อาชญาวิทยา

บันทึกแรกที่ผมจะเขียนนี้ คงจะเป็นบันทึกความเป็นมาทั่วๆ ไปของความฝันของผมเองโดยเกี่ยวโยงถึงวิชาอาชญาวิทยา ซึ่งเป็นวิชาที่ผมชอบศึกษาหาความรู้ก่อนนะครับ

คำถามที่ผมถูกถามอยู่เป็นประจำในชีวิตตั้งแต่อายุ 16 ปี จนปัจจุบันอายุ 27 ปี เข้าไปแล้วก็คือ ทำไมถึงอยากมาเป็น "ตำรวจ?", ทำไมถึงเรียนวิชา "อาชญาวิทยา (Criminology)?", ทำไมถึงไม่เรียนกฎหมาย? ซึ่งในหลายครั้งผมก็ตอบแบบส่งๆ ไปว่ามันเป็น "ความฝัน" ของผมครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่จะไปเรียนตำรวจ หรือเรียนต่อที่อังกฤษในวิชาอาชญาวิทยา ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยากจะทำงานอะไร และอยากจะเรียนอะไร อย่างไรก็ตามด้วยความจำเป็นแล้วการมาเรียนตำรวจจึงเป็นการบังคับผมทางอ้อมว่าต้องเรียนวิชากฎหมายเท่านั้นจึงจะได้รับการยอมรับ "มากกว่า" ในวงการสีกากีในประเทศไทย ผมเป็นคนไม่ชอบท่องจำครับ แต่ชอบวิเคราะห์ ชอบอะไรๆ ที่มันอ่านแล้วทันโลก แล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน หลังจากที่ได้เริ่มรู้จักวิชาอาชญาวิทยาในชั้นปีที่ 1 ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่า เอ้ย!! สนุกดีแฮะ แล้วที่สำคัญก็สามารถทำเกรดออกมาได้ดีซะด้วย (ซึ่งรายละเอียดในวิชาอาชญาวิทยาผมจะได้นำเสนอต่อไปครับ) ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้ทิ้งวิชากฎหมายแต่อย่างใด โดยเริ่มสมัครเรียนกฎหมายของ มสธ. ไว้ด้วยอีกปริญญาหนึ่ง จนกระทั่งจบการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ได้ทำงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวน ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งความ สืบสวนสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งผลปรากฎว่า เต็มๆ เลยครับ แทบจะเป็นกฎหมายล้วนๆ และอาศัยศิลปะในการพูดจาในการแก้ไขสถานการณ์ไปวันๆ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในระดับงานสอบสวนของตำรวจส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดวิเคราะห์ หรือมานั่งประชุมว่าคดีนี้จำเป็นจะต้องใช้ข้อหาหรือฐานความผิดอะไร เพียงแต่ปรับเหตุที่เกิดขึ้นให้เข้ากับข้อกฎหมายที่อยู่แล้วเพียงเท่านั้น ที่สำคัญคือมีรุ่นพี่ๆ ได้ตั้งรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มการสอบสวนหรือข้อกฎหมายในสำนวนคดีเอาไว้แทบจะหมดแล้ว ตามความเป็นจริงแล้วจึงแทบจะไม่ได้ใช้สมองในการคิดวิเคราะห์อย่างที่ผมเคยคิดเอาไว้ 

ด้วยสาเหตุส่วนตัวเหล่านี้ กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรตาม "ความฝัน" ของตัวเองแล้ว เลยตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยคณะที่ไปเรียนต่อก็คือ อาชญาวิทยา นั่นเองครับ เพื่อนผมพูดเอาไว้คำนึงว่า "มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิต" ผมไม่อาจเถียงได้เต็มปากเลยครับ เพราะในบางครั้งผมเองก็รู้สึกว่ามันดีจริงๆ เพราะอะไรงั้นหรือครับ คำตอบอาจเป็นสิ่งที่หลายท่านได้ยินมาแล้วคือ "ความเป็นอิสระ" ไม่ว่าจะในเรื่องการใช้ชีวิต การศึกษา ความคิดความอ่าน เกือบทั้งหมดล้วนเป็นอิสระ และขึ้นอยู่กับตัวเองครับ การเรียนปริญญาโทที่อังกฤษทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้ว ผมชอบวิชานี้มากๆ หลายคนเข้าใจว่าอาชญาวิทยาคงจะเกี่ยวกับอาชญากรรม โจร ตำรวจ ราชทัณฑ์ เท่านั้น ซึ่งคุณอาจพูดถูกในส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยๆ เท่านั้นในความคิดผม การศึกษาในวิชาอาชญาวิทยานั้นกว้างมากๆ ครับ กว้างจนแทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยทีเดียว และมักจะโยงไปยังแขนงการศึกษาอื่นๆ อยู่โดยตลอด เช่น เทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ สังคม การแพทย์..... ฟังดูอาจจะไม่เข้าใจครับ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องนึง เช่น การเขียนบทความเรื่องโทษประหารชีวิต เราไม่สามารถให้คำตอบได้ง่ายๆ เพียงว่า "เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย" เท่านั้น แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาในเรื่องของสาเหตุว่าทำไมถึงมีการใช้โทษประหารชีวิต มีประโยชน์อะไร สามารถควบคุมอาชญากรรมได้จริงหรือไม่ ทำไมบางประเทศใช้บางประเทศไม่ใช้ (โดยเฉพาะทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศก็ยังคังมีการใช้โทษนี้อยู่) จนกระทั่งพอเราจะได้คำตอบแล้วก็ต้องมีการนำเสนออีกว่า trend หรือรูปแบบใหม่ๆ ในการลงโทษในปัจจุบันคืออะไร ส่งผลดีต่อสังคมอย่างไร ขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นต้น เพียงประเด็นคำถามเพียงประเด็นเดียวบังคับให้คุณต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้เกือบทั้งหมด อ่านหนังสือไม่รู้กี่เล่มเพื่อตอบคำถามเพียงคำถามเดียว โดยมีการกำหนดคำ (words) สำหรับการเขียนบทความ เช่น 3,000 คำ (ประมาณ 9-10 หน้า) แต่จำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ (แน่นอนว่าต้องมีมากกว่านี้) ให้หมดและครอบคลุมโดยผ่านการวิเคราะห์เป็นอย่างดี เป็นไงครับฟังดูแค่นี้ก็น่าตื่นเต้นแล้วใช่มั้ย (หรือว่าน่าเบื่อ 555) 

พอผมจบการศึกษามาก็รีบต่อยอดการศึกษาโดยการเรียนต่อปริญญาเอกในวิชานี้ทันทีเลยครับ เพราะความรู้สึกไม่อยากให้มันขาดตอนไป วิชานี้ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดแน่ๆ ครับ และผมพยากรณ์ได้เลยว่าในอนาคต "อาชญาวิทยา" จะกลายเป็นหนึ่งในหลักสูตรการศึกษาที่สำคัญในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย ครับ

สำหรับ ในบันทึกส่วนตัวนี้ขอพอเท่านี้ก่อนนะครับ แต่คงมาอีกเรื่อยๆ 555 และโปรดติดตามงานเขียนของผม (เชิงวิชาการ) ในสมุด criminology ในเร็วๆ นี้ด้วยครับ