การให้เกียรติคนอื่น โดยเฉพาะเพื่อนร่วมสนทนา หรือผู้ให้ข้อมูลเราเป็นสิ่งที่มีค่า แล้วเราจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง

       เรื่องเก่ามาเล่าใหม่  จากประสบการณ์ในการทำงานวิจัยเรื่องข้าวอินทรีย์ เมื่อปีที่แล้วซึ่งผมได้มีโอกาสไปร่วมงานกับพี่น้องชาวจังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่ในการวิจัยของผม และได้มีโอกาสได้รู้จักกับ พ่ออาลัย   พันพิพัฒน์ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือซึ่งเป็นคนที่พูดดี มีน้ำใจ อีกทั้งเป็นผู้มีความรู้เรื่องการกระบวนการผลิตข้าวเป็นอย่างดี           

       พูดไม่ดีก็ไม่อยากให้ข้อมูล พ่ออาลัยเล่าให้ฟังว่า จากที่ทำงานเรื่องข้าวอินทรีย์มาก็ 10 กว่าปี มีผู้คนแวะเวียนมาขอข้อมูลมากกมาย โดยเฉพาะช่วงกระแสเรื่องเกษตรอินทรีย์มาแรง พ่ออาลัยบอกว่าไม่ทนจะรับแขก จนกระทั่งไม่มีเวลาทำงานของตนเองแล้วคนที่มาก็มีหลากหลายประเภท มาเหนือเมฆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อก็มี  บางคนก็ดี บางครั้งบางคนที่มาหยิ่งยิ่งกว่าอะไร จึงมีคำถามในใจตัวเองว่า นี่หรือนักวิชาการไทยแล้วพ่ออาลัยยังบอกต่อว่า คนไหนที่มาดี เราก็พูดดีด้วย ได้ข้อมูลที่เป็นจริง คนไหนพูดไม่ดี พ่ออาลัยก็ไม่อยากคุยด้วย บางครั้งข้อมูลต่างๆ เราก็ไม่อยากบอก หรือหนักกว่านั้นเชิญกลับเลยก็มี และก็ไม่ให้ข้อมูลด้วย           

            นักวิจัยต้องเข้าใจชาวบ้าน  พ่ออาลัยบอกต่อว่านักวิจัย หรือนักวิชาการนั้น ส่วนใหญ่มามีแต่เอา (ข้อมูล) แล้วก็ไป บางครั้งมาอยู่ทั้งวัน ชาวบ้านต้องเสียเวลามาร่วม โดยที่งานตนเองก็ไม่ได้ทำ มีแต่เสียสละ และเมื่อนักวิชาการเอาข้อมูลไปแล้วควรที่จะนึกถึงชาวบ้านบ้าง อย่าให้แต่ชาวบ้านเสียสละอย่างเดียว เพราะชาวบ้านยิ่งยากจนอย่ามาซ้ำเติมเลย           

           ดังนั้นเราต้อง Win-Win ทั้งคู่   นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ในการที่เราจะไปขอข้อมูลกับใครสักคน แน่นอนครับเราคงต้องให้เกียรติเขา และต้องคุยกันอย่างมิตรภาพจึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริง เหมือนกับประสบการณ์ตรงของผมที่ได้มีโอกาสไปทำงานกับพ่ออาลัย  และที่สำคัญที่สุดการเป็นผู้เอาอย่างเดียว โดยไม่แบ่งปันซึ่งกันและกัน คงจะไม่ยั่งยืนสำหรับงานพัฒนา

ขอบคุณครับ

อุทัย   อันพิมพ์

8 กันยายน 2549