต หรือว่าจิตก็ผูกอยู่ที่ตากับรูปนั้น ท่านจึงเปรียบเหมือนกับว่าวัวขาวกับวัวแดงอันถูกผูกอยู่กับแอกด้วยเชือก อันที่จริงแอกนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง วัวขาวกับวัวแดงก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่ามีเชือกมาผูกไว้ที่แอก เชือกที่ผูกสัตว์นี้คือตัวสังโยชน์ เพราะอันที่จริงจิตนั้นก็อย่างหนึ่ง ตากับรูปนั้นก็อย่างหนึ่ง แต่ว่ามีสังโยชน์อันเป็นเหมือนอย่างเชือกมาผูกเอาไว้ เมื่อเป็นดั่งนี้ แม้ว่าตากับรูปนั้นจะประจวบกันไปแล้ว เกิดดับไปแล้ว แต่ว่ายังผูกอยู่ที่จิตเหมือนกับว่าเห็นอะไรไปเมื่อวานนี้ คือตากับรูปประจวบกันเมื่อวานนี้ แต่บัดนี้ก็ยังผูกอยู่ที่จิต ตากับรูปนั้นก็ยังปรากฏอยู่ที่จิตในวันนี้ เพราะสังโยชน์นี้แหละเป็นเหมือนอย่างเชือกที่เป็นตัวผูก และสังโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ ก็เพราะว่าสติและปัญญาเกิดขึ้นตัดไม่ทัน ห้ามไม่ทัน.....เมื่อตากับรูปผูกอยู่กับจิตด้วยสังโยชน์ก็ดึงจิตไปด้วยอำนาจของความรักบ้าง ความชังบ้าง ความหลงบ้า ก็เป็นตัวนิวรณ์นี้แหละ...
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนเถระ) ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน หน้า 77 - 78
ดังนั้น สักกายทิฏฐิ จึงเปรียบเสมือนด่านแรกที่ต้องละได้ก่อน หากยังละด่านแรกนี้ไม่ได้ ด่านต่อๆไปก็ย่อมไม่ละตามมา และเมื่อละได้แล้ว จึงมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่กลับไปกลับมา หรือ หาที่พึ่งจากภายนอกศาสนาพุทธ มุ่งปฏิบัติให้หลุดพ้นด้วยตนเอง (ละวิจิกิจฉา) ตลอดจนเข้าใจถึงการปฏิบัติตามวัตรต่างๆว่าเพื่อการละคลายความยึดมั่นในตัวตนของตนไปตามลำดับ (ละสีลัพพตปรามาส)
ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมท่านพุทธทาสจึงได้บรรยายไว้ ว่ากามราคะ เป็นเรื่องที่สูงขึ้นไปกว่าการละ สังโยชน์ 3 นี้
ถ้านักศึกษาทั้งหลายจะรู้จักพระนิพพาน จงรู้จักกระแสแห่งพระนิพพานและปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน จงเข้าใจในลักษณะอย่างนี้ว่า จงละงมงาย ความโง่ 3 ประการนี้ก่อน เรื่องกามราคะคือความรักในทางกามารมณ์และปฏิฆะคือความโกรธ นั่นมันอีกตอนหนึ่งต่างหาก มันสูงไปกว่านั้น
แรกถึงกระแสนิพพาน เพียงละความโง่ 3 อย่างนี้ได้ ก็เรียกว่าถึงกระแสแห่งนิพพานแล้ว จะได้เกิดกำลังใจ ไม่ท้อถอย คือ ละความเห็นแก่ตัว ละความลังเล ในจุดมุ่งหมายในชีวิต แล้วก็จะละความงมงายที่ประพฤติมาจนเคยชินถือมาจนเคยชิน ความโง่ 3 อย่างนี้เสีย แล้วก็ถือว่าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน
พุทธทาสภิกขุ พระพุทธเจ้าสอนอะไร หน้า 212
สวัสดีค่ะ อ.ขจิต ขอบคุณที่ฝากความเห็นไว้นะคะ สบายดีค่ะ หวังว่า อ.ก็คงเช่นกัน
ขอบคุณดอกไม้จาก อ.ขจิต, อ.จันท์,อ.ณัฐพัชร์,พี่ใหญ่,คุณปริม และ อ.วิรัตน์ด้วยค่ะ