AI สอนผมในเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิตครับคือ..ด้วยคำถามดีๆ..เราสามารถค้นเจอเรื่องราวดีๆ..ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นได้เสมอครับ..เรื่องราวต่างๆ ล้วนมีอยู่ทุกคนอยู่แล้วครับ..
เช่น..ผมเอง..รู้สึกจังเลยว่าตัวเองสำคัญ..ชอบมีคนไกล้บ้านมาขอความรู้ เขาทำธุรกิจครับ.พี่เขาบอกว่าเขาเรียนไม่สูง ไม่มีความรู้...ผมเองก็ได้ให้ความรู้ไปเยอะ..ถ้าลูกเขากลับมาบ้าน ก็มีการพามาคุยด้วยครับ..
...
แต่เอ..เด็กสองคนนี่เก่ง..น่ารัก..คนหนึ่งเรียนจบจุฬา คนหนึ่งกำลังเรียน ABAC ตั้งแต่เด็กเลย...เดินผ่านผม..จะเป็นเด็กสองคนในซอย..เพียงสองคน..ที่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน..อย่างอ่อนน้อม..เด็กอื่นๆ นี่อย่าไปหวังเลยครับ..ก็เหมือนเด็กรุ่นใหม่ทั่วไป..
น้องคนเล็ก เรียนปีหนึ่งก็เริ่มลงทุนซื้อคอนโดให้คนเช่า..คนโตจบจุฬามาก็ลงทุนส่งออกเครื่องปรับอากาศไปอาหรับ...(ครอบครัวนี้เป็นมุสลิม เป็นชาวอิสลามที่น่ารักมากๆ คุณพ่อเป็นอิหม่าม) ...
....
วันหนึ่งพี่ผู้หญิง ถามผมว่า..อาจารย์มีเคล็ดลับการเลี้ยงลูกอย่างไร..
....
ผมเกือบตอบ แล้วก็พลันนึกได้ครับ
"..ลูกผมแปดขวบเองพี่..ผมน่ะชื่นชมลูกพี่มาตั้งนานแล้ว..ชอบนิสัยมากๆ..อยากให้ลูกสาวผม โตมาเหมือนลูกสาวพี่นี่แหละ เป็นไอดอลเลย..พี่น่ะเลี้ยงลูกอย่างไร.."

...
"ก็ธรรมดาๆ นะอาจารย์.."
"พี่สอนปีละเรื่อง เน้นปีละเรื่อง เช่นปีนี้เน้นความเคารพ..ก็เน้นไปเลย พูดสอน ย้ำ..ปีต่อมาก็วินัย..ก็ย้ำ ปีต่อมาก็เรื่องการเงิน ก็พาเก็บเงินไปธนาคาร...ฝากออมสิน.."
"เน้นเรื่องดีๆ ปีละเรื่องอาจารย์กว่าจะโตลูกก็จะมีนิสัยดีๆ สิบกว่าด้าน...ก็พอแล้วอาจารย์ เพราะที่เน้แต่ละปีก็จะเป็นนิสัยไปเลย..ไม่ลืม"
...
โอ..พี่ เทพมากๆ...
...
ส่วนพี่บัง พี่ผู้ชาย
"ผมสอนลูกให้เคารพคนอื่นครับ..เพราะถ้าลูกเราเคารพคนอื่น..เขาจะดูแลลูกเรา ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง..ดูแลแทนเราเลย"
...
เทพอีกครับ..
...
นี่ไงครับ..เป็นอาจารย์ จะไปรู้ทุกเรื่องได้ไง..ก็เรียนรู้เรื่องดีๆ จากศิษย์นั่นแหละครับ...
ผมได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้มากๆ ครับ...เอาไปทำเลย..
...
ครับ..อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจครับ
...
เมื่อวานเลยถือโอกาสบอกนักศึกษาที่เรียนเรื่อง Learning Organization จากหนังสือห้าเล่ม ให้เขาเล่าเรื่องดีๆ..คนละห้าเรื่อง..

100 คนก็ห้าร้อยเรื่อง..เขียนคนละห้าบันทัด...ห้าเรื่องก็ 25 บรรทัด..100 คนก็ 2,500 บรรทัด..เชื่อว่าจะเป็นความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ดียิ่งครับ.
เชิญนักศึกษา MBA KKU ที่ลงวิชา Business Environment กับผม เล่าเรื่องราวดีๆ ตามแนวคำถามห้าข้อ..ที่ให้ไป เพื่อแบ่งปันให้สังคมเลยครับ..

ทดสอบ!!
*Personal Mastery
- มีวันหนึ่งเป็นวันแรกของการเรียนการสอนของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมได้เข้ามาเริ่มเรียนในรั่วของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่คณะวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ผมก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียนมากนักเพราะผมยังอยู่ ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนนั้นผมยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต พอเวลาผ่านไปๆ จนมาถึงเวลาสอบปลายภาค (ของชั้นปีที่ 1) (พอสอบเสร็จ) พอสอบเสร็จ ผลที่ได้ก็คือ เกรดที่ออกมานั้น ไม่ได้มีมากกว่า D+ เลย สักตัว !! และแล้วก็มาถึงวันที่ต้องโดนด่า (มีจดหมายมาที่บ้าน "นั้นคือใบเกรดที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ส่งมานั้นเอง") พอพ่อกับแม่เห็น ก็เริ่มไม่พอใจกับเกรดของผม เลยทำให้ผมโดน ดุด่าว่ากล่าว ชุดใหญ่ (จึงทำให้ผมคิดได้) ว่า เป้าหมายของผมนั้นคือ ? เวลาผ่านไป 20 นาที ผมก็เริ่มคิดได้ว่า เป้าหมายของผมคือ ไม่อยากโดนพ่อกับแม่ด่าแบบนี้อีกต่อไป ! "จึงจะต้องเรียนให้ได้เกรดดีๆ ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง จึงจะไม่โดนด่าอีก!!"
*Dialogue
- เมื่อกลางเดือน ธันว่าคม 2548 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี ผมรู้สึกว่าผมเริ่มอยากได้มอเตอร์ไซค์มากเพราะผมเห็นเพื่อนๆของผมเขามีรถมอเตอร์ไซค์กันแทบจะทุกคนและแต่ละคนนั้นก็ พากันแต่งรถมอเตอร์ไซค์ส่วยๆกันทั้งนั้นเลย (ผมรู้สึกอิจฉาเพื่อนของผมมาก) และวันต่อมาผมจึงตัดสินใจว่าจะลองขอคุณพ่อซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ผม (เพราะผมอยากมีเหมือนเพื่อนๆของผมบ้าง) และทันใดนั้นเองพ่อก็ทำสีหน้า (โกรธเคืองผมมาก) แล้วพ่อก็เอ่ยปากด่าผมว่า "ทำไมหรอ อยากได้มากใช่มั่ยไอ้ รถมอเตอร์ไซค์ " (ด้วยสีหน้าไม่พอใจ) ไม่เห็นรึไงที่ออกข่าวทุกวันที่ว่า "เด็กแว่นแข่งรถมอเตอร์ไซค์แล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะว่าเสียงของท่อไอเสียบ้าง หรือทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บเพราะแข่งมอเตอร์ไซค์กัน จนไปชนกัยรถคันอื่นเข้า" แล้วคำสุดท้ายพ่อของผมได้พูดว่า (พ่อคงไม่ซื้อให้หรอกน่ะเพราะเรายังเด็กอยู่และอีกอย่างพ่อกับแม่ก็ไปรับ-ส่งที่โรงเรียนอยู่ทุกวันอยู่แล้ว) และที่สำคัญ " ที่พ่อไม่ซื้อให้ก็เพราะว่าพ่อ เป็นห่วงลูก ไม่อยากให้ลูกเป็นอันตราย " (พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง) นับแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้เอ่ยปากขอมอเตอร์ไซค์อีกเลย แล้วผมก็คิดได้ว่าที่พ่อไม่ยอมซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ผมนั้นก็เพราะว่าพ่อเป็นห่วงผม(ผมเลยเติมโตมาจนทุกวันนี้) !!
*Mental model
- มีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ขึ้นชั้นปีที่ 2 ซึ่งผมได้กลับบ้านอยู่กับพ่อและแม่ไปวันๆ (โดยไม่ออกไปไหนเลยอยู่แต่ในบ้าน) พอวันเวลาผ่านไปๆ ผมก็ยังอยู่แต่ในบ้านเหมือนเดิมไม่ได้ออกไปไหนเลย และพอเข้าเดือน เมษายน ก่อนวันสงกรานต์ เพื่อนของผมคนหนึ่ง ชื่อว่า แอ๊บ ได้โทรมาชวนผมว่า "เออ! ไนซ์ไปเล่นสงกรานต์ กับเพื่อนๆมั่ย " (ซึ่งตัวของผมเองไม่เคยเล่นสงกรานต์มาก่อน แล้วความรู้ศึกของผมก็รู้สึกว่าไม่อยากเล่ยน้ำสงกรานต์) และแล้ววันนี้ก็ผ่านไป ! พอวันต่อมาซึ่งได้เขามาใกล้วันสงกรานต์ มาขึ้นๆ เพื่อนๆของผมก็ได้โทรมาหาผมอีกว่า " ไนซ์ไปเล่นน้ำเถอะมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ไนซ์คิดน่ะ สาวๆน่ารักๆ เยอะน่ะเว๊ยย" ผมก็เงียบไปสักพัก ..... แล้วเพื่อนผมก็พูดอีกว่า "ไปกันเยอะๆจะได้สนุกๆไง " ทันใดนั้นก็รู้สึกรำคาญเพื่อนของผมมากที่เอาแต่พูดๆ ผมก็เลยตัดสินใจเพื่อตัดปัญหาว่า "เอ๊อๆ ! ไปก็ได้ว่ะ" แล้วเรื่องก็จบลง !! พอถึง วันสงกรานต์ เพื่อนๆก็ขับรถมารับผมที่บ้านของผม เพื่อที่จะออกไปเล่นวันสงกรานต์กัน ! แล้วพอผมได้เล่นน้ำวันสงกรานต์ ผมก็รู้สึกขึ้นว่า (เออ!ว่ะมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แถมคนก็เยอะดี สาวๆก็น่ารักๆ อย่างที่เพื่อนผมบอกด้วย) ผมได้หันไปคุยกับเพื่อนว่า อืม....ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะเลย ขอบใจพวกเองมากเลยน่ะ !!
*Team Learning
- มีวันหนึ่งผมได้รับมอบหมายจากคุณแม่ ให้เป็นตัวแทนจัดเลี้ยงพบปะสังสรรค์ กันระหว่าง ญาติผู้ใหญ่ ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้จะจัดงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ อย่างไร แล้วพอวันต่อมาผมได้คิดหาทางออกว่า (ผมต้องมีทีมของผมเองเพื่อที่จะทำให้งานเลี้ยงเกิดขึ้นให้ได้) และแล้วผมก็ได้ตัดสินใจที่จะชวนเพื่อนของผมที่มีอยู่ด้วยกัน 4 คน คนแรกที่ว่า อ๊อด เขาเก่งในด้านการจัดสถานที่ คนที่สอง ชื่อว่า เจ๊ก คนนี้เขาจะถนัดในเรื่องของการจัดสวนดอกไม้และการจัดดอกไม้ในแจกัน คนที่สาม ชื่อว่า โอ๊ต โอ๊ตจะเป็นช่างทางเทคนิคจะมีความสามารถในเรื่องของการจัดอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ เครื่องเสียง ไมค์ และ TV โปรเจคเตอร์ ส่วนคนสุดท้าย ชื่อว่า ป๋อ เขารู้จักร้านอาหารอร่อยๆ ที่รับทำโต๊ะจีน (และมีราคาถูก) ส่วนตัวผมนั้นจะเป็นคนนัดหมาย เชิญ ญาติผู้ใหญ่ มางานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ และแล้วอีกเพียงแค่สองวันก็จะถึงวันงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ และตอนนั้นเองผมได้นัดเพื่อนของผมมาตกลงกันว่าจะออกแบบงานเลี้ยงในรูปแบบไหน (เวลาได้ผ่านไป 1 ชั่วโมง) ก็ได้ข้อสรุปว่าจะจัดงานเลี้ยง ในรูปแบบ ย้อนยุค หน่อยๆ (ยุคเอลวิส) และต่อมาเพื่อนของผมแต่ละคนได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง จนกระทั่ง งานเลี้ยงได้เสร็จเต็มรูปแบบ (2วันต่อ) ได้ถึงวันงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ ญาติผู้ใหญ่แต่ละท่านก็ได้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และคุณแม่ก็พอใจกับงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ ที่ผมและทีมของผมได้สร้างขึ้นด้วยความสามัคคีกัน !!
