ดังนั้น ถ้าเพียงเราดู "ความเหี่ยว" เป็น ก็ได้พระแท้แน่นอน

อนุสนธิจากมีผู้โทรศัพท์เข้ามาถามบ่อยมาก

ว่า เราจะมีวิธีการดูพระแท้ๆ ได้ง่ายๆอย่างไร

ผมใช้เวลากลั่นกรอง และประมวลคำถามเพื่อหาคำตอบเชิงวิชาการและทางปฏิบัติอยู่พักหนึ่ง

ก็ได้คำที่ผมพอจะเสนอให้ "มือใหม่ หัดส่อง" ได้จำไปใช้แบบมีโอกาสพลาดน้อยที่สุด ก็คือ

คำว่า "เหี่ยว" อย่างเดียว

แบบเดียวกับสิ่งที่ท่านผู้หญิงทั้งหลาย กลัวนักกลัวหนา ลงทุนเท่าไหร่ก็ยอม

เพื่อที่จะ "ไม่เหี่ยว" หรือ "เหี่ยวช้าๆหน่อย"

ทั้งๆที่ การเหี่ยวเป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่การเหี่ยวของผิวพระนั้น เกิดจาก

  • การกร่อนของผิว
  • การเกิดสนิม
  • การยุ่ยหลุดร่อน และ
  • การหดตัวของเนื้อพระ

ที่เร่ง(แทบจะ)ไม่ได้ ทำเลียนแบบก็ยาก

ที่เขาทำกันก็ใช้วิธี "โปะ" หรือ "ขีดแต่ง" หรือ "อบ" หรือ "ทอดน้ำมัน" ที่จะดูบวมๆ หรือ ขีดข่วนที่ผิวมากกว่า

ความเหี่ยวของพระนาดูน (1500 ปี)

ความเหี่ยวของพระลีลากำแพง (800 ปี)

เป็นการเหี่ยวเข้าไปถึงในเนื้อพระ

ที่แตกต่างจากความ "เหี่ยว" แบบธรรมชาติของดิน และโลหะต่างๆ แม้กระทั่ง ทองคำ

ความเหี่ยวของเงินพดด้วง สมัยอยุธยายุคกลาง (400 ปี)

ความเหี่ยวของเหรียญทองคำยุคทวาราวดี (1500 ปี)

ความเหี่ยวขอพระสมเด็จบางขุนพรหม (140 ปี)

ความเหี่ยวของหลังพระหลวงปู่ทวด 2497 (58 ปี)

ดังนั้น ถ้าเพียงเราดู "ความเหี่ยว" เป็น ก็ได้พระแท้แน่นอน

จะเป็นพิมพ์ไหน กรุอะไร ค่อยไปว่ากันหลังครับ

วันนี้ถ้าใครจะถาม มีคำตอบง่ายๆเลยครับ

พระแท้ ต้อง "เหี่ยว" จึงจะมั่นใจได้