...ออกเรือฝ่าตัดแหลมญวณไปกรุงมะนิลา วันที่ ๕ ๖ ๗ ..เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่อย่างบ้าระห่ำ จนหมู่เรือฝึกต้องเปลี่ยนเข็มเดินเรือ เพื่อลดแรงกระทำของคลื่น
คลื่นแรงขนาด “กางเกงในแลบ”
กางเกงในเรือ เป็นแสลง หมายถึง ด้านใต้ท้องของเรือ ซึ่งจะทาสีปูนแห้งไว้ แทนที่จะเป็นสีเทาหม่นเหมือนสีตัวเรือรบ พอเรือถูกคลื่นยกมากๆ หัวเรือจะลอยขึ้น ถ้าลอย มากๆ ก็เห็น กกน.
ผมนอนซม ทำอะไรไม่ได้ แต่พอได้เวลาเข้ายาม ก็ต้องลุกไปทำหน้าที่ ส่วนใหญ่ก็ไปอ้วกอยู่แถวๆ บริเวณที่เข้ายามนั่นแหละ ทางเรือเขาก็ใจดี เอาถังมาวางตั้งไว้ให้อ้วก ..บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ แต่เวลาเราก้มหน้าลงไปอ้วกใส่ถัง เห็นอ้วกคนอื่นอยู่แล้วครึ่งถัง ส่งกลิ่นเข้าจมูก เปรี้ยวๆ ก็ยิ่งทำให้อ้วกมากกว่าปกติอีก บางทีต้องบีบจมูกอ้วก ไอ้เพื่อนก็มาลูบหลัง
วันที่ ๘ คลื่นลมสงบ เพราะเข้าใกล้ฝั่งแล้ว มองเห็นแสงไฟระนาวจากระยะไกล
ชีวิตนักเรียนนายเรือ แต่ละปีก็ต้องฝ่าคลื่นฝืนลมแบบนี้ ปีละ ๒ ครั้ง ๕ ปี ก็ ๑๐ ครั้ง ก็ยังเมาเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเมาน้อยลงเป็นลำดับ เพราะแกร่งทะเลมากขึ้น
พอจบการศึกษาออกมา ติดยศ นายเรือตรี ผมได้รับการบรรจุเข้าเป็น “นายช่างกล” ประจำเรือรบหลวงตาปี (เรือติดแอร์และติดจรวดลำที่สองของราชนาวีไทย ต่อจากรล. มกุฎราชกุมาร) ที่ได้อยู่เรือดี เป็นเพราะสอบไล่(ออก) ได้ที่หนึ่ง ก็ได้จัดให้อยู่เรือที่ดีที่สุดที่มีตำแหน่งว่างในขณะนั้น
วิศวประจำเรือที่เป็นนายทหารมี 4 คน เรียงตามลำดับยศคือ ต้นกล รองต้นกล นายช่างกล และ สรั่งกล (โดยสรั่งกลนั้นเป็นนายทหารที่ไต่เต้ามาจากชั้นประทวน อายุมักสูง) นอกนั้นเป็นทหารชั้นประทวน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๔๐ คน เท่ากับว่าผมมีลูกน้องต้องดูแล ๔๐ คน บางคนเป็นนายพันจ่าอาวุโส อายุใกล้เกษียณ คราวพ่อ
นายช่างกลนั้นมีชื่อย่อว่า ชก. (ชอกอ) แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกทหารเขาจะเรียกกันสั้นๆว่า “ชก” (ต่อย) มันเลยเป็นแรงกดดันว่านายทหารจบใหม่ที่มารับตำแน่งนี้ต้อง “บู๊” ส่วนใหญ่ก็บู๊ทำงานแหละครับ เพราะงานหนักมากจริงๆ
รับตำแหน่งได้หนึ่งเดือน ต้องออกฝึก Sea Siam ร่วมกับกองทัพเรือ usa ของเขามาสามลำ ของเราก็ส่งไปฝึกร่วมกันสามลำ คือ รล. มกุฎฯ- ตาปี- คีรีรัฐ (เรือจรวด ๓ ลำที่เรามีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น)