*System Thinking
- มีวันหนึ่งผมได้นัดเพื่อนไปกินข้าวที่เซ็นทรัลขอนแก่น พอมาถึงเซ็นทรัล ผมก็ถามเพื่อนว่า วันนี้จะกินอะไรกันดี (ผมก็คิดอยู่นาน.....) และแล้วผมก็เปิดดูในกระเป๋าตังค์ บังเอิญไปเจอส่วนลด ที่ร้านอาหาร MK สุกี้ พอดี ก็เลยชวนเพื่อนไปกินกันที่ MK สุกี้ พอเข้าไปนั่งผมก็ สังเกตุได้ว่าระบบการทำงานของ MK สุกี้ บางทีคนรับรายการอาหาร ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินไปที่ เค้าเตอร์เพือที่จะส่งรายการอาหาร (แต่เขาจะมีเครื่องมือในการจดรายการอาหาร) และสามารถที่จะส่งรายการอาหารที่เราสั่งนั้นไป ส่งไปยังเค้าเตอร์ได้เลย จึงไม่ต้องเสียเวลาในการเดินไปส่งรายการอาหารอีก ! และพอเรายืนยันรายการที่เราสั่ง เขาจะส่งรายการอาหารไปที่เค้าเตอร์ทันที แล้วทางเค้าเตอร์ก็จะดูรายการอาหารที่เราสั่ง และสามารถให้พนักงานอีกคน เดินไปส่งอาหารได้ทันทีโดยไม่เสียเวลา !!
*ลืมพิมพ์ชื่อครับ*
นาย คฑา โพธิสาร 555740021-4
นางสาวบัณฑิตา ด้วงปาน 555740050-7 Sec.12
-------------------------------------------------------------------------------------------- Personal Mastery : ครั้งใดที่ไปทำอะไรมาแล้วรู้สึกมีเป้าหมายมากขึ้น? ตอนเด็กๆวันๆหนึ่งก็ได้แต่เล่นๆ เรียนๆ ไม่ค่อยได้คิดอะไร ไม่เคยถามตัวเองเลยว่าเรียนไปทำไม คิดว่าเค้าให้เราเรียนก็เรียนไป พอถึงช่วงเวลาสอบเข้า ก็สอบๆไป ได้ก็ดี จนเมื่อเข้ามัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ได้เรียนวิชาแนะแนว เป็นวิชาที่ชอบมากๆ เพราะเหมือนเราได้ศึกษาตัวเอง ทั้งเรื่องนิสัย สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราต้องการจะทำ ได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ ถึงแนวทางของชีวิต ซึ่งอาจารย์มักจะเน้นให้เรารู้จักตนเองเพราะถ้าเราทำในสิ่งที่เราชอบและเราถนัด มันจะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี จากนั้นฉันเริ่มที่จะตั้งเป้าหมายตามสิ่งที่ฉันนั้นสนใจ รู้สึกเหมือนตัวเองมีจุดประสงค์ต่างๆมากขึ้นในการที่จะทำอะไรๆแต่ละอย่าง จนตอนนี้ยังจำชื่ออาจารย์ที่สอนอยู่เลย ชื่ออาจารย์ สมศรี เตียวย่อง (ไม่แน่ใจว่าพิมพ์นามสกุลถูกหรือไม่) แต่ตอนนี้อาจารย์เกษียณไปแล้ว พูดไปแล้วก็คิดถึงอาจารย์จริงๆ^^
Dialogue : ใครเห็น ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี? ตอนเด็กๆ ฉันมักจะติดคำพูดที่ว่า “ทำไม่ได้” , ”ไม่ได้เก่งไม่ได้อัจฉริยะเหมือนคนอื่น”,”ทำไมฉันไม่เก่งเหมือนคนอื่น” ,”อยากเก่งเหมือนคนอื่นจัง” แล้วฉันก็ไม่ทำอะไรเลย เวลาทำอะไรเองก็ได้แต่ท้อว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก จนวันหนึ่งได้คุณกะพ่อ แล้วร้องไห้ในความท้อใจออกมา พ่อบอกว่า ”ลองทำดูก่อน ทำไม่ได้ก็ลองพยายาม ถ้าพยายามแล้วมันไม่ได้จริงๆก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เป็นคนมีความพยายาม อย่าท้อ อย่าบอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้ พ่อเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ” หลังจากนั้นฉันเริ่มที่จะพยายามทำ อย่างน้อยฉันก็รู้สึกภูมิใจที่รู้ว่าตัวเองพยายามแล้ว เต็มความสามารถของฉันแล้ว เมื่อโตขึ้นไม่ว่าเรื่องเรียนหรืองเรื่องอะไรก็ตาม ฉันทำทุกอย่างด้วยความพยายาม พยายามที่สุดแล้ว แม้ว่ามันจะสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ฉันก็ภูมิใจที่ได้พยายาม
Mental model : ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้น เปิดหูเปิดตาเรามากขึ้น? เคยดูข่าวพวกข่าวคนไข้ติดเอดส์ ข่าวคนไข้ที่ติดยา แล้วเกิดคำถามขึ้นมามากมาย ซึ่งคำถามเป็นคำถามในเชิงไม่ค่อยดี อีกทั้งมันค่อยๆทำให้ความรู้สึกต่อคนเหล่านั้นไปในทางที่แย่มาก ว่าต้องเป็นคนไม่ดี ไม่มีความคิด ทำไมเราต้องไปช่วยเหลือ พวกนี้เป็นภาระของสังคม ติดอยู่กับแนวคิดแบบนั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เนื่องด้วยพ่อแม่เป็นข้าราชการเกี่ยวกับทางด้านสาธารณสุขจึงได้ไปดูงานเลยได้ตามพ่อกับแม่ไป สถานที่บำบัดคนเหล่านี้ อาทิเช่นวัดถ้ำกระบอกที่บำบัดผู้ป่วยยาเสพย์ติด วันพระบาทน้ำพุที่บำบัดผู้ป่วยด้านโรคเอดส์ แรกๆนั้นยอมรับเลยว่าไม่กล้าที่จะเข้าไป จนแม่มาตามแล้วกับฉันว่า “ลองเข้ามาดู มาคุยกับเค้าดู บางคนก็น่าสงสารนะ แฟนพามาติดบ้าง ไม่ได้ตั้งใจบ้าง สถานการณ์มันบังคับบ้าง หลายๆอย่าง” จึงได้ลองเข้าไปดู ก็พบว่าที่แม่พูดมานั้นเป็นจริง คนไข้ทุกคนใจดี เล่าเรื่องต่างๆให้ฟังเพื่อให้เป็นกระสบการณ์จะได้ไม่โดนหลอก ทำให้ความรู้สึก ความคิดของฉันที่มีต่อคนไข้เหล่านี้เปลี่ยนไป อีกทั้งฉันยังรู้สึกประทับใจในความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของคุณหมอและพยาบาลที่นี่ ซึ่งตอนนั้นหมอเป็นอาสาสมัครชาวเยอรมัน ส่วนพยาบาลมีอยู่ไม่เพียงพอ ทั้งที่ที่นั่นให้เงินเดือนสูง แต่ก็ไม่มีใครกล้ามา คนที่ทำงานที่นี่ เค้าคงต้องทำด้วยจิตใจที่อยากช่วยเหลือจริงๆ ฉันคิดว่าคนอื่นๆคงยึดถือกับแนวคิดแบบเก่าของฉัน อยากให้ลองมาเจอด้วยตัวเองจริงๆ ทุกๆสิ่งอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด Team Learning : ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีม มาแล้วดีที่สุด เล่าสาเหตุปัจจัยด้วย? เรื่องที่ประทับใจที่สุด สำหรับการทำงานเป็นทีม ตอนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีหนึ่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมันจะมีละครเวทีที่มีเป็นประเพณีทุกๆปีเพื่อต้อนรับพี่ๆบัณฑิต หรือที่เรียกว่า Nourneer ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับฝ่าย Dance ซึ่งซ้อมหนักมากแทบจะตีสามตีสี่ ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นคนเต้นเก่งแต่อย่างใด ยิ่งเต้นเซ็กซี่อยู่ในขั้นที่ว่า “ไม่เป็นเลย” พี่ๆแทบจะสอนใหม่หมด ในการเต้นนั้นทุกคนต้องทำให้พร้อมเพรียงกัน มีการเก็บท่า ยืนเรียงแถวเพื่อดูว่ามือยกระดับเท่ากันหรือไม่ อารมณ์ในการเต้น และอื่นๆอีก เรียกได้ว่ายากมากกว่าจะพร้อมเพรียงกัน( เต้น cover เพลงเกาหลี) เรียกได้ว่าต้องทำงานกันเป็นทีมอย่างมาก เพื่อให้เต้นได้อย่างพร้อมเพรียง ได้อย่างกลมกลืนกัน อีกทั้งยังได้มิตรภาพจากเพื่อนๆ กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เพราะแทบจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในช่วงระยะเวลานั้น เวลามีปัญหาเรื่องท่าหรือเรื่องการเปลี่ยนโซน เราก็จะมีการปรึกษากันเพื่อช่วยกันหาวิธีแก้ไข เมื่อถึงวันแสดงเราก็ร่วมกันทำอย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่ฉันและเพื่อนๆสนุกอีกทั้งภาคภูมิใจ เป็นช่วงเวลาที่ถึงเหนื่อย แต่เราก็รู้ว่ายังมีกัน ช่วยกัน มีความสุขจริงๆค่ะ
System thinking : เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสเป็นระบบที่ดี? เนื่องจากฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด(สงขลา) เวลาจะเดินทางมาขอนแก่น เพื่อให้ประหยัดเวลาและสะดวก จึงเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งแรกๆนั้น ก็ได้ลองอยู่หลายบริษัท จนมาถึงบริษัทของการบินไทย ระบบการบริการดี สะดวกรวดเร็ว ไม่ล่าช้า พนักงานบริการดีมาก และมีเหตุการณ์นอกเหนือจากนี้อีกที่ประทับใจ คือเคยทำของตกไว้ตอนลงจากเครื่อง ทางบริษัทก็พยายามตามหาฉัน จนฉันได้สิ่งของคืน ทั้งเรื่องตอนไม่สบายแล้วต้องเดินทางกลับ ทั้งที่ไม่ได้บอกพนักงานแต่พนักงานก็สังเกตเห็นแล้วเอาผ้าห่มมาให้ คอยบริการดูแล สุดท้ายทุกครั้ง ฉันจะใช้บริการของการบินไทย แม้ราคามันจะแพงกว่าบริษัทอื่นๆซักหน่อย แต่ฉันรู้สึกประทับใจในการบริการของสายการบิน
นางสาวพัชราภรณ์ โคตรประทุม
MBA Y.14 sec12 รหัสนักศึกษา 555740059-9
