อาชญากรรม, 24-hour city

ขออนุญาตเกริ่นนำเล็กน้อยนะครับว่า บทความชิ้นนี้ผมได้เขียนเอาไว้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ในวิชา Urban disorder ซึ่งมีกว่า 30 หน้า แต่ผมขออนุญาตสรุปเอาเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ให้ผู้อ่านได้ทราบนะครับ ซึ่งงานนี้อาจถือว่าเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่ในประเทศไทยยังไม่มีปรากฎชัดเท่าใดนัก ดังนั้นหากมีข้อเสนอแนะใดๆ ยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา หลายประเทศในยุโรปได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางเศรษฐกิจจากยุคอุตสาหกรรม (industrial) มาเป็นยุคหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อวิถีการใช้ชีวิตของประชาชนโดยทั่วไปในสังคม การแข่งขันทางตลาดเศรษฐกิจสูงขึ้น ซึ่งผลกระทบหนึ่งอันเกิดจากผลพวงของการแย่งชิงโอกาสในการประกอบอาชีพคือลักษณะการพักผ่อน (leisure) ของคนในสังคมโดยเฉพาะชนชั้นกลางโดยมีแนวโน้มที่จะไปผ่อนคลายหรือปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานในรูปแบบของการพบปะสังสรรค์ตามสถานบริการหรือสถานบันเทิงในช่วงเวลากลางคืนกันมากขึ้น เช่น ผับ บาร์ หรือไนต์คลับ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิดถูกใช้เป็นทางออกในการปลดปล่อยความเครียดดังกล่าว (ซึ่งต่อมาค่านิยมเช่นนี้ได้แผ่อิทธิพลเข้ามายังประเทศแถบเอเชียด้วยเช่นกัน อาทิ ประเทศฮ่องกง ญี่ปุ่น ใต้หวัน รวมถึงประเทศไทย)

นับแต่นั้นเป็นต้นมาธุรกิจในเวลากลางคืน (Night Time Economy-NTE) ได้กลายเป็นิส่งที่สามารถดึงดูดความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและกลุ่มเด็กวัยรุ่น การพัฒนาตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วของ NTE ได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ส่งผลกระทบในทางเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในสังคมสาธารณะ เช่น พฤติกรรมรุนแรงจนนำไปสู่การประกอบอาชญากรรม หรือการมีพฤติกรรมที่ขัดต่อบรรทัดฐานสังคม คล้ายกับที่ Chatterton and Hollands 2003 กล่าวเอาไว้ว่าปัญหาอาชญากรรมในเมืองนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับการเพิ่มจำนวนของประชากรและสภาพสังคมที่มีความสับสน 

นับแต่ปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา ประเทศอังกฤษได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์แพร่หลายมากที่สุดในแถบยุโรป (Newburn 2007) โดยวัฒนธรรมนี้ได้แผ่ขยายเข้าไปยังทุกชนชั้นในสังคม รัฐบาลประเทศอังกฤษได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้คิดค้นนโยบายและมาตรการควบคุมทางสังคมเพื่อรับมือกับปัญหาหรือพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังไม่ปรากฎชัดว่ามีนโยบายใดที่สามารถดำเนินการถึงขนาดกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จ (Hadfield 2006) ดังนั้นตั้งแต่ในปี ค.ศ.1980 จึงได้มีแนวคิดรูปแบบใหม่ในการควบคุมปัญหาอาชญากรรมคือ "การปล่อยเสรี" (Liberalisation) ซึ่งอนุญาตให้สถานบันเทิงสามารถขอใบอนุญาตจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ไขปัญหาการเร่งบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนทำให้เกิดอาการมึนเมา ขาดสติ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการประกอบอาชญากรรม

แนวคิดเมือง 24 ชั่วโมงนี้ ถือกำเนิดในประเทศอังกฤษ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง ภายใต้ทิศทางรูปแบบการควบคุมทางสังคมแบบใหม่ ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งที่พัฒนาตามขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ เช่น ร้านอาหาร รถแท็กซี่ สถานบันเทิง อีกท้ั้งยังสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่รรัฐในส่วนของเงินที่มาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน (Winlow and Hall 2006) Licensing Act 2003 เป็นกฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นออกมาหลังจากที่รัฐบาลอังกฤษคิดค้นนโยบายเมือง 24 ชั่วโมง โดยผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ศาลปกครองจนถึงชุมชนท้องถิ่น กฎหมายควบคุมสถานบริการนี้กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการออกข้อกำหนดควบคุมเวลาปิดเปิดสถานบริการและระยะเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่าสามารถลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงต่างๆ ได้โดยการขยายระยะเวลาในการดื่มให้แก่ผู้บริโภคนานยิ่งขึ้น โดยนำหลักฐานงานวิจัยของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดระยะเวลาปิดเปิดที่แน่นอนนั้นจะส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเร่งดื่มเท่าที่จะสามารถดื่มได้ในขณะที่ยังมีความสามารถดื่มได้ก่อนที่สถานบริการจะปิด (as much ad they can while they could) (Hough and Hunter 2008) และในเหตุผลที่ว่าการกำหนดระยะเวลาดื่มจะทำให้คนหันไปเลือกที่จะดื่มในงานสังสรรตามบ้านที่อยู่อาศัยเสียมากกว่า ซึ่งส่งผลให้เกิดมลภาวะทางเสียง รบกวนบุคคลอื่น เป็นต้น นอกจากนี้การขยายเวลาการปิดเปิดจะส่งผลให้คนที่มาเที่ยวในเวลากลางคืนไม่จำเป็นจะต้องออกจากสถานบริการพร้อมๆ กันอีกต่อไป ซึ่ง Hough and Hunter 2008 กล่าวเอาไว้ว่า การที่สถานบริการปิดพร้อมๆ กัน ประชาชนจะออกมาจากสถานบริการในเวลาใกล้เคียงกันซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการทะเลาะวิวาทและอาชญากรรมขึ้น 