อ้าว..ไปฟิลิปินส์ อีกแล้ว ตัดผ่านทะเลญวณแบบเดิมๆ คลื่นก็แรงแบบเดิมๆ
ปรากฏว่า ทหารประจำเรือ เมากันเป็นส่วนใหญ่ คอพับคออ่อน ...แต่ที่น่าประหลาดคือ ชก คนนั้นไม่ยอมเมากะเขาด้วย เดินสำรวจดูทหารนอนซมด้วยความสงสาร
ยิ่งไปกว่านั้น ควันบุหรี่ที่ว่าแสนเหม็น ก็สูบพ่นได้ปุ๋ย ๆ จุ๊ยพ้นใส่หน้าทหารที่นอนซมเสียอีก (มุกเก่าที่เคยถูกเพื่อนรักมันพ่นใส่สมัยเป็น นนร. ชั้นใหม่)
ที่ผมไม่เมาเอาเสียเลยนั้น ผมว่า...มันเป็นอิทธิพลของ กำลังใจ สมดังหลักการของพุทธศาสนาที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
คือพอเราเป็น “นายคน” เราก็มี “มานะ” ของการเป็นนายว่า..จะต้องปกป้องคุ้มครองลูกน้อง เป็นหลักชัยให้ลูกน้อง ถ้าเราอ่อนแอเสียแล้ว ลูกน้องก็ไม่มีหลักยึด มันก็จะเสียงาน การรบ ...พอมีมานะจิต มันก็เหลือเชื่อว่า จากเมาแอ๋ กลายเป็นไม่เมา แถมสูบบุหรี่ที่แสนเหม็นได้อีกต่างหาก
ทำให้นึกถึงหนังสือเรื่อง “พลังจิต” ของหลวงวิจิตรวาทการ ที่เคยอ่านแต่เมื่อครั้งเป็น นตท (นักเรียนเตรียมทหาร) ....ท่านเล่าว่า เวลาท่านเดินทางโดยเรือไปยุโรป หากไปคนเดียวท่านจะเมาคลื่น นอนซม ...แต่พอท่านเดินทางร่วมกับครอบครัว ภรรยา บุตร ท่านจะไม่มีอาการเมาเลย ในขณะที่ทุกคนในครอบครัว เมากันหมด
นี่แหละครับ พลังจิต ที่มีผลเหนือพลังกาย อย่างเห็นง่ายๆ เรื่องจริงที่ท่านหลวงวิจิตรฯ และกระผมเองประสบมา แล้วเอามาเล่าให้ฟัง
ชนชาติทั้งชาติก็เช่นกัน เช่น ชาติสยามของเราในวันนี้ หากเรามีพลังจิตที่เข้ม เราก็สามารถเอาชนะการเมาต่างๆ ได้มากทีเดียว เช่น เมาคลื่น โล”ภา”ภิวัฒน์ เป็นต้น
...คนถางทาง (๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕)
แหม..พลัังจิตช่างมีอำนาจเหนือสิ่งใดๆจริงๆ แต่..ตอนนี้กะลังเมารถอยู่ค่ะ..ไม่สามารถรวบรวมสติได้ นอกจากต้องควบคุมให้มันตรงถุงนะ เดี๋ยวเจ้าของรถจะงอน (รถเปื้อน เหม็นเปรี้ยว )พามาเที่ยว..แล้วเป็นอย่างงี้ เฮ้อ..แย่จังค่ะ
กกน เรือคือ ด้านใต้ท้องของเรือ
สะดือเล คือความลึกระดับปานกลาง
อยู่บนเรือ ไม่เมาคลื่นค่ะ..
แต่พอลงจากเรือ.. มาเดินดิน ทำไมพื้นมันเอียง โคลงเคลง ว๊า
เขาเรียกว่า เมาบก ครับ ...ผมเดาว่าระบบประสาทยังปรับตัวไม่ได้ ทำให้เกิดการขัดข้องด้านเสถียรภาพการทรงตัว