ผมเชื่อว่าการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ เพราะเป็นการเขียนเรื่องราวของประสบการณ์ที่ผ่านพบในมิติต่างๆ เสมือนการทบทวนความสำเร็จและความล้มเหลวในเรื่องบางเรื่อง

ผมเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าเร้าพลัง (storytelling)  มาก หรือมากเป็นพิเศษก็ว่าได้ ดังจะเห็นได้จากในวิชาที่ผมสอน หรือแม้แต่กิจกรรมต่างๆ ที่นิสิตจัดขึ้น  ผมมักชวนให้แต่ละคนสะท้อนการเรียนรู้ในรูปของ “เรื่องเล่าเร้าพลัง” เสมอ

 

ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า เรื่องเล่าเร้าพลัง เป็นกระบวนการอันสำคัญของการจัดการความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวตนของแต่ละคน (Tacit Knowledge)  ในทุกเวทีผมจึงมุ่งให้ “การเล่าเรื่อง” เป็นกลไก  หรือเครื่องมือของการขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเน้นให้เกิดเวที หรือบรรยากาศของการสนทนาพาที  (Dialogue)  หรือ “โสเหล่” ให้มากที่สุด ด้วยการเชื้อเชิญให้แต่ละคนเล่าเรื่องราวอันเป็นประสบการณ์ตรงของตนเองให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้และรับฟังไปด้วยกัน พร้อมๆ กับการฝากกติกาเล็กๆ อย่างจริงใจไว้ว่าขณะที่เพื่อนเล่านั้น ต้องให้เกียรติกับผู้เล่า ด้วยการตั้งใจฟัง ไม่พิพากษา หรือถามสอดแทรกใดๆ

 

 

ครับ-กระบวนการเช่นนั้น  ผมยึดโยงเรื่องการฟังแบบฝังลึก/ลึกซึ้ง (Deep Listening) เข้ามาด้วย อาทิ  ฟังแบบเปิดใจ ฟังแบบไม่มีอคติ ฟังแบบให้คนเล่าเรื่องเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้  ฟังแบบไม่เอาทัศนคติตัวเองเข้าไปพอพิพากษา..

  • เกี่ยวกับการฟังนั้น  ผมเชื่อว่าการฟังเป็นพื้นฐานอันสำคัญของการเติบโตของชีวิต นักเขียนมักบ่มเพราะจากการฟัง การอ่าน นักพูดก็มักเริ่มต้นในมิติที่ไม่ต่างกัน

หากแต่ในระยะหลัง  ในเวทีการเรียนรู้ในประเด็นเรื่องเล่าเร้าพลังนั้น  ผมมักหยิบโยงกระบวนการ “สนทนา” (โสเหล่)  และ “การเขียน” เข้ามาผสมผสานกันอย่างต่อเนื่อง  โดยเริ่มจากการพูดคุย-โสเหล่ และปลุกเร้าให้เกิดพลังในการ “เขียน” หรือเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร

 

 

ในบางเวทีหากมีเวลาเหลือพอ เมื่อโสเหล่กันแล้ว ผมจะชวนให้แต่ละคนเขียนเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์เสมอๆ ทั้งเขียนแบบส่วนตัว และเขียนแบบกลุ่ม  พอเขียนเสร็จก็ชวนให้ออกมาเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง  ส่วนผมจะคอยหนุนเสริมเกี่ยวกับทักษะการเขียนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใช้คำ  การดำเนินเรื่อง แก่นคิด แต่จะไม่ลงรายละเอียดลึก เพราะต้องการเน้นให้เกิดกระบวนการหนุนเสริมพลังในการเขียนเสียมากกว่า

แต่ถ้ามีเวลาจำกัด ผมจะทิ้งโจทย์ไว้และชวนให้แต่ละคนเขียนเรื่องราวส่งกลับมายังผมอีกรอบ เพื่อจัดทำเป็นรูปเล่มแบ่งปันสู่กันและกัน  หรือแม้แต่เผยแพร่ในวงกว้าง

 

 

ครับ-ผมเชื่อว่าการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ เพราะเป็นการเขียนเรื่องราวของประสบการณ์ที่ผ่านพบในมิติต่างๆ เสมือนการทบทวนความสำเร็จและความล้มเหลวในเรื่องบางเรื่อง

  • กระบวนการเช่นนั้น จึงเป็นแนวทางเดียวกับการสรุปบทเรียน หรือ AAR : After Action Review

 

 

