สมาส เป็นวิธีการสร้างคำในภาษาบาลีสันสกฤต (รวมทั้งภาษาอื่นๆ ในตระกูลนี้ แต่อาจจะเรียกชื่อต่างออกไป) อันที่จริง สมาสนั้น ไม่ใช่อะไรที่ประหลาดพิสดาร สมาสคือ การสร้างคำประสมนั่นเอง

ในภาษาไทยเราก็มีการนำศัพท์บาลีสันสกฤตมาสมาสจนเกิดความนิยมสมาสศัพท์มากขึ้น จะเห็นได้ว่าศัพท์ใหม่ๆ ที่บัญญัติขึ้นในภาษาไทยนั้นมาจากการสมาสก็มาก

คำสมาสที่ใช้ในภาษาไทยก็เช่น ราชพฤกษ์  ราชการ บรรณารักษ์ กุศโลบาย อุทกศาสตร์ อุทกวิทยา มหาวิทยาลัย ปรมาจารย์ ฯลฯ หมายความว่า คำเหล่านี้เรานำศัพท์บาลี/สันสกฤตมาประกอบขึ้นเอง โดยคนไทย เพื่อคนไทย มาเป็นคำไทย ในภาษาเดิมไม่มี

 

     ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง

     เมื่อพูดถึงสมาส นักเรียนมักจะนึกถึงสนธิ และเกิดความสับสน อันที่จริงหลักในภาษาบาลีและสันสกฤตนั้นจำได้ง่ายๆ ดังนี้…

     *สนธิ คือ คำที่อยู่ใกล้กัน แล้วเชื่อมเสียงกัน โดยที่คำนั้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ เช่น ราชา อาทิตฺยะ มาอยู่ใกล้กัน กลายเป็น ราชาทิตฺยะ แต่ความหมายก็ยังเหมือนเดิม แค่ออกเสียงให้กลืนๆ กันเฉยๆ

     *สมาส คือ การนำคำมารวมกันเป็นคำเดียว, การรวมกันนั้น อาจรวมคำหรือนำคำมาติดกัน (เช่น ราช+พฤกษ์ = ราชพฤกษ์) หรือรวมกันแล้วมีการเชื่อมเสียงกันก็ได้ (เช่น กุศล + อุบาย = กุศโลบาย) และมีความหมายเกิดขึ้นใหม่

 

มาพูดถึงสมาสกันต่อ

     เรามักจะคุ้นเคยกันว่า คำสมาส มีคำหลักอยู่ข้างหลัง การแปลสมาส จะต้องแปลจากหลังไปหน้า เช่น คณบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะ แต่ความจริงแล้วสมาสในภาษาสันสกฤต(และบาลี)นั้นไม่จำเป็นที่คำหลักจะอยู่ข้างหลังเท่านั้น คำหลักอาจอยู่ข้างหน้าก็ได้…

     สมาสมีตั้งหลายแบบ

     มาดูกันนะครับ

 

1. สมาสแบบสองคำเสมอกัน

     สมาสแบบนี้ คำทั้งสองมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีคำใดขยายคำใด ความหมายว่า “และ” นิยมแปลจากคำหน้าไปคำหลัง เช่น

     ราม + ลกฺษมณ = รามลกฺษฺมณ แปลว่า พระรามและพระลักษมณ์

     มาตา + ปิตฺฤ = มาตาปิตฺฤ แปลว่า แม่และพ่อ (ภายหลังหมายถึงบิดามารดาในความหมายรวมๆ ไม่เจาะจงว่าต้องบิดาและมารดาเท่านั้น ตรงกับ parents ในภาษาอังกฤษ)

     หสฺต + ปาท = หสฺตปาท แปลว่า มือและเท้า

     *สมาสแบบนี้ในภาษาสันสกฤตมีไม่น้อย และเวลาแปลดูให้ดี ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจว่าคำหลังเป็นคำหลัก คำหน้าเป็นคำขยาย อย่างที่เราคุ้นเคยในภาษาไทย

 

2. คำหน้าขยายคำหลัง

       แบบนี้มีมาก และที่ใช้ในภาษาไทยก็เป็นแบบนี้แทบจะทั้งหมด แบ่งได้ย่อยๆ อีกหลายชนิด โดยที่คำหลักอยู่ข้างหลัง แต่เพื่อมิให้คนอ่านหนีไปเสียก่อน ก็ขอเล่าย่อๆ แบบนี้ เช่น

