หลังจากผมพยายามศึกษาและทำความเข้าใจพระผงสุพรรณ ที่เป็นพระเบญจภาคีที่หายากมาก จนมีคำกล่าวในปัจจุบัน ว่า
“ใครมีบารมีไม่พอ ยากนักที่จะได้ครอบครอง”
ดังนั้น ผมจึงตั้งจิตอธิษฐาน ทำบุญทำทาน แผ่เมตตาและส่วนกุศล
ไม่นาน ผมก็ได้ผงสุพรรณมาอยู่ในครอบครอง สิบกว่าองค์ ที่แบ่งไปก็มีบ้าง
เมื่อมีจำนวนประมาณนี้
ทำให้ผมเริ่มคิดแบ่งประเภทของพระผงสุพรรณตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ผมคุ้นเคย
ข้อมูลเท่าที่ผมมี และจากการสืบค้นข้อมูลตำนานการสร้างพระผงสุพรรณ และสังเกตจากลักษณะของพระผงสุพรรณที่มีอยู่
ทำให้ผมคิดว่าการจำแนกเนื้อพระผงสุพรรณน่าจะมาจากอย่างน้อย ๒ ปัจจัยพื้นฐาน คือ
1. ชนิดของดินเหนียวที่ทำให้เกิดสีผิวเมื่อผสมกับน้ำว่าน
ที่จำแนกง่ายๆด้วยสีของดิน ที่มี
-
แดง
-
เหลืองอมแดง
-
ขาวอมเหลือง
-
เขียว และ
-
ดำ
ที่มีการจำแนกโดยวงการพระเครื่องมานาน อย่างเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
ลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าแหล่งดินที่นำมาสร้างพระผงสุพรรณน่าจะมาจากหลายแหล่งอย่างแน่นอน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลใดนั้นก็ยากที่จะเดา ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับ “ดินมงคล” ของเมืองต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองอู่ทอง หรือสังฆมณฑลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็เป็นได้
2. สัดส่วนของมวลสาร
ในระหว่างการผสมมวลสารในแต่ละครั้ง และคุณภาพภายในของมวลสารเองก็น่าจะมีส่วนด้วย
ทำให้ผลที่ออกมาของพระผงสุพรรณว่าเนื้อแก่ไปทางใด เช่น
- แก่ดิน (เห็นเนื้อดินชัดเจน)
- แก่ผงเกสร (มีความนุ่มยุ่ยของเนื้อ) หรือ
- แก่ว่าน (มีน้ำว่านออกมาเคลือบผิวพระ)

พระผงสุพรรณเนื้อแก่ว่าน (ผิวมีน้ำว่านเคลือบหนา)

พระผงสุพรรณแก่ผงเกสร
อยากมีบุญได้ไปชมพระเครื่องที่บ้านอาจารย์อีกครับ วันก่อนผมไปขอนแก่น เเต่เพียงผ่าน คิดเสมอว่าอยากไปหาอาจารย์เเต่เวลาไม่อำนวยจริงๆครับ
ด้วยความยินดีครับท่าน(พระ)เอก
กระผมโชคดีครับ ที่เกิดมาเป็น(พระ) เอก แต่ต้องได้ท่านอาจารย์แสวงปลุกเสกให้ขลังๆต่อไปนะครับผม
อาจารย์ดูเเลสุขภาพด้วยครับ