ระบบดูแลสุขภาพของคนเมือง ที่ใครๆ คิดว่าเพียบพร้อม แต่ที่จริง..ว้าเหว่า ถึงมี รพ.ใกล้บ้านมากมาย แต่..ไกลหัวใจ
ช่วงนี้ ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาหยุดพักผ่อนประจำปีมาเยี่ยมพี่ชายที่แสนดี
เป็นการหยุดนั่งทบทวน หลังจากสตาร์ทออกวิ่ง
เริ่มคิดถึงลู่วิ่งแล้วซี..
.
วันนี้ย้อนกลับไปดูบันทึกเก่า
ด้วยความรู้สึกใกล้เคียงกับคุณ David
วิศวกร ทำงานติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้กับประเทศยากจน
ที่ออกมายอมรับว่า 
ความรู้สึกเป็นฮีโร่ ที่ได้สร้าง "Hardware"อันวิเศษไว้ให้
แปรเป็นความเจ็บปวด เมื่อขาด "Software" 
เครื่องสูบน้ำนั้นจึงกลายเป็นเศษขยะในไม่ช้า
.
มีน้องแพทย์ประจำบ้านส่งข่าวว่า 
ผู้ป่วย Palliative ที่เราเคยไปเยี่ยมบ้านรายหนึ่ง
เข้านอนโรงพยาบาลเป็นครั้งที่สามในรอบหนึ่งเดือน
ไม่นับที่ไปห้องฉุกเฉินด้วยเหตุผลต่างๆ  แทบทุกสามวัน
เช่น แผลมีเลือดออก  เสมหะในท่อที่เจาะคอมาก ฯลฯ
.
ภาพ: "บางส่วน" ของยา ที่ผู้ป่วยได้รับจากการเข้าออก รพ.แต่ละครั้ง
 
###
 
บทเรียนจากรายนี้ ได้ให้ทั้งคำตอบและคำถามต่อข้าพเจ้า
.
คำตอบ ที่ยืนยันสมมติฐานว่า
 
1. ตัวสะท้อนคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สำคัญ คืออ อัตราการเข้าๆ ออกๆ ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล
เพราะทุกครั้งที่พาไป เป็นความทุกข์ของทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ
คือผลรวม ของความไม่มั่นใจ ความเครียด ความไม่พร้อมของผู้ดูแล
คือสิ่งชี้ให้เห็นช่องว่าง ในระบบดูแลต่อเนื่อง
โดยเฉพาะ ผู้ป่วยในเขตอำเภอเมือง
ที่ใครๆ คิดว่าเพียบพร้อม แต่ที่จริง..ว้าเหว่ 
ถึงมี รพ.ใกล้บ้านให้เลือกมากมาย..แต่ไกลหัวใจ
.
2. แพทย์ไปเยี่ยมบ้าน อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
ข้าพเจ้าสารภาพว่า อึดอัดใจ
เมื่อผู้ดูแลผู้ป่วยมีปัญหา การดูแลสุขอนามัยของผู้ป่วย
จะดูดเสมหะอย่างไร ,ดูแลสายท่ออาหารอย่างไร
จะทำแผลให้สะอาดอย่างไร ,ดูแลการสวนถ่ายอย่างไร ฯลฯ
แม้มีเจ้าหน้าที่พยาบาลไปด้วย และช่วยสอน
สิ่งที่พบคือ
สอนแล้ว ผู้ดูแลก็ไม่มั่นใจในตนเอง จะทำตามที่สอน
ซึ่งก็น่าเห็นใจ..
ข้าพเจ้าเองเห็นแบบนี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าหากตัวเองตกที่นั่งผู้ดูแลแล้ว
จะทำได้ดีเพียงไร
.
คำถาม ที่ต้องพิสูจน์ต่อไป
 
1. บ้านเราจำเป็นต้องมีสถานดูแลผู้ป่วยระยะยาวหรือไม่
ในประเทศที่พัฒนา ไม่ไหนไกล อย่างสิงคโปร์
มีสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ เรียกว่า Nursing home
และสถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เรียกว่า Hospice 
โรงพยาบาลที่มีผู้สูงอายุมาก อย่าง รพ.ทหารผ่านศึก ก็มักมี hospital based hospice ด้วย
 
หากถามผู้ป่วย เกือบทุกคนอยากไปอยู่ที่บ้าน
แต่ในความเป็นจริง..ความพร้อมของผู้ดูแลเป็นอย่างไร
" ตอนพ่อ แม่ ของป้าเสีย ก็มีพี่น้องช่วยๆ กันดูแล ไม่เหนื่อย
แต่ตกมายุคป้า มีลูกคนเดียว ไม่มีเวลา ป้าก็ต้องดูหมด.."
หากการกลับบ้าน ทำให้ต้อง เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล?
 
2. อาชีพผู้ช่วยดูแลผู้ป่วยและคนชรา จะเป็นที่ต้องการสูงในอนาคต
ย้อนมองไป.."ผู้มีบทบาทสำคัญ"
ช่วยลดความตึงเครียด (care giver burden) ในบ้านผู้ป่วยรายนี้
คือการ ได้จ้างผู้ช่วยมาช่วยดูแลในช่วงกลางวัน
เท่าที่สืบดู ผู้ช่วยที่ได้รับการฝึกอบรมดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ พื้นฐานนั้น
ในเชียงใหม่ มีอัตราจ้างประมาณ 8000-10,000 บาทต่อเดือน สำหรับการดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ
ข้าพเจ้าและคณะ ผู้มาในฐานะคล้าย จิตอาสา นั้น
ก็ช่วยแนะนำ ให้ "กำลังใจ" ได้ระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือ "กำลังแรง"
 
นี่อาจเป็นโอกาส ในวิกฤต ที่จะสร้างงานให้กับชุมชน
อาชีพนี้ ยิ่งทำยิ่งมีองค์ความรู้ติดตัว
และสามารถยกสถานภาพวิชาชีพได้
หากมีสถาบันฝึกอบรม ที่เชื่อถือได้ มีหลักสูตรที่รับรองโดยคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ข้าพเจ้า ไม่ได้ต้องการลดคุณค่า ของจิตอาสา
เพียงต้องการเสนออีกทางเลือกหนึ่ง
ผู้ที่ไม่สามารถลงแรงเป็นจิตอาสาด้วยตนเอง
อาจช่วยบริจาค ตั้งมูลนิธิให้ทุนผู้ยากไร้มาเรียน แล้วกลับชุมชนไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่บ้าน
 
###
 
ขอบคุณ ความไม่สมบูรณ์แบบของระบบ รวมถึงตัวข้าพเจ้าเอง
ที่มอบบทเรียน -- ให้นำมาเขียนในบันทึกนี้