หลายวันก่อนผมอ่านข่าวเห็นว่าเทคนิคการเสริมความงามเดี๋ยวนี้ก้าวหน้าขึ้นไปมาก เรียกว่าทำคนให้ "งาม" ได้ดูเป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่การเสริมความงามจะทำให้หน้าตาคนออกมาดูตลกๆ แปลกๆ มากกว่า

สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะเทคโนโลยีที่ดีขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งก็คงเป็นเพราะความนิยมในความงามเดี๋ยวนี้เป็นแบบ "เกาหลี" ซึ่งเป็นคนเอเซียหน้าตาและผิวพรรณเหมือนคนไทย จึงทำให้สวยได้ไม่ยาก ในขณะที่เมื่อก่อนจะเป็นแบบ "มะกัน" ซึ่งทำอย่างไรคนเอเซียอย่างคนไทยก็ไม่มีทางหน้าตาเหมือนกับคนผิวขาวได้

เมื่อเช้าผมขับรถไปส่งเจ้าต้นไม้เจอป้ายโฆษณาเสริมความงามเจ้าใหม่มาเปิดบริการที่หาดใหญ่ แข่งขันกับเจ้าเดิมซึ่งมีอยู่แล้วหลายสิบเจ้า ผมคุยกันเล่นๆ ว่าต่อไปหนุ่มๆ สาวๆ แถวหาดใหญ่คงหล่อและสวยกันหมดแน่นอน คนไม่สวยจะกลายเป็นคนพิเศษ เพราะหน้าตาจะโดดเด่นกว่าคนอื่น (ฮา)

และเราก็คุยกันถึงเจ้าต้นไม้ ว่าอีกยี่สิบปีต่อจากนี้ เทคโนโลยีเสริมความงามก็คงก้าวหน้าไปมากกว่านี้ และแน่นอนว่าเจ้าต้นไม้ที่เติบโตอยู่ในสังคมเช่นนั้นย่อมต้องการที่จะ "หล่อ"

ในฐานะพ่อแม่ ทำยังดีที่จะให้ลูกได้หล่อครับ?

คำถามนี้มีคำตอบมากมาย แต่คำตอบที่ผมต้องการคือวิธีการที่ทำให้เจ้าต้นไม้ได้ "หล่อจากข้างใน" หรือมีความสุขและมีความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็นโดยไม่ต้องไปปรุงเสริมเติมแต่งให้เกินกว่าธรรมชาติ

ที่จริงเมื่อวิเคราะห์จากตัวผมเองแล้ว ความหล่อที่ผมมีตามธรรมชาติและถ่ายทอดให้เจ้าต้นไม้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก (ฮา ฮิ้ว..........)

ประโยคด้านบนนี่ถ้าอ่านดีๆ จะสะท้อนสองอย่างครับ ถ้าอ่านในมุมหนึ่งสะท้อนความหลงตัวเองคิดว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ถ้าอ่านอีกมุมหนึ่งจะสะท้อนถึงความมั่นใจในตัวเอง (self-esteem) ที่ผมมี

"ความหลงตัวเอง" กับ "ความมั่นใจในตัวเอง" นี่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องจัดการให้ดี เพราะความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อไหร่มากเกินไปก็จะกลายเป็นความหลงตัวเอง

เหมือนกับ "ความถ่อมตน" ก็เช่นเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างยิ่ง แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจจะกลายเป็น "ความไม่มั่นใจในตัวเอง" ได้

คนที่มั่นใจในตัวเอง แต่ถ่อมตนไม่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล นั้นเป็นคนดี น่าคบหาครับ ผมเชื่อว่าคนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ "ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ใหม้" คือ ไม่ตกเป็นเหยื่อของสังคม ไม่ว่าทางมากหรือทางน้อย มีคุณสมบัติที่จะอยู่ในโลกได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเองและผู้อื่น

ผมเดาว่าคนในยุคปัจจุบันนี้ขาดความมั่นใจในตัวเองกันมาก ไม่งั้นคลีนิคเสริมความงามไม่สามารถเปิดให้บริการกันเป็นดอกเห็ดอย่างปัจจุบันนี้แน่นอน

เรื่องความงามนั้นเป็นเรื่อง "ส่วนตัว" อย่างยิ่ง ฝรั่งเขาว่า "beauty is in the eyes of beholders" หมายความว่าความงามอยู่ที่ตาคนมอง

เคยเห็นไหมครับ บางคนหล่อๆ แฟนไม่สวยเลย บางคนสวยๆ ทำไมแฟนหน้าตาดูไม่ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าไม่มีใครมองความงามเหมือนกันเลย ทดลองง่ายๆ จับที่เขาว่าสวยมาหนึ่งคน ให้คนอีกสองคนนั่งพิจารณาเธอให้ดี แล้วให้คะแนนความงามจากหนึ่งถึงสิบ โอกาสที่สองคนนั้นจะให้คะแนนเท่ากันนั้นเป็นไปได้ยากมาก

ด้วยเหตุนี้การวิ่งตามความงามนั้นเหมือนกับการวิ่งไล่จับเงา ไม่ว่าจะไปทำศัลยกรรมมาสวยเพียงใดก็ตาม ยังไงก็ต้องมีคนที่มองเห็นว่าเราไม่สวยอย่างน้อยหนึ่งคนวันยังค่ำอยู่ดี

แต่ความงามที่อยู่ข้างในนั้นอยู่เหนือกาลเวลาและอยู่เหนือการตัดสินของคนอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน

คนที่พึงพอใจกับความงามตามธรรมชาติของตัวเองได้นั้น ชีวิตย่อมอยู่ได้อย่างมีความสุข ในขณะเดียวกันเมื่อมีคู่ชีวิตก็พึงพอใจในความงามตามธรรมชาติของกันและกันก็ย่อมจะมีชีวิตคู่อย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน

ผมเชื่อว่าเจ้าต้นไม้จะได้เติบโตอย่างมีความสุขในความ "หล่อ" ของเจ้าต้นไม้เอง เพราะจะเป็นความหล่อเหมือนผม เหมือนพ่อผม เหมือนพ่อของพ่อผม และเหมือนพ่อของพ่อของพ่อผม สืบต่อมานับร้อยนับพันปี ซึ่งเป็นความหล่อที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นความหล่อที่บ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของเราที่เหมือนกันทั้งภายในและภายนอกไม่หลอกลวงตัวเองและคนอื่น

เป็นความหล่อที่บอกถึงความมั่นใจ ความกล้าหาญ และความพึงพอใจในตัวเอง

แน่นอนว่าย่อมไม่เหมือนเกาหลี ไม่เหมือนญี่ปุ่น ไม่เหมือนอเมริกัน และไม่เหมือนใคร แต่เป็นความหล่อของเราเองที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ เพราะเราไม่ได้เลียนแบบใคร เราเป็นเช่นนี้มาตราบนานแสนนาน

ส่วนสาวไหนที่มาเห็นความหล่อนี้ดี นั่นคือสาวที่เหมาะจะเป็นคู่ชีวิตของเจ้าต้นไม้ เพราะเธอจะได้มีคู่ชีวิตที่หล่อเหลาทุกครั้งที่มอง

บันทึกนี้สอนเทคนิคความหล่อความสวยที่ต้นทุนต่ำแต่หล่อได้ถาวร ผมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะเจ้าต้นไม้ ใครๆ ก็หล่อและสวยเช่นนี้ได้เช่นเดียวกันครับ