Persomal mastery:The Lemmimg Dilemma ฉันเรียนจบสายบริหารธุรกิจมา อาชีพที่ฉันใฝ่ฝันคือสาวธนาคาร แต่เกรดในตอนนั้นเข้าขั้นแบบคาบเส้นตายประมาณ 2.5 ก่อนเรียนจบฉันได้คิดและวางแผนว่าจะไปสมัครสอบในเว็ปไซด์ของธนาคาร ปัญหาก็เกิดขึ้นคือบางเว็ปก็สมัครไม่ได้ แอบคิดในใจว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดโอกาสในเราบ้าง บางเว็ปสมัครไปอินเตอร์เน็ตก็มีปัญหา จนแอบรู้สึกท้อใจนิดๆ จนมีธนาคารกรุงไทยผู้ใจดียังให้โอกาสเราให้สิทธิ์เราสอบข้อเขียน ผลสอบปรากฏว่า...สอบ ไม่ ติด ไม่ มี แม้ แต่ ราย ชื่อ ทำยังไงดีหล่ะ ไม่ยอมๆๆดิฉันก็เลยคิดว่าเอาใหม่ ดิฉันก็ได้ไปหาอ่านแนวข้อสอบมาลองทำดู ธนาคารที่2ที่เดินทางไปสอบคือธนาคารกสิกรไทย สาขาสนามเป้า คนเยอะมาก แต่ดิฉันสอบภาคบ่าย ก่อนสอบพี่พนักงานเขามีคลิปเกี่ยวกับธนาคารมาให้ดูเกี่ยวกับการทำงาน ค่านิยม และวิสัยทัศน์ของว่าที่พนักงานใหม่ และก่อนสอบพี่พนักงานที่คุมห้องสอบได้พูดขึ้นว่า “น้องๆที่ได้ดูคลิปแล้วคิดว่างานบริการนี้ยังไม่ตรงกับบุคลิกภาพของตัวเอง อนุญาตให้เดินออกจากห้องและไม่มีผลประการใด” เวลานั้นฉันแอบคิดในใจว่า จะมีใครออกไหม ??? แต่ไม่มีใครเดินออกสักคน เพราะคนทุกคนตั้งใจที่จะมาสอบและทุกคนมีเป้าเดียวกันคือต้องสอบให้ได้ และฉันก็นั่งทำข้อสอบอย่างเต็มที่จนกระทั่งถึงวันที่ประการผลออกมามีเลขบัตรประชาชนของฉันอยู่ด้วย ดีใจจัง สรุปว่าการที่เรารู้จักตั้งเป้าหมายของตนเอง รู้จักวางแผน ผลที่ได้ออกมาคือความสำเร็จของบันไดขั้นแรก
Dialogue:Listening to the Volcano ฉันเป็นลูกสาวสุดท้องและน้องเล็กที่สุดของครอบครัวและญาติพี่น้อง10กว่าคน ซึ่งพี่ๆแต่ละคนห่างฉันประมาณ 10-20 ปี ตอนเด็กฉันใช้ชีวิตสนุกสนานไม่ค่อยวางแผน หรือมีเป้าหมายในชีวิต ห่วงเล่น ไม่ชอบอ่านหนังสือ ดูแต่การ์ตูน(อารมณ์ในตอนนั้น) จนกระทั่งฉันอยู่ ป.2 พี่ๆของฉันก็เริ่มที่จะเข้ามหาวิทยาลัยกันแทบจะทุกคนแล้ว เหลือแต่ฉันยังเป็นเด็กประถม จนกระทั่งพี่ๆและพี่ชายของฉันจบและรับปริญญา ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากมาย จนกระทั่งขากลับจากรับปริญญาพี่ ฉันสังเกตเห็นคนแก่และเด็กเดินขายพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง และที่สำคัญแดดร้อนมาก เหนื่อยแต่ละคน ดูแล้วน่าสงสารมาก ....สงสัยแม่คงหาโอกาสมานานแล้ว...ประมาณว่าเห็นไหมไม่ตั้งใจเรียนเลยได้ทำงานหนักๆ เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน(นั่นไงออกแนวคติพจน์มาซะงั้น)ถ้าไม่อยากขายพวงมาลัยก็ตั้งใจเรียน เพราะคนที่เรียนสูงๆจะได้ทำงานไม่เหนื่อย(จริงหรือเปล่า)ไม่ร้อน ฉันก็เลยคิดว่าฉันต้องขยัน และเรียนสูงๆจะได้ไม่ต้องมาขายพวงมาลัย จนกระทั่งฉันก็เรียนจบปริญญาตรีมาหนึ่งใบ และกำลังจะเข้ารับพระราชทานที่บางเขนในเดือนหน้านี้
Mental model:Shadows of the Neanderthal ตอนเด็กๆฉันชอบดูการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจมาก ไม่ยอมรับข่าวสารต่างๆ แม่จะดูข่าวก็ไม่ได้ดู....จนกระทั่งแม่บอกฉันว่า... “ดูแต่การ์ตูน เดี๋ยวมีคนบอกไปเอาเงินล้านจะไม่ได้กับเขานะ”(ตอนนั้น)ฉันกลัวมากๆกลัวจะไม่ได้เงินล้านกับเขา ฉันก็เลยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมลองดูข่าวบ้างที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแต่ละวันว่าเกิดอะไรขึ้น (ใคร ทำ อะไร ที่ไหน) บางเรื่องเป็นสาระเกร็ดความรู้ บางเรื่องเป็นการสอนทำอาหาร บางเรื่องสอนการป้องกันตัวเองจากภัยต่างๆ ซึ่งฉันเองก็เริ่มที่จะเรียนรู้และรับฟังข่าวสารในรูปแบบต่างๆว่าสิ่งที่ข่าวเสนอไปนั้นดีหรือไม่ดี สิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งทำให้ฉันเริ่มสนุกต่อการรับฟังข่าวสารและเปิดโลกการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นในการรับรู้และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
Team Learning:Outlearning the Wolves ตอนช่วงปี4เทอมสุดท้ายได้มีโอกาสจัดสัมมนา ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ไม่ทำไม่ได้เพราะจะไม่จบ ดิฉันและเพื่อนๆอีก5คน ซึ่งในตอนนั้นงานเยอะมาก ทั้งปัญหาพิเศษ เรียน และกิจกรรมบังคับต่างๆจึงไม่ค่อยมีเวลาได้ทำอะไรเต็มที่....(ออกแนวเด็กมีปัญหา หรือ วงเวียนชีวิตอะไรประมาณนั้น ) ...(งานสัมมนา อ.ประจำวิชาสั่งงานแล้วก็เดินออกไป โดยไม่ได้บอกรูปแบบการจัดเลย)ดิฉันคิดว่าออกแนวโหดร้ายมาก.... เวลาผ่านไปเรื่อยๆ รอให้เพื่อนจัดงานสัมมนาก่อน รอแล้ว รอ...และก็รอ สรุปว่าไม่มีดังนั้นกลุ่มดิฉันจึงจัดชุดเล็กแบบเบาๆลองดูว่าจะเป็นยังไง(เป็นเวรกรรมแท้ๆ) กลุ่มดิฉันใช้เวลาในการเตรียมงาน 3 อาทิตย์ก่อนจัดงานจริง โดยแบ่งกันทำหน้าที่แต่ละหน้าที่ในการจัดเตรียมขอใช้สถานที่และนัดหมายกับวิทยากร ในการทำงานกลุ่มเราได้แบ่งการทำงานตามความถนัดและความเหมาะสม ซึ่งใครที่น้ำเสียงดี ก็จะรับหน้าที่เป็นพิธีกร ใครเก่งทำโปสเตอร์และแผ่นพับก็จะรับหน้าที่นั้น บางคนก็จะจัดเตรียมสถานที่และตกแต่งและดูแลความสะดวกในการดำเนินงาน พอถึงงานวันจริงกลุ่มดิฉันก็ทำงานเต็มที่ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดบ้างแต่เราก็ทำอย่างเต็มที่ พอวันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้รับคำติชมจากอาจารย์ว่า เป็นกลุ่มแรกที่ถือว่าดีและยังไม่ที่สุด(ในใจดิฉันบอกว่า โล่งซะทีจะได้ไปทำงานชิ้นอื่นบ้าง) ผลลัพธ์ที่ได้คือเราทำงานเสร็จและไม่ต้องเร่งรีบเหมือนกลุ่มอื่น เพราะเรามีการวางแผนกลุ่มที่ดี (ลืมบอกนะค่ะ ว่าวิชานี้ 1 หน่วยกิต แต่เอาเกรดยากกว่าวิชา3หน่วยกิตซะอีก และได้ Aด้วยรู้สึกภูมิใจมากๆเลยค่ะ)
System thainking:The Tip of the Iceberg ช่วงเมษาที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่กับครอบครัว โดยสายการบินนกแอร์ค่ะ เพราะมีอยู่สายการบินเดียวที่มีเที่ยวบินไปเชียงใหม่ คือ อุดรธานี-เชียงใหม่ ส่วนสายการบินอื่นๆมีจุดมุ่งหมายคือ กรุงเทพ ตอนแรกดิฉันเช็คราคาตั๋วเครื่องบินผ่านเว็ปไซด์ เพราะเคยลองถามเพื่อนๆดูว่าถ้าเราโทรไปจองจะมีราคาสูงกว่าหน้าเว็ป ดิฉันจึงตัดสินใจจองตั๋วและชำระเงินทันที พอชำระเงินเสร็จแล้วเขาก็มีบริการแจ้ง SMS วัน เวลา การเดินทาง ทั้งทางมือถือและอีเมล์ ดิฉันคิดว่าระบบการบริการดูแลเราดี พอช่วงที่โปรโมชั่นต่างๆ ทางนกแอร์ก็จะมีการแจ้งผ่านทางมือถือหรืออีเมล์เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ตลอดเวลา
สิรินทรา ใจฉลาด 555740093-9 Sec. 11
Personal Mastery
แล้วทำไมเราไม่...เปลี่ยน.... เปลี่ยนความทุ่มเทของตนเอง..ให้กับธุรกิจของตัวเอง.. ฉันจึงตัดสินใจ..ลาออก จากงานที่ทำประจำ และมาเรียน MBA เพื่อความฝันที่ชัดขึ้น...
Dialogue
สิ่งที่ฉันได้จากพ่อ..มาตลอด คือ ฉันเข้มแข็งและยืนได้ทุกครั้งที่ชีวิตล้มเหลว ฉันยิ้มได้เมื่อมีเรื่องทุกข์เข้ามา ฉันกล้าคิด กล้าตัดสินใจทำในสิ่งต่างๆ และเมื่อเกิดปัญหาฉันสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง.. ชีวิตเดินไปได้...ด้วยตัวเราเอง
Mental model
เมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อนชวนไปเที่ยว..น้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก การเดินทางช่างยาวไกล...ผ่านเขาหลายลูก.... เมื่อไปถึง..มันเป็นป่า..เราตั้งแคมป์ใกล้ริมธารน้ำ ที่นั่นได้ยินแต่เสียงสัตว์แปลกๆ เสียงน้ำไหล ตอนกลางคืนเห็นดาวเต็มฟ้าไปหมด จนหาดาวลูกไก่ หรือดาวไถ ที่เคยเห็นในตัวเมืองไม่เจอด้วยซ้ำ ฉันประทับใจมากไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน พอตอนเช้าฉันแปลงฟันริมธารน้ำ เจอพี่ผู้ชายสองคน เขาชื่อพี่จอร์จและพี่รุ่งสุริยา เป็นนักวิจัยสังคมพืช พี่เค้าอยู่ป่ามาตลอดตั้งแต่เรียนจบมา 20 กว่าปี สิ่งที่ทึ่งคือ พี่เขารู้เสียงสัตว์ แค่ได้ยินก็รู้ว่าเป็นสัตว์อะไร สายพันธ์ไหน บอกเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ และสามารถวาดภาพสัตว์นั้นออกมาได้ พี่เขาพาเดินเที่ยวในป่า ดูสัตว์ พืช ต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ ในป่า (ฉันตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ มาก) และสอนการใช้ชีวิตในป่า...