       ราช+ ปุตฺร = ราชปุตฺร แปลว่า บุตรของพระราชา อย่างนี้คำหน้าเป็นนาม

       สุ + กลฺยา = สุกลฺยา แปลว่า หญิงงาม คำหน้าเป็นคำคุณศัพท์ 

       ตฺริ + โลก = ตฺริโลก แปลว่า โลกทั้งสาม คำหน้าเป็นคำบอกจำนวน

 

3. คำหลังขยายคำหน้า

       คำแบบนี้ก็ใช้ไม่มาก

       นร(คน) + วร(ประเสริฐ) = นรวร แปลว่า คนผู้ประเสริฐ (คนดี)

       นร(คน) + สึห = นรสึห แปลว่า คนเหมือนสิงห์

 

4. สมาสแปลว่า ผู้มี...

        สมาสนี้แปลกหน่อย และเราไม่คุ้นกัน เพราะศัพท์ที่ได้จะแปลว่า ผู้มี... แต่แปลจากหลังไปหน้า ดูตัวอย่างเลยดีกว่า

        อสิ (ดาบ) + ปาณิ (มือ) = อสิปาณิ  ไม่ได้แปลว่า มือที่ถือดาบ หรือ มือที่เหมือนดาบ แต่แปลว่า “ผู้มีดาบในมือ”  ดังนั้น คำว่า ปทฺมปาณิ จึงหมายถึง ผู้มีดอกบัวในมือ ทำนองเดียวกับ วชฺรปาณิ ผู้มีสายฟ้าในมือ

        อินฺทฺร + ศตฺรุ = อินฺทฺรศตฺรุ แปลว่า ผู้มีศัตรูคือพระอินทร์ (ไม่ใช่ ศัตรูของพระอินทร์) บูรพาจารย์ท่านอธิบายว่า พระอินทร์ไม่มีศัตรู จึงแปลเช่นในวงเล็บไม่ได้

        จนฺทฺร (พระจันทร์) + โศภา (ความงาม) = จนฺทฺรโศภา แปลว่า ผู้มีความงามเหมือนพระจันทร์

        อ+ปุตฺร = อปุตฺร แปลว่า ผู้ไม่มีบุตร (ไม่ได้แปลว่า ผู้ไม่เป็นบุตร) คำนี้ตามตำราบอกว่าต้องแปลว่า ผู้มีบุตรหาไม่ คือ สมาสแบบนี้ ต้องแปลว่า “ผู้มี....” เอาไว้ก่อน

        (ความจริงแล้วสมาสแบบนี้ เอาไว้ขยายคำนามอื่นอีกทีก็ได้)

 

        **บางท่านเห็นคำแปล หรือวิธีการแปลแปลกๆ แล้วก็พาลเบื่อ อันที่จริงนี่เป็นเพียงวิธีการเรียนการสอน ที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจตามหลักการเท่านั้นเอง การแปลจริงๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องตามแบบแผนอย่างนี้ ขึ้นกับความเหมาะสมของภาษาที่เราจะใช้ เช่น สมาสแบบที่สี่ แปลว่า ผู้มี... นักเรียนก็จะได้ทราบความหมาย และการใช้สมาสชัดเจน หากแปลไปตามใจฉัน ก็อาจจะหลงทางได้**

 

       เห็นตัวอย่างกันแล้ว คงพอนึกภาพออกว่าการประสมคำในภาษาสันสกฤต (ก็คือ สมาส นั่นแหละ) นั้นมีหลากหลายแบบ คำสมาสที่เราเห็นคำหนึ่ง อาจแปลความหมายได้หลายอย่างก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะพิจารณาอย่างไร แต่ทั้งนี้ต้องตรงกับเกณฑ์ หรือวิธีการสร้างคำที่กำหนดเอาไว้

       หากท่านเจอคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาไทย แล้วแปลความหมายประหลาด ก็อย่าเพิ่งไปทึกทักว่าเขาแปลผิด เพราะคำนั้นเอาจจะไม่ได้เข้าหลักสมาสที่เราคุ้นเคยก็ได้ อาจจะเป็นสมาสชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 3 ที่ 4 ก็ได้

       สมาสในภาษาสันสกฤตจริงๆ นั้นมีรายละเอียดมากกว่านี้หลายเท่า นี้ยกมาพอให้เห็นเป็นของเล่น เผื่อนึกสนุก จะได้ไปศึกษากันต่อนะครับ...