หลายวันก่อนผมกับ อ.จัน ซื้อขนมหวานไทยๆ มากินกัน แล้วพบว่ารสชาติหวานมากเราจึงตัดสินใจทิ้งไป ผมเสียดายอย่างยิ่งแต่ยังไงค่ารักษาโรคเบาหวานถ้าเป็นขึ้นมาก็ยังแพงกว่าค่าขนมหวาน

ทำให้ผมได้คิดว่าทำไมขนมหวานไทยๆ ถึงหวานมาก จำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือที่ต่างประเทศเคยทำขนมไปให้เพื่อนต่างชาติกิน ทุกคนฟ้องเป็นเสียเดียวกันว่าหวานเกินไป แล้วตอนกลับมาใหม่ๆ ก็ซื้อขนมหวานกินด้วยความอยากกินก็พบว่าหวานบาดคอจนกินไม่ได้ (แต่ปัจจุบันกินได้ไม่บาดคอแล้ว)

นึกไปอีกที อาหารไทยของเรานั้นมีน้ำตาลมาก ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็ใส่น้ำตาลทั้งนั้น แม้กระทั่งตำน้ำพริก!

การกินหวานกันมากเช่นนี้ก็คือสาเหตุที่คนไทยเราเป็นโรคเบาหวานกันมากนั่นเอง

คิดดูดีๆ ผมเริ่มคิดว่าคนไทยกับความหวานนั้นน่าจะเป็นของคู่กันมาแต่โบราณ คือเรากินหวานกันมาก แต่ความหวานโบราณกับความหวานปัจจุบันน่าจะแตกต่างกัน เพราะโบราณนั้นเราใช้น้ำตาลปึกจากต้นตาลและต้นมะพร้าว แต่ปัจจุบันเราใช้น้ำตาลทรายที่ตกผลึกจากอ้อยซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งน่าจะมีปริมาณกลูโคสสูงมากกว่า

(เท่าที่ผมทราบพอคร่าวๆ ตามความรู้เคมีเท่าหางอึ่งคือ "ความหวาน" กับ "กลูโคส" เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ได้แปรผันตรงกัน นั่นคือไม่ใช่ของที่ยิ่งหวานจะต้องมีกลูโคสมากเสมอไป)

แม้อ้อยจะเป็นพืชที่อยู่ในพื้นที่นี้แต่โบราณ แต่คนไทยก็ไม่ได้ใช้น้ำตาลจากอ้อยในครัวเรือนแต่อย่างใด เราเลือกกินน้ำตาลปึกจากต้นตาลและต้นมะพร้าวมากกว่า สิ่งที่น่าคิดคือน่าจะมีภูมิปัญญาแต่โบราณแฝงอยู่ตรงนี้ว่าทำไมคนโบราณไม่ใช้น้ำตาลอ้อยทำอาหารและขนม?

เป็นไปได้ไหมว่าน้ำตาลจากต้นตาลและต้นมะพร้าวมีความหวานสูงกว่าแต่มีกลูโคสต่ำกว่า

ถ้าเป็นเช่นนั้น แทนที่เราจะสนับสนุนให้คนไทยไม่กินหวานเพื่อป้องกันเบาหวาน เราสนับสนุนให้คนไทยกินหวานจากน้ำตาลปึกแทนจะดีกว่าหรือไม่?

เรื่องนี้น่าคิด แต่ผมคงได้แค่คิด เพราะไม่ได้มีองค์ความรู้อะไรที่จะได้คำตอบเรื่องนี้ได้เลย ใครมีความรู้ช่วยเฉลยหน่อยได้ไหมครับ