Team Learning
System thinking
-เมื่อถึงคิวเรา พนักงานจะถามว่าเรามากี่คน เพื่อจะได้เล่นรวมกัน ไม่แยกกัน ซึ่งจุดนี้เขาให้ความสำคัญมากๆ
นายชาคริต หลายทวีวัฒน์ เซค12 รหัส 555740610-5
Personal Mastery : :The Lemmimg Dilemma :: ผมเคยเป็นคนที่เกลียดภาษาอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิต เนื่องจากข้อสอบที่ยาก แกรมม่าที่ซับซ้อน ทำให้ผมไม่ค่อยสนใจกับวิชานี้ซักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด อย่างมาก แต่หลังจากที่เพื่อนผมคนหนึ่ง สามารถสอบติดโครงการ AFS ซึ่งเป็นโครงการเด็กแลกเปลี่ยน แล้วเค้าก็มาเล่าให้เพื่อนๆฟังอย่างเค้าได้ครอบครับดีอย่างไรบ้าง จึงทำให้ผมรู้สึกอยากไปบ้าง เพื่อนคนนี้จึงเป็นแรงบันดาลอย่างมากในการทำให้ผมต้องตั้งใจเรียนเรียน ศึกษาอย่างจริงจัง ในทุกๆ ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งทำให้ผมนั้น สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ซึ่งมันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนสมควรมี จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าเห็นชาวต่างชาติทุกวันนี้ผมแทบจะกระโดดใส่ (เข้าไปทักทายอะครับ)
Dialogue :Listening to the Volcano ::: พ่อผมเป็นคนที่ทุกครั้งที่ผมฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้อะไรดีๆ กลับมาเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งผมเป็นคนที่ตรงข้ามพ่ออย่างสิ้นเชิง จึงเป็นการยากที่จะเปลี่ยนแปลงโดยง่าย แต่ผมก็พยายาม โดยปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ทำอะไรด้วยความเร่งรีบ สักแต่ทำให้เสร็จก็พอ มีครั้งหนึ่งได้ทำกิจกรรมกับพ่อแล้วผมก็ออกไอเดียไปแบบลวกๆง่ายๆ พ่อเลยบอกกลับมาว่า "มักง่าย จะได้ยาก" ซึ่งคำนี้ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปอีกเยอะ จากเป็นคนที่ทำอะไรลวกๆง่ายๆ ก็ต้องคิดก่อนทำทุกครั้ง คำนวณผลลัพท์ที่จะออกมา ว่า จะเป็นเช่นไร และทุกครั้งที่มีปัญหาเกิดขึ้นในธุรกิจก็จะไปปรึกษาพ่อ พ่อก็จะบอกว่า"ไม่เป็นไรหรอก" ตามด้วยเหตุผลดีๆซึ่งเป็นการคิดในแง่บวก สิ่งเหล่านี้มันปลูกฝังจนทำให้ผมเป็นอีกคนที่ดีขึ้นครับ
Mental model:Shadows of the Neanderthal :::: ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวแพ็คแบ็คกับเพื่อนครับ เราเดินทางไปประเทศเวียดนามกันมีกันสามคน ต่างคนต่างก็แชร์ ความรู้และประสบการณ์ ต่างๆ ในการเดินทางแบบนี้ไปต่างประเทศ ซึ่งเราช่วยกันหาข้อมูลในการเดินทาง เส้นทางการท่องเที่ยว การแลกเงิน แบ่งแยกหน้าที่กัน มีการเตือนถึงภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย แต่พอถึงเวลาที่ออกเดินทางจริง บางอย่างที่แพลนไว้ กับที่ๆเกิดขึ้นจริง มันคนละเรื่องเลย เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ การเอาตัวรอดจากมิจฉาชีพ ชาวบ้านที่คิดจะโกงเงิน แม่ค้า ความเป็นอยู่วิถีชีวิตของชาวเวียดนาม และได้เจอสถานที่ๆสวยงาม แปลกตา และเราไม่ลืมที่จะศึกษาด้านการค้าขาย เศรษฐกิจ ว่าแต่ต่างจากบ้านเรายังไง รวมถึง ช่องทางและโอกาสในการจะเกิดธุรกิจที่นี่ ประเทศเวียดนาม
Team Learning:Outlearning the Wolves ::::: สมัยที่เรียน ป.ตรี ที่ม.เกษตรบางเขน ผมเคยได้ทำกิจกรรมกับ สโมสรนิสิต ซึ่งสมัครเป็นสตาฟ ของโครงการที่มี ชื่อว่า นิวเวฟ เป็นโครงการเพื่อเพิ่มทักษะความเป็นผู้นำให้กับรุ่นน้อง กลุ่มสตาฟ ก็มีกัน10 คนด้วยกันซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เยอะ ยิ่งเยอะก็ยิ่งมากความคิดเห็น โดยภารกิจหน้าที่ ของเราคือการที่เราต้องคิดกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดเป็นเวลา สามวันสามคืน ให้กับน้องๆ ซึ่งแน่นอนว่า กิจกรรมต้องมากมายมหาศาล แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ และเข้าใจการทำงานแบบเป็นกลุ่ม เราไม่มีหัวหน้าแต่ เราพร้อมจะรับฟังความคิดเห็น และช่วยกันตัดสินใจว่า ความคิดใครเป็นประโยชน์ต่อ ทีม มากที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด และ ผลลัพท์จะออกมาดีที่สุด แม้ว่าวันจริงจะมาถึง ปัญหาระหว่างวันที่เกิดขึ้น เราก็สามารถทำมันออกมาได้ดี แม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็มีประสิทธิภาพมากจนได้รับคำชมจากอาจารย์ที่ปรึกษาและรุ่นพี่ว่า สตาฟ รุ่นนี้มีความเป็นทีมมากที่สุดทีมหนึ่งทีเดียว
System thainking:The Tip of the Iceberg หลังจากที่เรียนจบผมได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัทตรีเพชร อีซูซุ สำนักงานใหญ่ ที่กรุงเทพในตำแหน่ง Marketing Communication โดยเป็นตำแหน่งที่ทำงานร่วมกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาอีกที โดยแผนกผมจะช่วยกันคิด project มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน มีหัวหน้าเป็นลำดับๆ ในการคอย prove งานเป็นทอดหลังจากที่ ผ่านการกรองงาน ได้ส่งต่อให้บริษัทเอเจนซี่ รับช่วงงานต่อ แล้วเราก็ไปคุมงานตามที่ได้ประชุมกันเรียบร้อย ซึ่งการที่ผมได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ๆเช่นนี้ทำให้ผมได้เห็นระบบการทำงานที่ดี มี การประสานงานกันอย่างดี แต่คอยตรวจสอบความผิดพลาด มีการ rotate งาน ทำให้ พนักงาน มีความสามารถรอบด้าน สามารถทดแทนกันได้เมื่อคนไม่อยู่ ระบบที่ดีแบบนี้ก็ทำให้ผมมีประสบการณ์ในการทำงานที่เป็นระบบส่งผลให้เป็นพื้นฐานที่ดีต่อไปครับ
น.ส.ไอลดา ศรีประเสริฐ MBA sec 11 รหัส: 555740102-4
Dialogue: “ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการ เปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี” เนื่องจากได้เรียนมาทางด้านภาษา และวันหนึ่งได้มีโอกาสไปฟังกับครูเคท เนตรปรียา มุสิกไชย ชุมไชยโย ครูสอนภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงบรรยาย ช่วงแรกก็ไม่ได้สนใจฟังแต่พอเริ่มฟังก็รู้สึกว่า สิ่งที่ครูเคทพูดนั้นมีประโยชน์มาก และครูเคทก็เล่าเรื่องของตนเอง ซึ่งมีประโยคหนึ่งทำให้คิดย้อนถึงตัวเองนั่นคือ “ครูเคทเองก็เป็นเด็กไทยที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษมาแต่เกิด อาจแย่กว่าใครบางคนในที่นี้ตอนอายุเท่านี้ด้วยซ้ำ แต่ครูอาศัยการฝึกฝนและใฝ่รู้ เราเรียนรู้ได้ตลอกชีวิต” ประโยคนี้ทำให้เราย้อนมองตัวเองและเริ่มคิดว่าเราเอาแต่บ่นว่าไม่เก่ง ไม่ได้ ทั้งๆที่ก็อยากจะเก่ง อยากจะทำให้ได้อย่างนี้ แต่ก็ไม่ฝึกฝน ไม่พัฒนา เมื่อกลับมาจึงตั้งใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้ามากขึ้น เปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น
Personal Mastery: “ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น” โดยปกติแล้วก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนไม่มีเป้าหมายและก็ไม่เคยคิดว่ามันสำคัญ จนจะต้องสอบเอนทรานซ์ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ วันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้านกับเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง เราได้คุยกันและทำให้รู้ว่าเค้ายากจะเข้าอักษรศาสตร์ จุฬา ซึ่งโดยส่วนตัวก็เชื่อว่าเค้าทำได้แน่ๆเพราะเค้าเก่ง แต่พอเค้าหันมาถามเรา เรากลับไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร เลยตอบส่งๆไปว่าอยากเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่เค้ากลับบอกว่า “จะเรียนได้เหรอ มันต้องเก่งระดับนึงถึงจะสอบได้น่ะ” เราจึงอึ้งเพราะรู้ดีว่าเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้เรามีเป้าหมาย เพื่อลบคำสพประหม่า จึงพยายามจนได้เข้าเรียนอย่างที่ตั้งใจไว้
Mental model: “ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้น เปิดหูเปิดตาเรามากขึ้น” ” เคยได้มีโอกาสไปดูงานตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีเหล่านักเจรจาด้านการค้ามาแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง ก็รู้สึกว่าได้รู้อะไรเยอะขึ้นเพราะได้รู้ว่างานนี้เป็นงานที่ท้าทายและต้องอาศัยความรอบรู้ทางด้านภาษาและการเป็นนักต่อรอง ซึ่งการได้มาซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความรอบคอบ รอบรู้และทันคน ไม่เช่นนั้นประเทศเราอาจต้องเสียเปรียบด้านการค้าได้ เช่น ในห้องประชุมการค้านานาชาติ นักเจรจาต้องหัวไวและการทำหนังสือสัญญานั้นต้องเขียนให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถหาช่องโหว่ได้ เพราะเพียงแค่ลืมเติม s เพียงตัวเดียวก็อาจทำเราขาดทุนไปได้กว่าร้อยล้านบาท นี่เป็นครั้งแรกที่รู้เรื่องพวกนี้เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยสนใจหรือคิดว่าน่าสนใจ แต่หลังจากได้มาดูงานครั้งนี้ก็รู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้
