หลักการใช้เงิน อธิบายพอสังเขป สำหรับ นักเรียนชั้น ม.5/3 และ ม.5/4 ก่อนวันที่ 12 มิถุนายน 2555 เวลา 20.00 น.
ความสำคัญของการบริหารเงิน
1.1 เงินมีจำกัด เงินในกระเป๋าของท่านล้วงออกมาก็จะพบว่าเงินค่อนข้างจำกัด หลายท่านอาจจะมีบัตร เครดิต แต่ก็ถูกจำกัดวงเงิน
1.2 ความต้องการใช้เงินมาก เรามีความต้องการใช้เงินตลอดเวลา ไม่เฉพาะกับธุรกิจ แม้กระทั่งส่วนตัวของท่านก็มีการใช้เงินตลอดเวลา
1.3 การลงทุนมีหลายประเภท และแต่ละประเภทมีระยะเวลาการให้ผลตอบแทนแตกต่างกัน การลงทุนโดยการซื้อของมาขาย ให้ผลตอบแทนเร็ว ขณะที่การลงทุนปลูกสร้างอาคารให้ผลตอบแทนช้า
1.4 เงินมีต้นทุน เรามีเงินอยู่ในกระเป๋า 100 บาท ไม่ได้หมายความว่า 100 บาท ใช้ทำอะไรก็ได้ แต่ในแง่ของผู้ประกอบการ เราต้องใช้เงิน 100 บาทอย่างฉลาดที่สุดโดยคำนึงถึงต้นทุนของเงิน ซึ่งต้นทุนของเงินก็มีอยู่ 2 ประภท คือ
1.5 ป้องกันปัญหาเงินขาดแคลน การขาดแคลนเงินเนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้
แนวทางการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารเงินอย่างมีประสิทธภาพ ต้องรู้ 3 ข้อ
2.1 ต้องมีการวางแผน แล้วพยากรณ์การใช้เงินก่อน ในรอบปี หรือรอบไตรมาส อีก 3 เดือน เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเงิน อย่างไรบ้าง แล้วเราจะมีการได้เงินมาอย่างไรบ้าง ก็คือจะขายได้เท่าไหร่ หรือจัดการในสต๊อกคงค้าง หรือลูกหนี้คงค้างอย่างไร เพราะฉะนั้นการพยากรณ์การใช้เงิน จำเป็นมาก ๆ เลย ที่จำเป็นต้องพยากรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องพยากรณ์สมเหตุสมผลควบคู่ไปกับการทำงบประมาณ
2.2 ต้องมีการจัดหาเงิน เงินมีอยู่ 2 แหล่งเท่านั้นเองในโลกนี้ คือเงินกู้ จากสถาบันการเงินอะไรต่าง ๆ กับเงินของตัวเราเอง หรือเงินของเพื่อน ในแง่ของการร่วมลงทุน เมื่อเรามีการวางแผนแล้ว เราต้องมีการนำเสนอแผนงานการลงทุนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอย่างนั้นแล้ว คนที่จะมาเป็นแหล่งเงินของเรา เขาไม่มาหรอก ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งหุ้นส่วนของเรา
2.3 ต้องมีการใช้เงินได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ตามแผนงานที่วางไว้แล้ว ผู้ประกอบการหลายท่าน วางแผนไว้แล้ว แต่เวลาการใช้เงินไม่เป็นไปตามแผนการ ใช้ตามใจเช่นวันดีคืนดีเห็นรถออกใหม่ อยากได้ท่านก็จะเอาเงินของกิจการไปซื้อ เหล่านี้ไม่ถูกต้อง การใช้เงินแบบผิดวัตถุประสงค์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรมากมายประเมินค่าไม่ได้มานักต่อนักแล้ว เพราะฉะนั้นการใช้เงินให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ตัวนี้สำคัญมากกว่าการพยากรณ์ และการจัดหาเงินทุนเสียอีก
เทคนิคการบริหารเงิน
