การลอบสังหาร                                                                    อาจารย์พิชัย  สุขวุ่น การถูกลอบสังหาร หมายถึงการตายผิดธรรมชาติ รรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้น ่อยๆตายตามอายุที่เพิ่มขึ้นจะ 60 ปี 80 ปรือยาวนานกว่านั้น ารถูกลอบสังหารจึงถือว่าการตายที่ไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า กะทันหัน าดไม่ถึง  อะไรทำนองนั้น            ส่วนการลอบสังหารอีกชนิดหนึ่งและตายเช่นเดียวกัน ละบอกล่วงหน้าด้วย ือ ารลอบสังหารโดยธรรมชาติ ิ่งนี้บอกล่วงหน้าให้เตรียมตัวเป็นเวลานาน แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์มักจะขอให้ธรรมชาติยืดเวลาลอบสังหารออกไป ้าได้สัก 200 ปี ก็คงจะเป็นการดี ต่หารู้ไม่ว่าในกฎธรรมชาตินั้น ขาจะไม่ได้ยินคำต่อรองของสิ่งมีชีวิต ขามีหน้าที่สังหารอย่างเดียว ม่ยอมรับคำขอร้อง ี่ไม่ยอมรับ  มิใช่ไม่เห็นใจ ต่เห็นเป็นคำขอที่ไร้สาระิดเบือน และเห็นแก่ตัว            นอกจากนั้นสำหรับสิ่งมีชีวิต การตายแบบผิดธรรมชาติ หรือการลอบสังหารยังมีระดับความสำคัญ ี่เหลื่อมล้ำกันขึ้นอยู่กับว่าสังคมจะให้น้ำหนักความสำคัญกับใครมากกว่ากัน ากเป็นผู้นำประเทศ หรือผู้นำในการแบ่งสรรผลประโยชน์ ็ต้องมีความสำคัญเป็นอันดับต้น ่วนคนระดับล่างที่ช่วยกันมอบอำนาจให้ผู้นำ กลับได้รับนิยามความสำคัญของการตายในระดับธรรมดาหรือนิยามว่าคนเรากับความตายเป็นเรื่องปกติ ต่หากเป็นผู้นำ การตายโดยถูกลอบสังหารเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้กำลังทรัพยากร บประมาณเพื่อป้องกันเป็นจำนวนมาก ม้ว่ายังไม่ถูกลอบสังหารจริง จึงป็นการเอางบประมาณของคนส่วนใหญ่ ปป้องกันความปลอดภัยให้คนเพียงคนเดียว ี่คือการสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตผู้นำ ละยิ่งทำให้มนุษย์หลายคน  อยากเป็นผู้นำ พราะอย่างน้อยก็จะได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น            แท้ที่จริงแล้วการปกป้องผู้นำ ิได้เป็นเพราะเขาเป็นมนุษย์เพียงอย่างเดียว ต่เขาเป็นที่รวมของผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ ดยเฉพาะในชนชั้นปกครองชนชั้นกลางและข้าราชการ ่วนชาวนาคงไม่มีผลเท่าใดนัก พราะไม่ว่าเปลี่ยนผู้นำกี่ครั้ง  เขาก็ยังยากจนเหมือนเดิมหรือเพิ่มขึ้น นที่อยู่อำนาจวงโคจรของอำนาจรัฐ ึงไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวกับการลอบสังหารผู้นำ มายความว่า ู้นั่นมีอำนาจเข้มข้นตรงส่วนใหน  ที่นั้นก็อ่อนไหวเป็นพิเศษ            การลอบสังหารผู้นำจึงไม่ใช่เป็นเพียงการปลิดชีวิตมนุษย์  แต่เป็นการำลายศูนย์กลางของการจัดสรรผลประโยชน์ ันจึงเกิดความเห็นขึ้นสองฝ่าย ่ายแรกพยายามปกป้อง ีกฝ่ายที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ทำลาย ึงเป็นการเชิดหุ่นในเชิงสัญลักษณ์ห่งผลประโยชน์ รากฎการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ี่รวมศูนย์อำนาจนั้นมีความร้อนเป็นอย่างยิ่ง ร้อมที่จะเกิดความแตกหักได้ง่าย ากเมื่อใดที่จัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว มื่อนั้นก็ลอบสังหารย่อมเป็นหนทางสุดท้าย ต่มิได้หวังจะสังหารคน ต่สังหารศูนย์รวมอำนาจ ช่นเดียวเหตุการ 11 กันยายน ี่ผู้ร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรด              ดยต้องการถลุ่มในเชิงสัญลักษณ์ ากกว่าจะเป็นการฆ่าประชาชน  เพราะเชื่อว่าที่นั้นเป็นศูนย์รวมอำนาจของโลก            หากพิจารณาโดยแยบคายแล้ว การสลายศูนย์รวมอำนาจมิใช่เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมมนุษย์ ทบเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติก็ได้ พราะอำนาจมิได้มีการรวมศูนย์มาแต่กำเนิด นุษย์เพิ่งมารวบอำนาจสิ่งอื่นแล้ว าจัดการด้วยความรู้สึกของตัวเอง ช่นการมีรัฐก็ต้องรวบอำนาจจากประชาชน ัฐจึงต้องมีอำนาจได้ ต่ปรัชญาของการปกครองก็ได้ย้ำเตือนเสมอว่า ารปกครองที่ดีที่สุด ือการไม่ต้องยึดอำนาจมาจากประชาชน ละไม่ต้องปกครอง มัยนี้ใช้คำใหม่ว่าการกระจายอำนาจนั่นเอง ต่งานนี้สงสัยผู้นำจะกระจายอำนาจไม่ทัน ึงมีเหตุให้คนใจร้อนได้วางแผนสังหาร            แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่เสนอความเห็นอยู่นี้ ก็มิทราบได้ว่าเป็นการลอบสังหารจริง หรือเป็นการจัดฉากลอบสังหารตัวเอง ม้กระทั่งบางความเห็น ี้ว่าผู้นำไม่ได้จัดฉากแต่ลูกน้องเป็นคนปราถนาดีจัดฉากให้ ากมีความเห็นออกเป็นสามฝ่ายเช่นนี้ วมทุกความเห็นแล้ว สดงว่าผู้นำประเทศ ม่เป็นที่เชื่อถือเท่าใดนัก ม้มีการลอบสังหาร ประชาชนส่วนหนึ่งยังคิดว่าจัดฉาก            เหตุการณ์ครั้งนี้  ไม่ว่าจริงหรือเท็จ ันกำลังสะท้อนให้เห็นว่า นุษย์ต้องมีแนวคิดในการดำเนินชีวิตเสียใหม่  ไม่ใช่มุ่งแข่งขันเพื่อเอาชนะผู้อื่น พราะชัยชนะนั้นไม่มีเพดาน รือเรียกว่าไม่มีเส้นชัยก็ได้ พราะเส้นชัยคือจินตนาการของเราเอง ุ่งมั่นเพียงใดก็หาไม่พบ ส่วนในระหว่างทางของการแข่งขันก็คือการลอบสังหารนั้นเอง และไม่มีใครไปถึงจุดมุ่งหมายแห่งสันติได้สักคนเดียว มอยากจะให้ผู้อ่านลองสังเกตการลอบสังหารแบบอื่นๆ ้าง ีอยู่รอบตัวท่านเองเพียงแต่ยังไม่ใช้อาวุธเท่านั้นเอง