Team Learning: “ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด” เมื่อตอนใกล้จะจบจากมหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสทำวิทยานิพนธ์ฉบับเล็กๆเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน ก่อนจบ ตอนอาจารย์สอนก็เกิดต่อต้านเพราะมันดูเหมือนจะยากและวุ่นวาย เมื่อได้เริ่มทำก็รู้สึกว่ามันยากจริงๆอย่างที่คิด ทุกคนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มจากตรงไหน ควรเลือกหัวข้ออะไร เราแบ่งงานกันไปทำคนละส่วน แต่ก็ยังเสนออาจารย์ไม่ผ่านสักที จนจะเลยเวลาส่งเค้าโครงแล้ว เราจึงตัดสินใจมาเริ่มทำตั้งแต่แรกด้วยกัน ปรากฏว่าทำกันทั้งคืน แต่งานก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราจึงใช้วิธีนี้อีก และสุดท้ายเราก็ทำสำเร็จ งานได้คะแนนดี และทุกคนภูมิใจมาก เพราะงานนี้เป็นงานชิ้นใหญ่ในความรู้สึกของทุกคนและเป็นวิทยานิพนธ์เล่มแรก จึงได้รู้ว่าหากเราระดมสมองกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ งานที่ว่ายากก็จะสามารถทำมันได้
System Thinking: “เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี” เมื่อต้นปีมีโอกาสได้ไปประเทศอเมริกา ไปลงที่สนามบินฮูสตัน แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมามากมายจากหลายที่ แต่เจ้าหน้าที่สนามบินก็กระจายอยู่ทุกจุดเหมือนกันเพื่อคอยบอกทางเป็นระยะโดยที่ผู้โดยสารแทบไม่ต้องถามเลย ทั้งๆที่มีป้ายบอกทางอย่างชัดเจนอยู่แล้ว อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังคอยช่วยเหลือด้านเอกสารอย่างเป็นมิตร และบริการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาวต่างชาติ คนท้อง และผู้ป่วย แม้แต่ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เค้าก็จัดคนมาพาไปส่งถึงหน้าเกทเลยโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้เห็นว่าเค้าวางระบบไว้เป็นอย่างดี ช่วยอำนวยความสะดวกแก่คนทุกประเภท ทุกเชื้อชาติ
นายวรุฒ วรปัญญาสถิต sec 12 รหัสประจำตัว 555740075-1
Personal Mastery
Dialogue
Mental modal
Team Learning
System thinking
น.ส. ภัทรภร จีระดีพลัง
MBA Y#14 Sec.12 รหัสนักศึกษา 555740063-8
Personal Mastery (ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น?) : เมื่อครั้งที่ฉันจะสอบเอนทรานซ์ ฉันไม่มีความรู้สึกว่าชอบคณะไหนเป็นพิเศษ แต่ที่ชอบคณะการเงินนั้นเป็นเพราะว่าที่บ้านอยากให้เรียนคณะนี้ จึงได้เลือกลองคณะนี้ดู แล้วพอผลประกาศออกมา ก็ได้รู้ว่าสอบติดในคณะนี้ และเห็นพ่อแม่ดีใจมาก ทำให้รู้สึกคิดได้ว่าขนาดสอบเข้าคณะนี้ติด พ่อแม่ยังดีใจขนาดนี้ และถ้าฉันเรียนจบในคณะนี้ พ่อแม่จะดีใจขนาดไหน จึงมีเป้าหมายว่าจะพยายามเรียนให้จบเพื่อพ่อแม่และเพื่อตัวเราเอง และวันนั้นก็มาถึงวันที่เรียนจบภายใน 4 ปี แล้วก็เป็นวันที่พ่อแม่ดีใจและภาคภูมิใจจริงๆ
Dialogue (ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี) : เมื่อครั้งฉันยังเรียนอยู่ม.2 ซึ่งที่บ้านฉันทำอาชีพค้าขาย ซึ่งเมื่อตอนที่ฉันไม่ได้ไปโรงเรียนก็จะตื่นสาย อยู่มาวันหนึ่งพ่อกับแม่ฉันต้องไปทำธุระที่บ้านญาติ ซึ่งเมื่อแม่กับป้าฉันกลับมาที่บ้านซึ่งเกือบๆจะเที่ยง ก็พึ่งจะเห็นว่าฉันนั้นพึ่งจะอาบน้ำและเดินลงมาข้างล่าง ซึ่งก็มีคนมารอซื้อของอยู่หน้าบ้าน แล้วไม่มีคนขายของให้ ป้ามาเห็นว่าฉันนั้นพึ่งจะเดินลงมาจากบนบ้าน ก็เลยว่าแม่ฉันว่าทำไมถึงไม่สอนให้ลูกตื่นแต่เช้า แล้วลงมาขายของแทน ซึ่งที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่ อยู่แต่แม่บ้าน เดี๋ยวก็โดนขโมยของหรอก ป้าว่าจนแม่ฉันที่นั่งอยู่ข้างๆฉันนั้นร้องไห้ออกมา ฉันจึ่งรู้สึกว่าทำไมป้าของฉันเองไม่ว่าที่ตัวฉันแต่ไปว่าแม่ฉันที่ไม่ยอมสั่งสอนฉัน จึงทำให้ฉันได้คิดว่าขนาดคนที่เป็นญาติกันยังเห็นว่าลูกนั้นทำตัวไม่ดีเพราะพ่อแม่ไม่ยอมสั่งสอนลูก แล้วคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติเราล่ะจะรู้สึกยังไง นับจากวันนั้นฉันก็เลยตื่นแต่เช้า ลงมาช่วยแม่ขายของทุกวัน จนแม่ฉันชมว่าฉันนั้นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เริ่มรู้จักขายของหาเงินเอง เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้นที่สามารถทำตัวให้ประโยชน์ไม่ให้ใครมาว่าเราได้อีก
Mental Model (ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้น เปิดหูเปิดตามากขึ้น) : เมื่อตอนปิดเทอมสมัยมัธยม ฉันนั้นได้มีโอกาสไปเรียนภาษาอยู่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในตอนนั้นฉันนั้นได้ไปอยู่กับโฮสต์ ฉันนั้นได้ไปเรียนคนเดียวประมาณเดือนกว่า ซึ่งฉันก็ได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนเวนิซูเอล่า คนญี่ปุ่น คนพม่า คนเวียดนาม คนเกาหลีหรือแม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งฉันนั้นได้ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆกับเพื่อนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งชาวสิงคโปร์นั้นจะมีชาวจีน ชาวมาเลย์อยู่มาก และยังเคยเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติอีกด้วย ทำให้ชาวสิงคโปร์นั้นสามารถพูดภาษาจีนกับภาษาอังกฤษได้ และเพื่อนคนจีนยังสอนฉันให้พูดภาษาจีนบางคำที่ง่ายๆ ทำให้ฉันรู้สึกชอบภาษาจีนมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ฉันนั้นได้เปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับอาหารการกินของชาวจีน หรือมาเลย์ และได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานเทศกาลของชาวต่างชาติ อาทิ เช่นวันEaster dayและงานสงกรานต์ไทยซึ่งจัดขึ้นในต่างประเทศ ว่าคนไทยในต่างประเทศเวลาจะเล่นน้ำสงกรานต์ต้องไปเล่นอยู่ที่หน้าสถานทูตไทย ซึ่งจะเป็นที่รวมตัวกันของคนไทย ซึ่งในประเทศสิงคโปร์นั้นจะเล่นกันทุกวันที่15 ของเดือนเมษายน แล้วก็จะมีคนต่างชาติที่สนใจได้เข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย
Team Learning (ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด เล่าสาเหตุ ปัจจัยด้วย) : ตอนช่วงม.5 นั้น ทางโรงเรียนได้จัดให้มีงานวันวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางโรงเรียนได้กำหนดให้ชั้นม.5 ทุกห้องได้จัดทำแบบจำลองการใช้พื้นที่โดยประมาณ โครงการเศรษฐกิจพอเพียงขนาดเล็ก ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเราเอง และครอบครัว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (พื้นที่ประมาณ ๙ ไร่) ซึ่งทางโรงเรียนได้ให้เวลาทั้งหมด1อาทิตย์ ทั้งห้องนั้นจึงได้ร่วมมือร่วมใจกันออกเงินกันซื้ออุปกรณ์การทำรูปแบบจำลอง โดยใช้แผ่นโฟมเป็นพื้นที่จำลองขนาด 9ไร่ และนำไม้จิ้มฟันมาทำเป็นโมเดลบ้าน และนำสีมาทาเป็นสระน้ำ และอื่นๆอีกมากมาย และเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด ทางห้องของฉันก็ได้นำแบบจำลองนี้ออกมาตั้งประกวดและอธิบายให้เพื่อนๆในโรงเรียนนั้นได้ฟังและได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น ผลประกาศก็ออกมา ซึ่งแบบจำลองที่ห้องฉันได้ทำนั้น ได้รางวัลที่1 คนในห้องฉันรู้สึกภูมิใจกับผลงานที่ออกมา และมีความสามัคคีกันมากขึ้น และยังได้ทำงานกับเพื่อนที่ยังไม่รู้จัก แถมยังได้เพื่อนสนิทมากขึ้นอีกด้วย
System Thinking (เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี) : ฉันได้มีโอกาสได้นั่งเครื่องบินการบินไทยไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งฉันรู้สึกว่า ระบบของการบินไทยนั้นเชื่อมโยงและสอดคล้องกันซึ่งตั้งแต่ ฉันได้เข้าไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ
- มีพนักงานเช็คอินตั๋วเครื่องบินสำหรับการขึ้นเครื่องและพนักงานขนสัมภาระขึ้นเครื่อง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนำสานเคมี ของเหลว ของมีคมขึ้นเครื่องบิน
- เมื่อเราจะเดินทางออกนอกประเทศ จะมีคนคอยเช็คตั๋วและนำขึ้นรถบัสเพื่อไปต่อยังเครื่องบิน
- เมื่อเราขึ้นเครื่องบินแล้วจะมีกัปตันพร้อมด้วยลูกเรือคอยยืนต้อนรับหน้าประตูทางเข้า และคอยหาที่นั่งให้และยังเก็บสัมภาระไว้บนที่เก็บสัมภาระ
- ขณะอยู่บนเครื่องจะมีแอร์โฮสเตสและสจ๊วตบนเครื่อง คอยสอนการใช้อุปกรณ์บนเครื่องบิน และคอยเสริฟอาหาร และคอยดูแลเราบนเครื่องบิน
- ขณะเครื่องบินถึงจุดหมายปลายทาง จะมีกัปตันและลูกเรือคอยบอกสภาพอากาศ เวลาท้องถิ่นและยืนต้อนรับขณะเราลงจากเครื่อง
ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่าทำไมชาวต่างชาติและคนไทยจึงมั่นใจที่จะเดินทางไปกับสายการบินการบินไทย เพราะว่าระบบของการบินไทยนั้นให้บริการดี คอยดูแลใส่ใจเราเมื่อเรามีปัญหาขณะอยู่บนเครื่องบินจนถึงจุดหมายปลายทาง
คงมีคนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าตนเองอยากเรียนคณะอะไร ฉันเองก็ไม่รู้จึงเลือกเรียนสายวิทย์ก่อนเพราะคิดว่าถ้าไม่ชอบสายวิทย์จริงๆก็สามารถเปลี่ยนมาเลือกคณะทางสายศิลป์ได้ ในช่วงที่เรียนสายวิทย์ฉันพอเรียนได้แต่ไม่มีความสุขในการเรียนเลย จนได้ไปค่ายpre-camp ซึ่งเป็นค่ายของคณะนิติศาสตร์ ฉันจึงตัดสินใจที่จะเข้าคณะนิติศาสตร์ เมื่อฉันตัดสินใจได้แล้วฉันจึงย้ายสายมาเรียนสายศิลป์และมุ่งที่จะอ่านเฉพาะวิชาที่ใช้สอบเข้าคณะนิติศาสตร์เท่านั้น หากฉันยังไม่มีเป้าหมายว่าจะเข้าเรียนคณะใดฉันคงต้องอ่านทุกวิชาซึ่งอาจจะทำให้ทำแต่ละวิชาได้ไม่ดีเท่าที่ควร
