ปลายปีที่แล้วไปเยี่ยมเมืองกล้วยไข่ น้องสิงห์ป่าสักขับรถพาไปชมหมู่บ้าน เห็นอาชีพของชาวบ้านในแบบต่างๆ บ้างทำไร่อ้อย บ้างทำไร่มันสำปะหลัง สวนกล้วยไข่หดหาย งานไร่ใหม่ที่เกิดกลายเป็นทำนาหญ้า แปลกดี
กลับมาทำงาน ได้ไปหมู่บ้านนอกเมืองมาบ้าง เห็นชีวิตที่แตกต่างไประหว่างชาวบ้านภาคกลางกับภาคใต้
ที่นี่คนทำเกษตรในรูปสวน สวนส่วนใหญ่ก็ไม่พ้น ยาง ปาล์ม ผลไม้นะหรือหดหายไปเกือบหมดแล้ว เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ไปหมู่บ้านไหน จะเห็นสวนเงาะ สวนทุรียนป่า ร่นเข้ามาอีก 10 ปี ก็ได้เห็นสวนลองกองบ้าง
วันนี้สวนเหล่านี้หดหาย บ้างกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร บ้างกลายเป็นโรงแรม บ้างกลายเป็นโรงงาน บ้างกลายเป็นหน่วยราชการ รวมๆแล้วสวนหดหายกลายเป็นที่อยู่อาศัยไปแทน มีอยู่น้อยที่กลายเป็นสวนปาล์ม สวนยาง 2 อย่างหลัง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยบุกเบิกที่ใหม่กัน
สวนอีกแบบที่แปรเปลี่ยน ก็เห็นจะเป็นสวนป่าชายเลน 20 ปีแรก นากุ้งเข้ามาแทนที่ 10 ปีหลังบ้างกลายเป็นโรงแรม
ที่ไปเห็นเจ้าต้นขลู่ ก็เป็นแถวนากุ้งร้างในหมู่บ้านแถวป่าชายเลน ที่เดียวกันนั้นได้เห็นเจ้าต้นนี่ ก็นึกขึ้นได้ว่ามีสรรพคุณทางยาที่หมอแผนโบราณบ้านเรา เก็บเกี่ยวภูมิปัญญาไว้ ภูมิปัญญานี้นับวันจะหายไป ด้วยไร้ที่ดินสำหรับเก็บรักษาวัตถุดิบไว้ใช้งาน
เจ้านี่ชื่อว่า "หญ้าแห้วหมู" เป็นพืชที่มีต้นอยู่ใต้ดินลึกลงไป 2-3 ซม. มันขึ้นเองตามธรรมชาติ ในตัวของมันมีน้ำมันหอมระเหยและสารเคมีหลายตัว เช่น คารีโอฟิลลีน ไซเปอโรโลน โรทันโดน
น้ำมันหอมระเหยของมันมีฤทธิ์ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ทำให้สามารถลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดได้
มันมีสาร Selinnadieneซึ่งสามารถระงับการเพิ่มจำนวนของโปรโตซัวในลำไส้ปลวกได้ และสามารถใช้มันไล่ด้วงงวงได้
รากใช้ขับปัสสาวะ ลดไข้ บำรุงธาตุ หัว ใช้ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ บำรุงทารกในครรภ์
ที่น่าสนใจสำหรับคนยุคนี้ก็คือ มันเป็นกระสายยาตัวหนึ่งในยาแผนไทยที่ใช้ลดความอ้วน ลดความดัน ลดน้ำตาลในเลือด
ผมพึ่งไปชุมพรมาครับ สวนผลไม้ยังมีอยู่เยอะมาก รวมทั้งสวนปาล์มที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่คนชุมพรดูเหมือนจะไม่ค่อยปลูกยางพาราเยอะเหมือนแถวภาคใต้ตอนล่างครับ