3.1 ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้จ่ายเป็นแบบผันแปร การบริหารกิจการของท่านควรพิจารณาการบริหารงานให้มีโครงสร้างต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเป็นโครงสร้างผันแปรมากกว่าโครงสร้างคงที่ ค่าเช่าก็ดี ค่าจ้างพนักงานแบบคงที่ ก็คือพนักงานขายของท่านจ้างมาเดือนละ 1 หมื่น แต่เขาขายของไม่ได้สักชิ้นก็ต้องจ่าย 1 หมื่นอันนี้เรียกว่าคงที่ การหมุนมาเป็นค่าใช้จ่ายแบบผันแปร ก็คือท่านต้องจ่ายเขาแค่ 5 พันบาท เดิมจ่ายให้กิน 3 มื้อสบาย ๆ ได้เที่ยวด้วย เหลือแค่สักมื้ออีกสองมื้อต้องทำงานแลกกัน เพราะฉะนั้นยิ่งขายมากก็ได้มาก ยิ่งขายน้อยก็ได้น้อย เพราะฉะนั้นเขาก็เปลี่ยนจากลูกจ้างมาเป็นหุ้นส่วนของท่านโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องให้หุ้น ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรแต่อย่างใดเลย การบริหารให้มีต้นทุนแบบผันแปรก็เหมือนกับ ได้พนักงานเป็นหุ้นส่วนแล้ว ข้อสำคัญก็คือวางแผนตอบแทนเขา วางอย่างยุติธรรม ข้อประการสำคัญของผู้ประกอบกิจการหรือเถ้าแก่บางคน พอผันแปรไปแล้ว ธุรกิจมันเด้ง มากไปหน่อย ชักเสียดาย ชักติดเบรกแล้ว อย่าไปทำลาย โครงสร้างแบบนี้สำคัญ เขาคือพาร์ทเนอร์ของท่านโดยที่ไม่ต้องเสียหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว ให้ท่านบริหารแบบโครงสร้าง ผันแปร มากกว่าโครงสร้างคงที่
3.2 ควบคุมงบประมาณ มีการวางแผนและควบคุมประเมิน วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้แผนการเงินไม่บรรลุและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงาน
3.3 ลดการสูญเสียและความเสียหายของสินค้าโดยการควบคุมประสิทธิภาพการผลิด
3.4 อย่าลงทุนผิดประเภท เพราะว่าการลงทุนผิดประเภทไม่การันตีถึงความสำเร็จเลย ถ้าเป็นไปได้ลดการลงทุนสินทรัพย์ลง เช่น รถปิคอัพ 1 คัน ใช้ไม่เคยเต็มที่เลย ขายทิ้งไปแล้วใช้รถร่วมกับชาวบ้าน จ่ายแพงนิดหนึ่งแต่ให้อยู่ในรูปของต้นทุนผันแปรดีกว่า
ในทางพุทธศาสนา การต่อสู้กับกิเลส เราก็ต้องรู้จักกับมัน และจะรู้จักกับมัน ก็ต้องเห็นสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่นั่งหลับตาทำให้จิตสงบอย่างเดียวแล้วคิดว่าจะสู้กับกิเลสได้ ทำอย่างนั้น ลืมตาขึ้นมา ก็โดนกิเลสเข้ามามะรุมมะตุ้มอยู่ดี ทางจะต่อสู้ก็เหมือนกับเซรุ่มครับ รู้จักกิเลส เพื่อสู้กิเลส เราเอาหลักการนี้มาใช้ในเรื่องทางการเงินได้เหมือนกันนะครับ วันนี้ขอแนะนำ ๖ ช่องทางในการประหยัดเงินด้วยการใช้เงิน ที่คุณผู้อ่านรู้อยู่แล้ว แต่อาจลืมนึกไปก็ได้
๑. จะซื้อเครื่องมือทั้งที ก็ซื้อของดีไปเลย