เมื่อเข้าสู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิ่งที่รุ่นน้องมักจะได้ยินเสมอคือ การได้เกียรตินิยมจากที่นี่เป็นเรื่องที่ได้ยากมาก แต่ฉันกลับคิดว่าหากตั้งใจ มันคงไม่ได้ยากขนาดนั้น ตลอด4เดือน ฉันตั้งใจอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ทำข้อสอบเก่าย้อนหลัง แต่เมื่อประกาศคะแนนวิชาแรก ฉันได้คะแนนไม่ดีเลย วันนั้นฉันร้องไห้แล้วมีเพื่อนเข้ามาปลอบฉันว่า อย่าคิดมากมีรุ่นพี่ตั้งหลายคนที่ได้วิชานี้คะแนนไม่ดี แต่พอปรับตัวได้พี่เขาก็ได้เกียรตินิยมนะ พอได้ยินเช่นนี้ฉันเลยคิดว่าจะมัวเสียใจทำไม เราหนีความจริงไม่ได้ว่าวิชานี้เราพลาดไปแล้วเราต้องเริ่มใหม่ ฉันจึงปรับวิธีการเรียนใหม่ จนในที่สุดฉันก็ทำได้สำเร็จอย่างที่หวัง
ฉันเข้าไปเรียนในกรุงเทพมา2ปีแล้วแต่ฉันเองไม่ค่อยได้ไปไหน ส่วนมากก็อยู่แต่ในมหาวิทยาลัยหรือไปเที่ยวใกล้ๆบ้าง จนวันหนึ่งที่เพื่อนจากขอนแก่นจะมากรุงเทพจึงจะให้ฉันพาเที่ยว ฉันกับเพื่อนจึงเที่ยวตามที่ต่างๆไปกันตั้งแต่เช้าเที่ยวกันจนดึก ได้ไปเจอสถานที่สวยๆ กินของอร่อยๆ วันนั้นฉันรู้สึกว่าฉันเที่ยวกรุงเทพในวันนี้มากกว่าที่ฉันเคยเที่ยวกรุงเทพมาตลอด2ปีซะอีก ถ้าไม่มีเพื่อนมาฉันคงไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวแบบนี้แน่นอน
ฉันเคยมีโอกาสได้ไปทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งพวกเราเป็นเพียงนักศึกษากลุ่มเล็กๆ แต่ต้องการให้ชุมชนที่ห่างไกลจากความเจริญนี้มีห้องสมุดสำหรับเด็กๆ และมีลานกิจกรรมสำหรับชุมชน แต่การไปทำงานครั้งนี้หากจะมีแต่ฝ่ายสร้างฝ่ายเดียวงานคงไม่สามารถสำเร็จได้ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงต้องมีฝ่ายสวัสดิการคอยทำอาหารเลี้ยงคนในค่าย มีฝ่ายสอนที่ไปสอนหนังสือแก่เด็กและให้คำแนะนำชาวบ้านในเรื่องกฎหมาย มีฝ่ายสัมพันธ์ที่คอยไปพูดคุยสร้างความคุ้นเคยเและเรียนรู้การใช้ชีวิตของชาวบ้าน หากค่ายอาสานี้ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป การสร้างห้องสมุดและลานกิจกรรมนี้อาจจะไม่มีขึ้นเลยก็ได้
System thinking : เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสเป็นระบบที่ดี? สำนักทะเบียนกับนักศึกษา คงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ฉันเองมีโอกาสที่ต้องประสานงานกับสำนักทะเบียนหลายครั้งและกับหลายมหาวิทยาลัย ฉันจึงสัมผัสได้ว่าสำนึกทะเบียนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดการที่เป็นระบบที่ดี เนื่องจากการขอหลักฐานทางการศึกษานั้น ในบางมหาวิทยาลัยเมื่อขอไปแล้วต้องรอดำเนินการหลายวัน ซึ่งไม่สะดวกต่อนักศึกษาในการมารับและบางครั้งยังเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูล แต่สำนักทะเบียนของธรรมศาสตร์นั้นเมื่อขอหลักฐานทางการศึกษา สามารถรอรับได้เลย หากมีข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ทันที จึงสะดวกต่อนักศึกษาและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก
น.ส. จิรัตติกาล มีทอง , 555740003-6 , MBA Y#14 Sec.12
Personal Mastery : ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น
Dialogue : ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี
Mental Model : ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้นเปิดหูเปิดตาเรามากขึ้น
Team Learning : ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด
System Thinking : เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี
นางสาวถิรตา วรหาญ MBA Y#14 รหัส 555740040-0 sec11
Personal Mastery (ความเป็นเลิศส่วนบุคคล)
เมื่อตอนเรียนปีหนึ่งมีกิจกรรมกีฬาของคณะให้เลือก ก็ได้เลือกกีฬาฟันดาบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นกีฬาที่ไม่เคยเล่น เลยอยากลองไปเล่นดูบ้างว่าเป็นยังไงแต่เมื่อได้ไปซ้อมกีฬาฟันดาบ ทำให้รู้ว่ามันเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและเจ็บตัวมาก เพราะต้องใช้ดาบไม้ซ้อมและถูกตีเป็นประจำ ระหว่างที่ฝึกก็จะมีรอยช้ำเพราะถูกตีอยู่เสมอ แต่เมื่อได้ซ้อมขึ้นเรื่อยๆ ก็พบว่าการซ้อมมากขึ้นจะทำให้เก่งขึ้น แล้วสามารถหลบจากการที่ถูกคู่แข่งตีได้ ทำให้ไม่เจ็บตัวบ่อยๆเหมือนตอนแรกที่เล่นไม่เป็น ทำให้มีเป้าหมายว่า จะต้องได้ซักเหรียญจากกีฬานี้ให้ได้ เมื่อมีการแข่งกีฬาระหว่างคณะขึ้น เราก็สามารถชนะจนได้เหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาฟันดาบระหว่างคณะได้ เราก็ดีใจมากเพราะกว่าที่จะเล่นได้ขนาดนี้เราผ่านการฝึกฝนมาเยอะแล้วก็ทำสำเร็จ ทำให้รู้ว่าถ้าเราทำอะไรโดยมีเป้าหมายเราจะมีความตั้งใจมากขึ้น
Dialogue & Conversation (ไดอะล็อกและการสนทนา)
วันหนึ่งได้มีโอกาสไปทำบุญที่บ้านแคนทองกับอาจารย์และเพื่อนๆ ซึ่งเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กที่ครอบครัวมีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ อาจารย์ได้พาไปซื้ออาหารและขนมมาเลี้ยงเด็ก หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสเล่นกับเด็กๆ ทำให้เราได้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้ง ทำให้เรารู้สึกว่าเราโชคดีที่มีพ่อแม่คอยดูแล ในขณะที่เด็กพวกนี้ต้องได้รับการดูแลจากคนอื่น จากวันนั้นก็ทำให้เราอยากช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นเมื่อมีโอกาส ถ้าวันนั้นเราไม่ไปก็จะไม่รู้ว่ามีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ใกล้ๆสามารถไปได้ง่ายในขอนแก่น ทำให้รู้ว่ามีเด็กกำพร้าอีกมากนะที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเราสามารถบริจาคเป็นเงิน อาหารและสิ่งของได้
Mental Model (รูปแบบความคิด)
เมื่อก่อนเวลาที่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน เราจะแค่ตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหน หาเช่ารถตู้แล้วไปเที่ยวเลย หาที่พักเอาข้างหน้า แต่ก็จะมีเพื่อนคนนึงบอกว่าเราควรจะจองที่พักและหาข้อมูลก่อน เพื่อนก็หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หาว่าโรงแรมไหนดีแล้วก็บอกให้โทรจองล่วงหน้าจะได้ได้พักโรงแรมที่ดี แล้วเพื่อนก็ยังหาร้านอาหารแถวนั้นว่ามีร้านไหนที่ขึ้นชื่อคนบอกว่าอร่อย เพื่อที่เราและเพื่อนจะได้แวะไปกิน สถานที่ท่องเที่ยวไหนน่าสนใจ มีกิจกรรมอะไรบ้าง เมื่อเราไปเที่ยวก็ทำให้รู้สึกว่าดีนะที่เราหาข้อมูลมาก่อน ไม่งั้นเราอาจจะไม่ได้ที่พักที่ดี และอาจจะพลาดที่เที่ยวบางอย่างที่สนุกไปได้
Team Learning (การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม)
สมัยเรียนปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ มักจะมีโปรเจ็คเป็นกลุ่มให้ทำร่วมกัน ภายในกลุ่มต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำโปรแกรมอะไรดี เลยตกลงกันว่าจะเขียนโปรแกรมเป็นร้านขายกาแฟ แล้วก็แบ่งหน้าที่ของแต่ละคน หาข้อมูลแล้วเริ่มออกแบบโปรแกรมว่าต้องการแบบไหน แล้วก็เขียนโปรแกรม แล้วก็มีการปรับแก้โปรแกรมไปเรื่อยๆ จนในที่สุดโปรแกรมก็เขียนเสร็จ ทำพาวเวอร์พอยและรายงาน เมื่อมีการพรีเซนต์โปรเจ็คก็ช่วยกันรายงานและตอบคำถาม อาจารย์ก็ชมแล้วงานก็ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย เกิดจากความร่วมมือของทุกคนที่ช่วยกันคิดและช่วยกันแก้ไขปัญหา ทำให้งานเสร็จและทำงานได้ดี
System Thinking (การคิดเชิงระบบ)
เนื่องจากชอบไปร้านหนังสือ และร้านที่ไปประจำคือนายอินทร์ เรารู้สึกว่านายอินทร์มีระบบจัดการที่ดี คือถ้าเราเป็นสมาชิกเราจะได้รับส่วนลด และเมื่อเราซื้อหนังสือก็จะได้แสตมป์สะสมมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งต่อไป ร้านมีการจัดหนังสือเป็นสัดส่วนตามหมวดหมู่ หรือจะถามหาหนังสือที่ต้องการพนักงานก็จะค้นหาในระบบให้ว่ามีหนังสือหรือเปล่า ถ้ามีหนังสือจะอยู่ส่วนไหนของร้าน ถ้าหนังสือหมด ก็สามารถบอกพนักงานเพื่อสั่งหนังสือเพิ่มได้ หรือพนักงานจะโทรไปเช็คกับอีกสาขาว่ามีหนังสือหรือเปล่า เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องสั่งซึ่งจะต้องรอหนังสือ และสามารถไปซื้อได้จากอีกสาขา ทำให้เรารู้ว่าเขาใส่ใจลูกค้าและการจัดการที่ดี
Personal mastery
Dialogue
Mental model
Team learning
System thinking
อิษฎา อังสุพันธุ์โกศล 555740100-8 sec#11
นางสาววรุณทิพย์ ศรีพุ่ม MBA Y#14 Sec.12 รหัส 555740076-9
Personal Mastery : The Lemmimg Dilemma
Q : ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น
A : ตอนที่ไปฝึกงานที่หัวหิน บ้านเช่าของฉันและเพื่อนๆ อยู่ใกล้ๆกับสวนศรี สถานที่เที่ยวแบบถนนคนเดินที่มีงานแฮนด์เมด วันหยุดจากการฝึกงาน เราก็ไปเที่ยวกัน ทำให้ฉันได้รู้จักพี่ออย เธอเป็นเจ้าของร้านขายกิ๊บและกระจกแนว Vintage ซึ่งฉันอยากจะซื้อเป็นของฝากให้เพื่อนๆ ด้วยการที่ฉันลืมเอาตุ๊กตาตัวโปรดไปด้วยทำให้นอนไม่หลับ(ไม่มีกลิ่นที่คุ้นเคย) ทำให้ไปสั่งทำ ช่วงที่พี่เค้าทำตุ๊กตาให้ ไม่มีคนขายหน้าร้าน ฉันก็อาสาช่วยขาย ช่วยเชียร์ และช่วยคิดกระจกกระต่ายให้เก๋ๆ ทำให้เราสนิทกัน วันไหนว่างฉันจะมาช่วยขายและตกแต่งช่วย นั้นทำให้ฉันรู้ว่าฉันอยากจะมีกิจการเป็นของตัวเองบ้าง ที่เกิดจากไอเดียและความสามารถของฉัน จากทุนเล็กๆ แต่มาจากความชอบและความตั้งใจจริง
Dialogue : Listening to the Volcano
Q : ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี
A : ส่วนใหญ่แล้วฉันมักจะเป็นคนที่พูดมากกว่านั่งฟังคนอื่น บ่อยครั้งฉันมักจะอยู่บ้านคนเดียวกับน้องหมา ทำให้ฉันชอบที่จะฟังเพลง ดูทีวีและอ่านหนังสือ และฉันชอบดูรายการวาไรตี้ของเกาหลี ชื่อว่า We Got Married รายการนี้ดูไร้สาระมากในความคิดของผู้ใหญ่ เพราะจับดารามาแต่งงานกัน แต่ฉันคิดว่าทำไม? ออกจะแตกต่าง ทำให้รู้ว่าคนเกาหลีมีวัฒนธรรมใช้ชีวิตคู่ยังไงด้วย โดยเฉพาะตอนที่ซอฮยอน นักร้องที่ชอบเป็นคู่แต่งงานใหม่ ฉันดีใจมากเพราะเหมือนเราได้รู้จักคนที่เราปลื้มมากขึ้น ตอนแรกที่ออกอากาศ ฉันนั่งดูและก็ทึ่งในความคิดของเธอเกี่ยวกับการอ่านหนังสือประเภท How To ที่ทำให้เราพัฒนาศักยภาพตัวเอง และนับแต่นั้นเธอเป็นแรงบัลดาลใจให้ฉันอ่านหนังสือประเภทนี้ นอกจากนิยายและหนังสือทำอาหารแบบที่ชอบ และยิ่งติดตามมากเท่าไหร่เธอก็ทำให้ฉันรู้ว่าเธอไม่เคยใช้เวลาว่างแบบไม่มีประโยชน์เลย ทำให้ฉันอ่านหนังสือแล้วก็บันทึกความรู้หรือความประทับใจนั้นๆ เพราะฉันอยากเป็นคนที่ใช้เวลาว่างให้คุ้มค่า
Mental Model : Shadows of the Neanderthal
Q : ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้นเปิดหูเปิดตาเรามากขึ้น
A : เมื่อปีที่แล้ว ช่วงเดือนมิถุนายน มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี ไปกับที่ทำงานของคุณแม่ นี่เป็นครั้งแรกที่ไปต่างประเทศโดยไม่มีครอบครัวไปด้วยเพราะช่วงนั้นคุณพ่อและคุณแม่ไม่ว่าง พอก้าวแรกที่เหยียบกรุงโซล ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก ชอบทิวทัศน์ที่โซลทาวเวอร์ที่มองเห็นรอบเมือง บรรยากาศรอบๆเกาะนามิและร้านต่างๆออกแบบได้น่ารักๆ อบอุ่น ชอบคัพเค้กอร่อยๆที่หมู่บ้านฝรั่งเศส แต่อาหารที่ชอบ คือ บูลโกกิ(เนื้อห่อผัก) เพราะว่าไม่เลี่ยน ประทับใจที่สุด คือ ศูนย์โสม เพราะได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับสุขภาพ ทำให้คิดว่าไปเที่ยวครั้งนั้นมีความสุขมากจนเป็นแรงบัลดาลใจให้อยากไปเที่ยวแบคแพคเกอร์
Team Learning : Outlearning the Wolves
Q : ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด
A : ช่วงที่ทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย เดือนตุลาคมจะมีงานอบรมยุวหมอดินทั้งหมด 4 รุ่น โดยฉันได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกรร่วมกับพี่ๆวิทยากรและช่วยเพื่อนๆรวบรวมรูปและข้อมูลทำเนียบรุ่น เวลาอบรมมี 3 วัน แต่เราจะต้องถ่ายรูปนักเรียนและอาจารย์ให้เสร็จ ส่งให้ร้านพิมพ์ภายในวันแรก เพราะต้องแจกพร้อมใบประกาศนียบัตรในวันสุดท้าย แต่การถ่ายรูปเดี่ยวให้คนร้อยกว่าคนและยิ่งเป็นเด็กๆมันยุ่งยากเหมือนกัน เพราะเราต้องรู้ว่ารูปว่าใครเป็นใคร โรงเรียนอะไร ทำให้ต้องแบ่งงานกันชัดเจน และฉันมีสองหน้าที่ทำให้ใช้เวลาที่วิทยากรให้ความรู้มาช่วยตกแต่งภาพให้เสร็จ ในแต่ละรุ่นล้วนแต่มีปัญหาที่ต่างกัน หลังจากการอบรมเสร็จสิ้น ฉันและเพื่อนๆภูมิใจในศักยภาพในการทำงานกลุ่มและสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิม
System Thinking : The Tip of the Iceberg
Q : เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี
A : ตอนที่เรียนอยู่ปีสาม สาขาที่เรียนพาไปสัมมนาที่กรุงเทพฯ ไปดูงานตามที่ต่างๆ แต่ประทับใจที่สุดที่เลอ กอร์ลอง เบลอ ที่ดุสิต เนื่องด้วยสถานที่ที่ไปเป็นส่วนภัตตาคารสำหรับนักศึกษาใช้ฝึกงานจริง เขาให้เรียนรู้ทุกแผนกภายในร้าน ทุกคนต้องทำได้หมด ทั้งเสริ์ฟ ล้างจาน ทำอาหาร แคชเชียร์ เครื่องดื่ม ต้อนรับ และไม่ใช่เรียนรู้อย่างเดียวแต่ต้องทำได้ดีด้วย โดยที่ทุกแผนกจะเปลี่ยนทุกเดือน ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ไปดูผู้ช่วยเซฟทำน้ำซุป เขาบอกว่าต้องคน ชิม ทุกสิบนาที ถ้าขาดหรือเกินไปถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะอาหารถือเป็นหัวใจของร้าน ส่วนการบริการเป็นหน้าตา
น.ส. นาตาช่า ฟราซง , 555740048-4 , MBA Y#14 Sec.11
Personal Mastery: ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น
ตอนเรียนอยู่ฝรั่งเศส อยากกลับมาเรียนที่เมืองไทยมากกว่าเพราะว่าพ่อก็จะย้ายมาอยู่ที่ไทยแต่ว่าคิดไปคิดมาก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะ ว่าถ้าเราเรียนอีกสามปีเราก็จะจบ High school แล้วเราก็จะได้เรียนสิ่งที่เราชอบเพราะไม่รู้ว่ากลับมาที่ไทยแล้วชิวิตจะเป็นยังไง ฉันก็เลยเลิกที่จะอยู่ที่ฝรั่งเศสต่ออีกสามปี เหตูผลก็คือ หลังจากเปรียบเทียบ ความต้องการ ที่อยากกลับมาเมืองไทยเพราะคิดถึง แล้วก็ชอบ สิ่งนี้คืออารม กับ เหตุผลหนึ่งที่มีความหนักแน่นกว่า ก็คือ เพื่อ อนาคตที่ดีกว่า กานตัดสินใจครั้งนี้เลยทำให้ฉันมีเป่าหมายมาก ขึ้นเพราะหลังจากนั้นฉันได้ Plan ชิวิต ของฉันในสามปี่ข่างหน้าว่าจะทำไร ที่ไหน...
Dialogue: ครั้งไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี
วันหนึ่งที่รู้สึกไม่ค่อยดีก็เลยไปปรึกษาคนๆหนึ่ง เค้าก็เลยอ่านถ้อยคำพวกนี้ให้ฟัง - มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ เวลาเจอคนที่ใช่ แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบที่ว่า "มารไม่มีบารมีไม่เกิด" เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส" เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ จะไม่มีเชื้อโรคใดเจาะผ่านภูมิคุ้มกันของเราได้ มันก็เลยทำไห้ฉันคิดว่าหากมีจิตใจคิดแต่สิ่งดี ภายในวิกฤตที่เลวร้าย หากใช้สติและเหตุผลพิจารณาอย่างรอบคอบ เราอาจจะได้เห็นด้านดีๆ ของชีวิตที่ซ่อนอยู่.
Mental Model: ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้นเปิดหูเปิดตาเรามากขึ้น
ตอนอยู่ที่ฝรั่งเศส ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบออกไป ไหน ไปเรียนแล้วก็กลับบ้าน ถ้าไปไหนก็แค่ช่วงเทศกาล หรือวันหยุดก็จะไปเล่นบ้านเพื่อน จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ฉันได้มาเรียนที่ขอนแก่น มาเจอเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายจังหวัด และประเทศ ฉันได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆจากพวกเข้า อย่างเช่น ภาษา ประสบการ วัฒนธรรม. วันไหนมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน หรือ วันหยุดก็ไปเที่ยวกัน ที่ต่างจังหวัด ได้เจอ และมีเครือข่ายมากขึ้น .....
Team Learning: ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด
ปีก่อนฉันมีโอกาสได้ ไป ฝึกงานที่ Mekong Institute, ที่แผนก Policy organizing ที่นั่นฉันมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนที่มาจากหลากหลายประเทศ อย่างเช่น พม่า จีน ฟิลิปิน etc... ในช่วงเรามีงานหนึ่งเข้ามา ก็คือ การ Organize the Mekong Forum ซึ่ง มิอาจจะประสบความสำเร็จถ้า ไม่เราไม่ทำงานเป็นทีมเพราะ ว่ามันมีหลายอย่างมากที่ต้องทำ มันเป็นครั้งแรก ที่ฉันรู้สึกว่าได้ทำงานเป็นทีมจริงๆ เพราะ ทุกคนแบ่งงานกัน แล้วก็ประสานงานกันได้ดีมาก ใครมีปัญหาอะไรก็ปรึกษากันแล้วก็ ช่วยกันแก้ไข จน ผลงานในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
System Thinking: เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี
มีร้านเหล้าหนึ่งที่จะเปิดในไม่ช้า โดยหุ่นส่วน สี่คน หนึ่งในนั้นมีแฟนฉัน แล้วเค้าก็มาพูดคุยเกี่ยวกับระบบของร้าน อย่างเช่น ให้กานบริกานลูกค้าที่ดีและหน้าประทับใจ โดยใช้อะไรหลายๆอย่าง ฉันคิดว่ามันเป็นระบบที่ดีเพราะว่า ทุกอย่าง ที่จะทำ ได้ รับความ ไตร่ตรอง และ plan ไว้แล้วร่วงหน้า
น.ส ศรัญญา อมรเดชสุริยา 555740332-7 Y#14 Sec.12
Personal Mastery ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น
- สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนปี1 ได้เปิดไปเจอรายการนึงใน UBC ชื่อรายการนั้น คือ Hello Morning ซึ่งเป็นรายการที่นำเอานักร้องหญิงวงนึงของญี่ปุ่นมาแสดงละคร เล่นเกมส์ในรายการ ตอนนั้นรู้สึกชอบว่าทำไมน่ารักดีจัง ก็ติดตามรายการมาเรื่อยๆ จนชอบมากๆ และรู้สึกว่า อยากฟังพวกนี้คุยกันรู้เรื่องจัง ต้องฟังให้ออกให้ได้ ก็เลยเริ่มซื้อหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นมาหัดเรียนเอง หัดไปหัดมา ก็รู้สึกว่าเราชอบหลายๆอย่างทั้งวัฒนธรรม ภาษา การ์ตูน แฟชั่น ของญี่ปุ่น พอปีสองก็เลยไปลงเรียนภาษาญี่ปุ่นของคณะมนุษ(มข) ด้วยความที่ชอบมากก็เลยตั้งใจเรียนเพื่อจะได้รู้เรื่องในภาษาญี่ปุ่น จนได้Aทุกตัวเลย (ลงภาษาญี่ปุ่นต่อกัน6ตัวจนจนปี4)
Dialogue ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี
- ปกติคุณยายของฉันจะเป็นคนขี้บ่นมากตามประสาคนแก่ เวลาบ่นไรมา ฉันมักไม่ค่อยฟัง ทำหูทวนลม คุณยายมักชอบชวนไปทำบุญ บอกให้พาไปหน่อย ฉันก็ไม่ชอบพาไปเพราะขี้เกียจ แต่พอเวลาฉันทะเลาะกับแม่ ก็จะมาเล่าให้ยายฟัง ยายก็จะรับฟังแล้วพูดสอนว่าเราเป็นเด็ก ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ และเราเป็นชาวพุทธต้องรู้จักเข้าวัดบ้าง อย่างน้อยเวลาได้ทำบุญจะได้สบายใจ หลังจากนั้นมาฉันก็เริ่มพายายไปวัดบ้าง ไปทำบุญกับยายบ้าง ไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการบ้าง แล้วก็รู้สึกสบายใจอย่างที่ยายสอนจริงๆด้วย