แต่ก่อนเขตอำเภอเมืองกระบี่ เป็นแหล่งเงาะโรงเรียน เดี๋ยวนี้หดหายไปเยอะแล้ว ยังพอมีให้เห็นบ้างในแถบหมู่บ้านอิสลาม แต่ไม่เป็นสวนแล้ว มีแค่ต้นสองต้น เสียดายความหลากหลายที่หดหายไปค่ะ
พี่ไปเจอสูตรสมุนไพรกำจัดปลวกที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้าต้นนี่ ลิงค์มาฝากกัน
http://pr.ku.ac.th/pr_news/research/html/2548/233-2548.htm
ขอบคุณมากครับพี่หมอเจ๊ ผมจะลองติดต่อหาซื้อดูครับ
พูดถึงเงาะเมื่อก่อนมีหลายพันธุ์ให้เลือก ปัจจุบันเหลือแค่ "เงาะ" (ไม่มีพันธุ์ต่อท้ายแล้ว) น่าเสียดายจริงๆ ครับ
แห้วหมูและต้นขูล่นั้นเป็นยาสมุนไพร
ที่หลายคนมองไม่เห็นแล้วค่ะ
แต่จำได้ว่าคุณย่านำยอดขลู่มากินกับแกงน้ำเคยค่ะ
และที่ทำงานนำมากินแทนใบชากันด้วยค่ะ
อ. ธวัชชัยและพี่หมอค่ะ บ้านสวนที่ชุมพร พ่อกะแม่เริ่มจาก สวนเงาะ สมัยเด็กๆก็จำได้ว่าตอนเริ่มปลูก มีหลายพันธุ์เลยค่ะ เช่น เงาะเจ๊ะมง เงาะสลังงอ แล้วก็สุดท้ายจำนวนมากก็..เงาะนาสาร (หรือเรียกว่าเงาะ โรงเรียน) ..สุดท้ายก็เหลือเพียง เงาะนาสาร อย่างที่มีขายทั่วไป
ปัจจุบันมีจำนวนสวนมากขึ้น สวนทุเรียน มังคุด และปาล์ม ยังไม่มียางพาราค่ะ (ตามเวลาของพ่อกะแม่ที่เลือกจะยุติชีวิตราชการก่อนถึงเวลา) ความสุขที่เห็นได้ชัดคือ การได้ทำงานในสวน ได้ชมไม้ผล ไม้ดอกที่ปลูกไว้ เห็นกิ่งก้านใบสวยงาม จึงเป็นสวนที่ไม่ได้ผลมากนักในเชิงธุรกิจ แต่ทำให้ต่อชีวิตของผู้สูงอายุ ที่ล่วงเข้าสูวัยชรามากขึ้น ได้คิดทำอะไรๆ เราก็ห่วงว่าอายุมากแล้ว แต่ท่านบอกว่า การทำงานในสวนก็ช่วยให้ไม่เป็นอัลไซม์เมอร์ ..ดูจะจริงทีเดียว..หากไม่ทำมากเกินไป..ก็มีคนงานช่วยค่ะ
เมื่อมาทำงานในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เห็นผลเงาะหลายสายพันธุ์ในพื้นที่ ที่เราเข้าไปทำงานในหมุ่บ้าน เมื่อพบเห็น ก็จะยังจำได้ว่ามีอยู่ทั้ง พันธุ์สลังงอ (เนื้อล่อน-ลูกใหญ่ กินแต่ละรู้สึกว่า ต้องแทะแบ่งครึ่งก่อน) พันธุ์เจ๊ะมง ก็จะล่อน อมเปรี้ยมอมหวาน (อร่อย) ส่วนเงาะนาสาร (ครองตลาดในปัจจุบัน ก็จะหวาน กรอบ อร่อย) ยิ่งเงาะพื้นถิ่น เช่นลูกพรวน มีหลากสีสัน ก็ยิ่งจะเห็นได้เลยว่า ความหลากหลายทางสายพันธุ์ยังคงมีอยู่หาก.... ถ้าเรายังให้พื้นที่กับพันธุ์ที่ไม่สวย เนื้อไม่ล่อน ในนิยามของคนเรา...หากแต่นก และสัตว์ป่าชนิดอื่นอาจจะชอบก็ได้ ....การเป็นไม้ผล... จึงไม่ได้ยังประโยชน์เฉพาะมนุษย์เท่านั้นนะค่ะ
ปัจจุบันด้วยปัญหาแรงงาน เพราะต้นเงาะที่อายุมาก จะมีทรงสูงขึ้น การเก็บเกี่ยวก็จะใช้เวลา ที่บ้านจึงยังคงเก็บต้นเงาะที่มีอยู่เพียงสายพันธุ์เดียวไว้ ด้วยเหตุผลของการสงสาร ให้โอกาส เพราะเป็นพืชที่เรากิน เล่น ปีนต้น ตั้งแต่เด็กๆ เรียกว่าผูกพันกันมา...จึงมีเงาะหวานอร่อยไว้ทาน แจกจ่าย ขายทุกปี เมื่อมีผลผลิตค่ะ...อ.ธวัชชัยและพี่หมอ ถ้าผ่านไปทางนั้น อ.หลังสวน..ก็แวะได้นะค่ะ ถ้าอยู่ในฤดู..:-))
ยังมีลูกพรวน อีกชนิดหนึ่ง บางแห่งเรียกเงาะบ้าน ลูกเล็กกลมๆ สุกแดงเต็มต้น เม็ดโตเนื้อ น้อย ติดเจี๋ยะ สุกจัดหวานอมเปรี้ยว ที่บ้านเหลืออยู่ หนึ่งต้น ภรรยาบอกให้โค่นผมยังดื้อชอบดูเวลามันสุก
อ้าว อ.วรรณชไม เป็นคนหลังสวนนี่เอง พื้นเพคุณแม่ผมก็เป็นคนหลังสวนครับ ผมพึ่งกลับไปชุมพรแล้วแวะหลังสวนเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เองครับ
อ.หลังสวนคือสุดยอดของพื้นที่สวนผลไม้เลยครับ
อ. ธวัชชัยค่ะ ทางฝ่ายพี่..คุณพ่อ-คน อ.เมืองชุมพร ทุ่งนาแถวๆภราดรอินน์ก็เป็นของย่า เดี่ยวนี้เปลี่่ยนไปจนจำไม่ได้ ส่วนคุณแม่-คนอ.สวี แต่พี่-เกิดและโตที่หลังสวน เป็นวัยรุ่นก็เข้ากทม.มาเรียนหนังสีือแล้วก็ถือว่าออกจากนั้นนับตั่งแต่นั้น จากนั้นชีวิตก็วนเวียนบ้านที่หลังสวน-ที่ทำงาน ถึงแม้ห่างบ้าน..แต่ก็กลับไปบ่อยค่ะ เมื่อไหร่ก็คิดถึง ก็บึ่งรถกลับไปเลย..จริงๆสวนที่พ่อกะแม่สร้างไว้ อยู่ที่แถวๆตรงข้าม "สวนนายดำ" อ. ทุ่งตะโก ที่ใครๆมักรู้จัก แถบๆนั้นก็สวนผลไม้ใหญ่ๆทั้งงั้น ดินค่อนข้างดีค่ะ..
คุณแม่ของอาจารย์มีพื้นเพเป็นคนหลังสวน ไม่แน่..ผู้ใหญ่ของเราอาจจะรู้จักกันก็ได้นะค่ะ...เผื่อวันไหนมีโอกาสเจอกันจะได้ถามไถ่รายละเอียด เวลากลับบ้านไปเยี่ยมแม่-พ่อ จะได้แวะไปเยี่ยมบรรพบุรุษของอาจารย์บ้างค่ะ..:-)).
อ้าว (อีกที) พื้นเพคุณพ่อผมก็เป็นคนแถวๆ ศูนย์ราชการใหม่ครับ บ้านผมก็อยู่ตรงนั้นครับ (สาเหตุที่ต้องไปพักรีสอร์ทเพราะบ้านจริงๆ ให้เขาเช่าไปแล้ว และที่พักภราดรอินน์เพราะอยู่ใกล้บ้านเล็กริมคลองของพ่อที่สุดครับ)
ผมว่าอาจารย์กับผมเป็นญาติกันทางใดทางหนึ่งแน่นอนครับ เพราะคนดั้งเดิมแถวนั้นนับญาติกันได้หมดเลยครับ ดีใจที่ได้ญาติเพิ่มครับ :-)
ดีจังค่ะ..พี่กะอาจารย์อาจะป็นญาติ หรือเสมือนญาติ พบกันบนถนนสาย GtK นะค่ะ.:-))