เป็นไหมครับ เราไปซื้อกระทะ มีด เครื่องครัวถูกๆ เอามาใช้ได้ไม่ถึงเดือน ปรากฏว่า ทั้งบุบ ทั้งสีลอก ด้ามหัก ฯลฯ ต้องไปซื้ออันใหม่มาเรื่อยๆ ลองนึกดู เอาเงินที่ซื้อไปหลายๆครั้งมารวมกัน อาจจะเยอะกว่าที่เรายอมซื้อของดีๆไปเลยครั้งเดียวก็ได้ แถมไม่ต้องมานั่งกังวลว่า ตะกั่วหรือสีที่มันลอกออกมา มันไปอยู่ในกระเพาะของเรารึยังหว่า... เครียดกว่าเดิมอีก และถ้าไปอยู่ในกระเพาะเราจริงๆ สะสมหนักๆเข้า สารก่อมะเร็ง ก่อโรคภัยต่างๆ ทำให้เราต้องเสียค่ายา ค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว คิดแล้ว ไม่คุ้มกันเลยนะ
๒. จ้างคน สร้างงาน เพื่อเพิ่มเวลา
สำหรับพ่อครัวมือใหม่อย่างผม ต่อให้ผ่านไปอีกกี่เดือน อีกกี่ปี ก็ยังคงเป็นมือใหม่อยู่วันยังค่ำ นิยามคำว่ามือใหม่ของผมคืออะไร? ก็คือ จะทำอะไรกินทั้งที (ที่ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับไข่เจียว) ใช้เวลาเตรียมเป็นชั่วโมง แต่ใช้เวลารับประทานไม่เคยเกิน ๑๕ นาที แถมต้องเผื่อเวลาล้างจาน ทำความสะอาดครัว โน้นนี่อีก เบ็ดเสร็จรวมเวลาก็ปาไปร่วมๆ ๒ ชั่วโมง ซื้อทานเอง ดูจะง่ายกว่าเยอะ ... จริงๆแล้ว เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนะ ผมไม่ก้าวก่ายมากก็แล้วกัน เพราะคุณอาจจะมีความสุขกับสิ่งที่คุณทำอยู่ก็ได้ แต่ผมอยากให้คิดอีกมุมหนึ่งด้วยว่า หากเราจ้าง หรือหาใครซักคนที่ชำนาญกว่าเรามาทำงานตรงนี้ เวลาที่คุณได้มา สามารถเอาไปใช้ประโยชน์เพื่ออะไรต่อมิอะไรได้อีกเท่าไหร่ คุ้มไหมกับการแลกมา ย้ำว่า ไม่ใช่เอาเงินมาซื้อเวลา แค่อยากให้ลองทบทวนกันดูว่า ของบางอย่าง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพเขา เราก็น่าจะได้เวลาเพิ่ม
๓. ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เพื่อใช้ให้คุ้ม
เจอหัวข้อนี้ งง ไหมครับ คุณผู้หญิงน่าจะเคยได้ยินแฟนคุณเอง หรือสามี (แม้กระทั่งพ่อแม่) บ่นว่า เสื้อผ้าเต็มตู้ จะซื้อมาอีกทำไมกัน? แต่นี่ กลายเป็นว่า ผมยุให้คุณซื้อเสื้อผ้าใหม่ เอ๊ะ! ยังไงกัน? ตามสถิติแล้ว เสื้อผ้าในตู้ที่ราคาแพงๆ ส่วนใหญ่ อัตราการหยิบมาใส่เมื่อเทียบกับราคา เราจะพบว่า ไม่คุ้มกันเลย ถ้าอยากประหยัด ลองจัดกลุ่มหมวดหมู่เสื้อผ้าของคุณตามวาระโอกาส และความถี่ในการใส่ จะหาเลือกซื้อเสื้อผ้าครั้งใหม่ ก็เอาที่ราคาไม่แพงมากเกินไป และใส่ได้หลายโอกาส เท่านี้ เงินที่จ่ายไปก็คุ้มค่าขึ้นมาทันทีครับ
๔. ดินเนอร์สบายๆ เพิ่มสายสัมพันธ์
สำหรับคู่รัก คู่แต่งงาน การหาร้านหรูหรา ดินเนอร์ใต้แสงเทียน เหมือนอย่างในหนัง มันดูเป็นอะไรที่โรแมนติกใช่ไหมครับ? คู่ที่กังวลด้านการเงินไม่อยากใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในครั้งเดียว และคำนึงถึงความคุ้มค่าของมัน แนะนำให้หารค่าดินเนอร์หรูหราออกมาซัก ๔-๕ ก้อน แล้วเอาเงินส่วนนี้มาทำให้เราได้อยู่กับคนที่เรารักหลายมื้อเพิ่มขึ้น ด้วยการทำอาหารที่บ้าน ประดับตกแต่งห้องรับแขก หรือห้องอาหารของเราด้วยตัวเอง ผมว่ามันคุ้มค่ากว่าอาหารมื้อแพงๆนะ ถึงแม้รวมหลายๆมื้อ อาจงบเกินอาหารหรูมื้อเดียว ผมก็ยังว่าคุ้ม เพราะตามสถิติแล้ว ไม่มีใครมาการันตีเราได้ว่า การดินเนอร์ในร้านอาหารหรู จะช่วยยืดชีวิตคู่ของคุณได้ แต่การอยู่ด้วยกันให้มากขึ้น เข้าใจกัน เอาใจใส่กันให้เยอะขึ้น นี้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว
๕. ถ้าจะเที่ยวทั้งที เอาที่ๆทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข
สำหรับบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่บางบ้าน อาจมีโครงการเที่ยวหลายรอบต่อปี ทริปเอาใจเด็ก ทริปเอาใจผู้ใหญ่ บางทริปเอาใจสาวๆ บางทริปเอาใจหนุ่มๆ หลายๆความต้องการ เราลองรวมหลายๆทริป นับค่าใช้จ่ายแล้ว อาจหน้ามืดเป็นลมไปเลย เพราะที่เงินเก็บไม่มี ก็อาจจะเพราะทริปเที่ยวพวกนี้ละ ยุบให้เหลือทริปเดียว ทริปใหญ่ๆ วางแผนดีๆ เราประหยัดเงินได้มากกว่าเที่ยวทริปเล็กทริปน้อยหลายๆทริปรวมกันนะ แล้วเอาเวลาที่เหลือ อาจจัดเป็นการปิกนิกที่สนามหญ้าหน้าบ้าน หรือสวนหย่อมในโครงการบ้านของเรา ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่เพิ่มเวลาอยู่ด้วยกันในครอบครัว แถมทริปเที่ยวใหญ่ๆของบ้าน ก็จะดูน่าสนใจ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ อยากมีส่วนร่วม ครอบครัวก็อบอุ่นดีด้วย
๖. ถ้ายุ่งมากนัก ก็จ้างนักวางแผนการเงินซะเลย
สำหรับบางคน เรื่องการจัดการการเงิน อาจดูเป็นสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคย และเป็นสิ่งที่คุณไม่ถนัด เพราะที่ผ่านมาก็ใช้จ่ายเงินตามเหตุผลที่ตัวเองเห็นสมควร และความเคยชินที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นพอจะเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง มันก็เปลี่ยนยาก เผลอแป๊บเดียว เราก็กลับไปใช้เงินอย่างเก่า แก้ไม่ได้ซักที ในการศึกษาและปฏิบัติธรรม สิ่งสำคัญคือ กัลยาณมิตร ที่ช่วยเหลือเราในยามมีปัญหา ในการแก้ไข และปรับเปลี่ยนวิธีการใช้เงินของเรา คุณก็อาจจำเป็นต้องพึ่งกัลยาณมิตรผู้ช่วยเตือน ช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ดังนั้น อย่าเสียดายเลยครับ ถ้าคุณจำเป็นต้องหานักวางแผนการเงินดีๆมาช่วยดูแล และทำให้สุขภาพทางการเงินของคุณแข็งแรง
ถ้ารวบทั้ง ๖ ช่องทางเป็นบทสรุปซักหนึ่งประโยค ประโยคนั้นก็คือ “เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เป็น” ไม่ใช่อะไรๆก็คิดแต่ประหยัดอยู่คำเดียว ประหยัดมากๆเข้า คนอื่นเขาก็มองเรากลายเป็นคนขี้งกไปซะอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีตรงกลาง มีความพอดีของมันอยู่ เราต้องหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอนะครับ ไม่บังคับตัวเองจนเกินไป และไม่ปล่อยกายปล่อยใจให้มันหลงเพลิน นี้ล่ะ ที่เขาเรียกว่า “ความพอดี”