ผลลัพธ์ของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์หลังจากประกาศใช้เป็นระยะเวลา 4 ปี กระทรวงมหาดไทย (Home Office) ในปี ค.ศ.2007 ได้ทำการสำรวจและออกรายงานผลการปฏิบัติพบว่า (Home Office 2008)

 - สถิติคดีอาชญากรรในภาพรวมของประเทศ ลดลง 1% 

 - คดีอาชญากรรมรุนแรง ลดลง 5% 

 - เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาในการเกิดอาชญากรรม เช่น อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเสี่ยงคือ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า เพิ่มขึ้น 1% 

 - ความเห็นโดยรวมของประชาชนโดยรวมพบว่า ประชาชนมีความรู้สึกว่าอาชญากรรมที่แอลกอฮอล์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องลดลงเล็กน้อยเท่านั้น

 - ความเห็นโดยรวมของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ตำรวจไม่ได้มีความรู้สึกว่าการก่อเหตุรุนแรงหรืออาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด

 - ข้อสรุปโดยรวมคือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อวัฒนธรรมการดื่มของประชาชน และส่งผลต่อการเกิดอาชญากรรมในทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงสัญญาณว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถลดปัญหาที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้แต่อย่างใด

ตามที่ได้กล่าวมาโดยสรุป อาจนำประเด็นปัญหาบางส่วนเข้ามาโยงกับปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยได้ในส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ จากผลสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่าประเทศไทยมีอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์สูงเป็นลำดับที่ 77 ของโลก หรือผลสำรวจของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี พ.ศ.2550 พบว่ามีประชากรไทยกว่า 15 ล้านคน บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีแนวโน้มของอายุเริ่มต้นในการบริโภคลดน้อยลง ปัญหาในการบริโภคแอลกอฮอล์นอกจากจะนำมาซึ่งโรคภัยของตัวผู้บริโภคเองแล้วยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน, ปัญหาครอบครัว รวมถึงปัญหาอาชญากรรม เช่น ผลสำรวจของ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พ.ศ.2549 พบว่า 40.8% ของเด็กและเยาวชนในสถานพินิจที่เคยมีประสบการณ์ดื่มแอลกอฮอล์ยอมรับว่ากระทำความผิดภายใน 5 ชั่วโมง หลังจากการดื่ม และมีผลเกี่ยวพันกับการก่ออาชญากรรมในหลายประเภทความผิด 

นโยบายปัญหาการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ในประเทศไทยเองก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน การนำหลักการควบคุมปัญหาสังคมรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยเองจึงอาจถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการควบคุมปัญหา แม้ว่าประเทศไทยและประเทศอังกฤษจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่ประเทศ จำนวนประชากร แต่ด้วยความแตกต่างทางสภาพสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนในสังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ถึงผลกระทบในเรื่องของผลดีและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมหากมีการนำหลักการนี้มาใช้

ส่วนตัวผู้เขียนเองมีความเห็นว่ามาตรการ 24-hour city นี้หากนำมาประยุกต์ใช้คงจะเป็นการยากและต้องใช้เวลาพอสมควรในเรื่องของค่านิยมและการยอมรับในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดต่อหลักศาสนาและการยอมรับของสถาบันครอบครัว เช่น เด็กวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน คงจะเป็นเรื่องที่ยากต่อการยอมรับของพ่อแม่ที่จะทำใจยอมรับนโยบายของรัฐที่อาจทำให้ลูกของตนกลับบ้านดึกมากขึ้นหรือบริโภคแอลกอฮอล์มากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น นอกจานี้ยังมีปัญหารายละเอียด เช่น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การรักษาความปลอดภัยทั่วไป เป็นต้น 

บทความที่ผมนำเสนอนี้เป็นเพียงแค่ "ส่วนหนึ่ง" ของบทความทั้งหมดที่เขียนนะครับ ผมเห็นว่ามันน่าสนใจและเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่ควรศึกษาเอาไว้เนื่องจากหลายประเทศก็ยังคงมีการใช้มาตรการนี้อยู่ครับ สำหรับบทวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียผมไม่ได้นำมาเสนอมากเนื่องจากในบทความนี้ผมเพียงอยากนำเสนอความคิด "นอกกรอบ" เอาไว้เป็นประเด็นวิพากษ์ให้แก่ท่านผู้อ่านครับ ขอบคุณครับ 

บรรณานุกรม

Chatterton, P. and Hollands, R. 2003. ‘Urban Nightscapes: Youth Cultures, Pleasure Spaces and Corporate Power’, London: Routledge.

Hadfield, P. 2006. ‘Bar Wars: Contesting the Night in Contemporary British Cities’. Oxford: Oxford University Press

Home Office, 2008. ‘The impact of the Licensing Act 2003 on levels of crime and disorder: an evaluation’ Research Report 04: Executive summary. [Online]. Available at http://www.icpr.org.uk/media/5608/Impact%20of%20Licencing%20Act%202003.pdf [Accessed on 27 Jan 2012]

Hough, M. and Hunter, G., 2008. ‘The 2003 Licensing Act’s impact on crime and disorder: An evaluation’. Criminal and Criminal Justice. [Online] Volume 8 (issue 3). Available at http://crj.sagepub.com/content/8/3/239.abstract [Accessed on 27 Jan 2012]

Newburn, T. 2007, Criminology. Devon: Willan.