ในทุกครั้งของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ว่าด้วยการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังนั้น  ผมมัดชูโรงด้วยการสนับสนุนให้แต่ละคนเริ่มต้นการเขียนจาก “บันทึกประจำวัน” เสียก่อน เพราะการเขียนดังกล่าว จะมีลักษณะของการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันและบำบัดเยียวยาชีวิตในแต่ละวันไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ยังรวมถึงการพยายามสะท้อนแนวคิดหลักเกี่ยวกับการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังในมิติของการจัดการความรู้ ในทำนองว่า “แจ่มชัดในสิ่งที่มี (เขียนในสิ่งที่ทำ ย้ำในสิ่งที่มี) –สกัดปัจจัย-ใส่ใจกับปัญหา-นำพาสู่การแก้ไข”  ดังรายละเอียดสำคัญๆ ดังนี้

  • เขียนถึงภูมิหลัง อันหมายถึงที่มาที่ไปของกิจกรรม เช่น  แรงบันดาลใจ หรือแม้แต่ข้อมูลพื้นฐานขององค์กร  หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • เขียนถึง “กระบวนการ” ของการขับเคลื่อนในเรื่องนั้นๆ ทั้งในมิติของอดีตและปัจจุบัน
  • เขียนถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะขับเคลื่อน  ทั้งที่เป็น “วิกฤตปัญหา” และ “ความสำเร็จ”
  • เขียนถึง “กลวิธีการคลี่คลาย” วิกฤตปัญหา
  • เขียนถึง “ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ” (Success Story)
  • เขียนถึงบทสรุปและข้อเสนอแนะ (Happy ending)  อันหมายถึงความสำเร็จที่นำไปสู่การต่อยอดทางกระบวนการ  หรือแม้แต่ข้อพึงระวังมิให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนกับปัญหาเดิมๆ อันเป็น “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

 

ครับ-ล่าสุดนั้น  ผมได้นำเรื่องเล่าของนิสิต ทั้งที่เป็นนิสิตจาก “องค์กร” ต่างๆ รวมถึงนิสิตที่เรียนในวิชา “พัฒนานิสิต” มาจัดทำเป็นหนังสืออ่านเล่นเล็กๆ  เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่อง “จิตอาสา” ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีต่อการทดแทนแผ่นดินเกิด  และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน -

ผมตั้งชื่อเรื่องง่ายๆ ว่า “เรื่องเล่าจิตอาสา”  ภายในเล่มรวบรวมเรื่องราวอันเป็นประสบการณ์ของนิสิตเกี่ยวกับการทำ “ความความดี” ผ่านกิจกรรมเชิงรุกของมหาวิทยาลัย เช่น น้ำท่วม บริจาคโลหิต กฐินโบราณ หรือแม้แต่การทำความดีในชีวิตประจำวันทั่วไปที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ผมได้กล่าวอ้าง

 

 

ผมเชื่อว่าเรื่องราวเล็กๆ เหล่านี้ จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน  นับตั้งแต่เจ้าของเรื่องที่เกิดพลังใจ หรือความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ  และเต็มใจในการอุทิศเรื่องราวอันดีงามนั้นเป็นของ “สาธารณะ” รวมถึงการมีพลังในการที่จะทำความดีอย่างไม่หยุดยั้ง  ขณะเดียวกันก็เป็นการบันทึก “ประวัติศาสตร์ชีวิต” ให้กับตัวเองไปในตัว  เช่นเดียวกับผ่าน ผมก็เชื่อว่าเรื่องเล่าเล็กๆ นี้จะเป็นพลัง “หนุนเสริม” ให้เขามีแรงบันดาลใจในการที่จะ “ทำความดี” และ “สื่อสารความดี” ไปสู่สาธารณะ

 

 

ครับ-ถึงวันนี้ วินาทีนี้ ผมก็ยังเชื่อและศรัทธาว่าการ “เล่าเรื่อง” หรือ “เรื่องเล่าเร้าพลัง”  ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมเป็นที่สุด 

เพราะการเล่าเรื่องคือกระบวนการจัดระบบระเบียบชีวิต  คือกระบวนการเจียระไนตะกอนชีวิตให้ตกเป็นผลึกชีวิต หรือแม้แต่การเล่าเรื่องคือกระบวนการของการส่งต่อความดีไปยังเพื่อนมนุษย์  เพื่อให้เพื่อมนุษย์ได้รับรู้-รับฟัง และยึดถือเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิต

 

แล้วท่านละครับ  ครั้งล่าสุดได้เล่าเรื่องราวอันสร้างสรรค์ หรือเรื่องเล่าเร้าพลังให้ใครฟังบ้างแล้ว
หรือแม้แต่ล่าสุด  ท่านได้ฟังเรื่องเล่าเร้าพลังที่ทำให้ท่านเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีบ้าง..

 

ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ-