อ่านเจอบทความในอินเตอร์เนตนานแล้ว แต่ชอบแนวคิด ก็เลยเอามาแบ่งปัน

ลองช่วยกันแสดงความคิดเห็นดูนะค่ะ คนที่ตอบถูกใจ ชลัญมีของรางวัลเป็ยตุ๊กตาถัก 3 รางวัล ฝีมือชลัญเอง จัดส่งให้ถึงที่ขอให้ มีที่อยู่จัดส่งแน่นอน

จะสรุปความคิดเห็นวันที่ 29/5/55 เวลา 20.00 น.
เชิญร่วมสนุกกันนะค่ะ
ชลัญอ่านแล้วก็คิดเหมือนหลายๆคนค่ะ "รอดแล้วตู"
เพราะถ้าเค้า 2 คนไม่ลงจากรถ รถก็ไม่ต้องเสียเวลาจอดถ้ารถขับเลยไปอีกหน่อยหินถึงหล่นมางัย ถูกมั๊ยคะ
ปรบมือให้ดังๆ ถูก แต่ยังไม่ทั้งหมด 55555 เอาไปหนึ่งรางวัลก่อนล่ะกันชอบตัวไหนเลือกเลย
คนส่วนใหญ่.. แว๊บแรกจะคิดถึงตัวเองก่อน แม้จะเป็นการคิดลบก็ตาม
สองคนนั้น.. คิดบวกค่ะ (เรื่องวิธีแบบนี้ต้องฝึกเยอะๆ)
คุณพี่ยังไม่สามารถค่ะ "น้องชลัญ" ยังเป็นคนส่วนใหญ่อยู่
เห็นด้วยกับคุณแม่น้ำค่ะ ชื่นชมความเป็นคนช่างคิด ช่างทำ ของคุณชลัญจริงๆ สนใจว่า อะไรทำให้คุณชลัญ ประทับใจ จนนำมาตั้งปัญหาให้เราตอบกัน :)
....
ขออนุญาตสะท้อน คนส่วนใหญ่คงนึก โชคดีอะไรเช่นนี้ เพราะเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ขอเพียงตนรอด ถือว่าโชคดี แต่คู่รักสองคนนี้ มีจิตสาธารณะ ที่เอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง จึงทำให้คิดมุมนี้ได้
ในชีวิตจริง ความเชื่อมโยง มีผลซึ่งกันและกัน ยากจะอธิบาย จริงหรือว่า หากสองคนนี้ไม่ลงก่อน คนอื่นจะรอดปลอดภัย หากคนในรถ (ยกเว้นสองคนนี้) ถึงคราว บางทีรถอาจเบรกแตก พุ่งลงเหว พอดีว่าสองคนนี้ นั่งในตำแหน่งปลอดภัย รอดในขณะคนอื่นตายหมดก็ได้
...ทั้งสองคนไม่น่าจะคิดในแง่อยากเป็นส่วนหนึ่งของพู่ที่เสียชีวิตนั้นแน่... หากแต่คิดว่าถ้าพวกเขาอยุ่บนรถคันนั้นจะไม่มีเหตุร้ายนั้น หรือถึงมีเหตุร้ายพวกเขาทั้งสองก็จะได้มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่นให้รอดปลอดภัย ด้วยเพราะความเป็นคนดีของเขาทั้งสอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคุ้มครองพวกเขาและบุคคลรอบข้าง....
แวบแรกที่อ่านก็คิดเหมือนคุณแม่น้ำ ค่ะ แต่ไหนๆหัวข้อบันทึกนี้คือ ความคิดเห็นที่แตกต่าง งั้นจะลองคิดแบบอื่นที่ต่างออกไปบ้างดีกว่า ^'
ในเมื่อรถเมล์คันนี้ตรงเข้าเมือง แล้วทำไมคู่รักทั้งสองจึงลงกลางทางนะ ? สองคนนี้มีปัญหาอะไรไม่สบายใจที่หาทางออกอะไรไม่ได้หรือเปล่า บางทีทั้งสองอาจจะเปิดแวบคิดขึ้นว่าความตายคือทางออกของปัญหาที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกยินดีในความโชคดีของตนเอง แต่กลับรู้สึกว่า ถ้าตนเองยังอยู่ในรถคันนั้น แล้วได้จบชีวิตไปพร้อมกับคนรักของตน พร้อมกับจบสิ้นปัญหามรสุมชีวิตที่พวกตนกำลังประสบอยู่ก็คงจะดี เอ..รึว่าพวกเขาถูกครอบครัวกีดกันเลยชวนกันหนีตามกันไป เอ...รึว่า...
โอ้ย...ยิ่งคิดต่อ..สงสัยคงได้พล็อตนิยายดราม่ามาสักเรื่องเป็นแน่ 55555
ขอเฉลยแนวความคิดของชลัญในเรื่องนี้
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ
คุณ หมอป. ,
นาง นงนาท สนธิสุวรรณ ,
แม่น้ำ , พ.แจ่มจำรัส ,
โสภณ เปียสนิท
k-jira
ที่มาให้กำลังใจ สำหรับความคิดเห็นของทุกท่านที่ได้แสดงไว้ นั้น ชลัญคิดไว้แต่ต้นแล้วแหล่ะว่า คนใน GTK ส่วนใหญ่ อาจมาถึง 99.99 % ด้วยซ้ำที่จะคิดถึงผู้อื่น รู้แบ่งปันสุขกับเพื่อมนุษย์ จริงๆ ชลัญไม่มีเจตนาจะลองภูมิหรือว่าดูว่าใครคิดอย่างไร จริงๆ น่ะ อยากแจกตุ๊กตาอยู่แล้ว ทำไว้มาก ไม่รู้จะหาเรื่องอะไรแจกดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ก็ไม่ซะทีเดียวหรอ คือเรื่องนี้มันมี ประเด็นคิดเพิ่มเติมจากเพื่อน นอกกรอบของชลัญ เป็นวิดวะ มันช่างคิดได้ นึกถึงเมื่อ่ไรขำทุกที อีกนิดก็คือ “คู่รักนี่ต้องการไปในเมืองที่หุบเขา แต่เขาแวะลงระหว่างทาง เพราคิดว่า ถึงแล้ว แต่ลงผิดป้ายน่ะ พยายามจะวิ่งตามรถไป ก้อนหินดันมาหล่นทับรถซะนี่ แง แง แง “ถ้าฉันไม่ลง รถคงไม่ถูกก้อนหินหล่นทับ ( การคิดถึงผู้อื่น ) แล้วนี่จะไปต่อย่างไร กว่าจะมีรถมาอีกคันคงนาน แง แง แง (คิดถึงตัวเอง ) “ เพื่อนชลัญบอกว่าการคิดได้แบบนี้จะเกิดสมดุล ของความสุข คือสุขที่ได้ให้และสุขที่ได้รับ เป็นการไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำร้ายตัวเอง ถือว่าแค่ขำๆ นะค่ะ ลองคิดแบบนอกกรอบดูน่ะ “ความคิดเห็นที่แตกต่าง “