Mental model ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้น เปิดหูเปิดตามากขึ้น
- ไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อสี่ปีที่แล้ว แล้วได้เห็นเทคโนโลยีล้ำๆเช่น เครื่องเล่น 4D มีควัน มีน้ำ พุ่งใส่หน้า รู้สึกว่าเจ๋งจังเลย นอกจากนั้นยังได้เห็นอะไรแปลกๆที่ไม่มีในประเทศไทย แพคเกจที่ห่อขนมทำใส่กล่องมีลายน่ารักๆทำให้ดูน่ารัก น่ากินน่าซื้อกลับไปฝากๆเพื่อนๆ เห็นตู้กดน้ำของญี่ปุ่นพูดได้ด้วย ทำให้รู้สึกว่าการที่เราได้ไปที่ต่างๆได้เห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆที่ไม่เคยเห็น บางทีทำให้เราเกิดไอเดีย หวังว่าสักวันถ้าได้มีโอกาสไปที่ใหม่ๆอีก อาจจะได้ไอเดียมาใช้ในการทำธุรกิจของที่บ้านต่อไปค่ะ
Team Learning ครั้งไหนที่ทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด เล่าสาเหตุ ปัจจัยด้วย
- ก่อนไปออกค่ายตอนปี3 ตอนแรกทุกคนก็มาประชุมกันว่า ใครจะทำหน้าที่อะไร ทุกคนก็แบ่งหน้าที่กันเป็นฝ่ายต่างๆ ระหว่างการออกค่าย ก็เกิดปัญหาเรื่องเวลา คือ ในการออกค่ายจะมีทั้งกิจกรรมสันทนาการ พาน้องๆทำแลปฟิสิกส์ง่ายๆ สอนทฤษฎีฟิสิกส์ และมีการจัดโชว์ต่างๆทางฟิสิกส์เพื่อให้น้องๆเข้าใจฟิสิกส์มากขึ้น โดยจะให้ทุกคนตื่นตั้งแต่ตี5 มาเต้นแอโรบิค และกว่ากิจกรรมสุดท้ายจะเสร็จในแต่ละวันก็เกินเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้เกิดปัญหานอนไม่พอ ตื่นไม่ทันขึ้น ตอนแรกที่เกิดปัญหาแต่ละฝ่ายก็ถกเถียงกันว่าฝ่ายไหนใช้เวลาเกิน ในคืนนั้นก็เลยประชุมกัน โดยให้แต่ละฝ่ายช่วยกันออกความเห็นว่าเรายังมีข้อผิดพลาดตรงไหน จนสุดท้ายก็พบว่า ปัญหาเกิดจากช่วงเวลาที่ให้น้องๆพักอาบน้ำ ห้องน้ำหญิงไม่พอ เพราะบางห้องส้วมก็เต็ม ทำให้เสียเวลาต่อคิวกันอาบน้ำ พอพวกเรารู้ว่าปัญหาเกิดจากตรงนี้ ก็เลยหาทางออก คือ รุ่นพี่ฝ่ายจัดสถานที่ไปขัดส้วมให้ห้องที่ส้วมเต็ม และแบ่งห้องน้ำบางห้องที่ตอนแรกจัดให้เฉพาะผู้ชายใช้ ให้เปลี่ยนเป็นผู้หญิงใช้แทน
System thinking เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี
- เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวโดยไปกับทัวร์ แล้วรู้สึกประทับใจเพราะรู้สึกว่าระบบการทำงานของทัวร์นี้ดีมาก ไกด์ก็เป็นกันเอง แบ่งสรรเวลาได้ดีมาก และที่ประทับใจสุดๆก็เพราะว่าป๊าของหนูพอถึงญี่ปุ่นดันลืมกระเป๋าเสื้อผ้าไว้สนามบิน มารู้ตัวว่าลืมก็ตอนไปพักที่โรงแรมแล้วหาเสื้อผ้าไม่เจอ เช้าวันต่อมาก็เลยบอกไกด์ ไกด์จึงโทรไปประสานงานกับสนามบินที่ญี่ปุ่นให้ จนในวันที่กลับจากญี่ปุ่นก็เลยได้กระเป๋าเสื้อผ้าคืน(ได้คืนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะญี่ปุ่นเขาตีกลับให้) คิดว่าทัวร์นี้มีระบบที่ดี เตรียมการล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดีค่ะ
น.ส.ภัทรวดี ฉัตรธนะพานิช MBA Y#14 Sec.12 รหัส 555740064-6
Personal Mastery (ครั้งใดที่ไปทำอะไรมารู้สึกว่ามีเป้าหมายมากขึ้น?) :เมื่อดิฉันเรียนจบและมีโอกาสได้ทำงาน ดิฉันได้เรียนรู้ได้เห็นมุมมองในหลายๆเรื่องได้เห็นพี่ที่ทำงานหลายๆคน บางคนก็ประสบความสำเร็จในเรื่องหน้าที่การงานได้เลื่อนตำแหน่งได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น และในทางกลับกันก็เห็นพี่ที่ทำงานบางคน อายุงานมากแต่ตำแหน่งหน้าที่การงานยังคงเท่าเดิมไม่ก้าวหน้า ดังนั้นดิฉันจึงหันกลับมามองตัวเองในวันนี้ว่า ตอนนี้เราพึ่งอยู่จุดเริ่มต้นพึ่งได้เข้ามาทำงาน เราจะทำยังไงให้เราประสบความสำเร็จในอนาคต ดังนั้น ดิฉันควรที่จะต้องเริ่มตั้งเป้าหมายคิดวางแผนชีวิตในอนาคตไว้ ดิฉันจึงตั้งเป้าหมายไว้กับตัวเองว่า ดิฉันทำงาน ต้องเกิดความก้าวหน้าไม่ใช่อยู่กับที่หรือถอยลง ดิฉันต้องได้ประสบการณ์จากการทำงานและงานดิฉันต้องก้าวหน้าภายใน 2 ปี โดยดิฉันควรตั้งใจทำงาน และสร้างผลงานให้ดี
Dialogue (ใครไหน ได้ฟังใครพูด แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี) : เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ดิฉันยังเป็นเด็ก ดิฉันมีพี่1คน พี่และดิฉันต้องทำงานบ้านร่วมกันแต่ดิฉันกับพี่ชอบเกี่ยงงานกันทำ ไม่ช่วยกันทำงาน งานไม่เสร็จ แถมโดนแม่ว่าอีกต่างหาก แต่มีวันหนึ่งแม่เห็นเราเกี่ยงงานกันแม่เลยพูดขึ้นมาว่า หากเราไม่ช่วยกันทำงานงานก็จะไม่เสร็จสักที หากเกี่ยงงานกันหรือพยายามที่จะไม่ทำงานนั้น ต่อไปเราก็จะทำอะไรไม่เป็น และอีกอย่างหากเรา รีบทำงาน รีบทำรีบเสร็จ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะเอาเปรียบ งานเราก็จะเสร็จเร็ว และไม่แน่อีกฝ่ายที่ไม่ทำงานเลยเค้าก็อาจจะเกิดความละอายใจไปเอง และแม่ยังพูดอีกว่า “ลูกอยากสบายวันนี้แต่ลำบากวันหน้า หรือยอมลำบากวันนี้แต่สบายในวันหน้า” แม่บอกว่าให้ลูกเลือกเอาเองว่าอยากเป็นแบบไหน ตั้งแต่วันนั้นดิฉันหากได้ร่วมงานกับใครดิฉันทำงานเต็มที่มาตลอด
Mental Model (ไปทำอะไรมารู้สึกว่าครั้งนั้น เปิดหูเปิดตามากขึ้น) : เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ดิฉัน เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย การที่ได้เข้ามาเรียนครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ดิฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย ที่จริงดิฉันไม่ค่อยได้ไปไหน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆบ่อยครั้งนัก ไม่เคยอยู่คนเดียว ส่วนใหญ่แล้วตอนที่ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย ดิฉันเรียนเสร็จก็กลับบ้าน อยู่กับพ่อแม่และพี่สาว ไม่เคยทำอะไรคนเดียวเพราะส่วนใหญ่จะมี พ่อ แม่ และพี่สาวอยู่ด้วยเสมอ แต่พอเข้ามาเรียนครั้งนี้ ดิฉันได้เรียนรู้และรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ได้เห็นสังคมที่หลากหลาย ได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ไปดูงานกับเพื่อน ได้เพื่อนใหม่ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ซึ่งความรู้เหล่านี้ไม่ได้มีสอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ดิฉันพบเห็นหรือได้เรียนรู้นั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับดิฉันทุกอย่าง
Team Learning (ครั้งไหนที่ไปทำงานเป็นทีมมาแล้วดีที่สุด เล่าสาเหตุ ปัจจัยด้วย) : เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนเรียนปี4 เรียนรายวิชา TRADITIONAL THAI WISDOM AND BUSINESS เป็นวิชาเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจ OTOP 1 ตำบล1ผลิตภัณฑ์ โดยอาจารย์ให้แบ่งกลุ่มๆละ 3คน ให้นักศึกษา หาผลิตภัณฑ์OTOP ที่ไหนก็ได้และเอามาวิเคราะห์และพัฒนา กลุ่มดิฉันมีดิฉันและเพื่อนอีกสองคน ในช่วงแรกดิฉันกับเพื่อนๆ ได้ทำผลงานออกมาแต่การทำงานช่วงแรกนั้นยอมรับเลยค่ะว่าเราไม่ได้ทำงานกันเป็น Team ต่างคนต่างแบ่งหัวข้องานแล้วไปทำ แล้วค่อยเอางานมารวมกัน ซึ่งการเสนองานครั้งแรกล้มเหลวค่ะ เนื่องจากเกิดข้อมูลผิดพลาดลักษณะโครงงานที่เขียนขึ้นมันผิด ลักษณะงานไม่สอดคล้องกัน ทำให้เราโดนอาจารย์ติชุดใหญ่ เราทั้งสามคนจึงมานั่งคิดและทำงานชิ้นนี้ใหม่โดยการทำงานครั้งนี้เรานั่งทำงานร่วมกัน ช่วยกันออกความคิดเห็นในแต่ละหัวข้อ ซึ่ง ทำให้ชิ้นงานชิ้นนั้นออกมาดีขึ้น ซึ่งในการทำงานครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความถนัดในการทำงานว่าแต่ละคนใครถนัดอะไร เพื่อนคนแรกถนัดการนำเสนองาน พูดเก่ง พูดคล่อง นำเสนองานได้ดี เพื่อนอีกคน เก่งในเรื่องการเก็บรายละเอียดในรายงาน ส่วนดิฉัน ถนัดในเรื่องการหาข้อมูล และสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือการวิเคราะห์งาน ดังนั้นการทำงานครั้งนี้จึงทำงานร่วมกันโดยแบ่งตามความถนัดใครถนัดอะไรมาก คนนั้นก็ทำหน้าที่นั้นมากหน่อย แต่งานทุกอย่างเราทั้งสามคนทำช่วยกัน ดังนั้นสรุปผลงานชิ้นนี้พวกเราทำออกมาได้ ดีขึ้นกว่าครั้งแรกที่ทำค่ะ จนทำให้เราทั้งสามคน ได้ Aในรายวิชานี้
System Thinking (เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราสัมผัสมีระบบที่ดี) :การไปดูงานที่ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเป็นโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีระบบและการจัดการที่ดี เนื่องจาก เขาแบ่งหรือว่างแผนผังโรงงานได้เป็นอย่างดีทางบริษัทมีการแนะนำโรงงานตั้งแต่เริ่มต้นโดยเริ่มจากกระบวนการแรก กระบวนการหาวัตถุดิบ วัตถุดิบที่นำมาใช้ได้มีการตรวจสอบและวิจัยผลออกมาเป็นอย่างดีก่อนำมาผลิตสินค้า กระบวนการผลิตสินค้า ขั้นตอนนี้ มีหลายขั้นตอนในการผลิต ในแต่ละขั้นตอนนอกจากที่บริษัทจะใช้คนในการควบคุมดูแลการผลิตและตรวจสอบคุณภาพโรงงานยังมีเครื่องจักรที่เอาไว้ผลิต และช่วยตรวจสอบคุณภาพอีกด้วย ซึ่งบริษัทมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอยู่เป็นประจำ และขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดจำหน่าย โรงงานมีแผนกงานหลากหลายและชัดเจน การรับผิดชอบแต่ละหน้าที่ แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้ขั้นตอนในการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการที่ดิฉันได้เข้าไปดูงานทำให้ได้รู้ว่า ระบบการทำงาน เป็นอย่างไร เพราะทุกระบบเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันหมด