ชีวิตที่ยืนยาว และ มีความสุข ไม่ได้ใช้ปัจจัยจากธรรมชาติมากมายแต่อย่างใด และ ไม่ได้เบียดเบียนชีวืตอื่นมากมายอีกด้วย

ระหว่างวันที่ 7-16 พ.ค. 2555 กลับไปทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อทำศพให้คุณยาย อายุ 103 ปี ....  (งานต่อจากชุด  4  ศพของกำนัน สารวัตรกำนัน และ ผู้ช่วยกำนัน จากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบที่เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์)

     ....... อายุ 103 ปี ถือว่ามาก แต่ตามความน่าจะเป็นยายน่าอยู่ได้อีกไม่น้อยกว่า 10 ปี ถ้าไม่ไปหกล้มกระดูกเชิงกรานแตก เมื่อปี 2550  ทำให้เดินไม่ได้ คุณภาพชีวิตเลยลดลงมาก ต้องนั่งๆ นอนๆ เท่านั้น จึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็ว

     ....... ทำไมจึงคิดอย่างนี้ เพราะคุณยายเป็นคนมีลักษณะพิเศษมากๆ ของร่างกายมนุษย์ ด้วยตั้งแต่เกิดมาไม่เคยป่วย - เป็นไข้อย่างไรไม่รู้จัก  ทั้งชีวิตไปโรงพยาบาล 3 ครั้ง คือ งูกะปะกัด 1 ครั้ง  มะพร้าวหล่นใส่หลัง 1 ครั้ง และเปลี่ยนเลนส์ตาอีก 1 ครั้ง  ก่อนหกล้มยายยังไปสวนทุกวัน  ไปช่วยงานที่วัดทั้งงานบุญ งานศพ สวดมนต์ไม่เคยขาด  การหกล้มก็เกิดขึ้นในงานที่วัดนั่นแหละ

 

ทำไมคุณยายอายุเกิน 100 ปี  ????

     **  ขนาด-รูปร่าง  เป็นคนตัวเล็กผอมบาง  เพรียว  ส่วนสูงประมาณ 150-155 ซม.  น้ำหนักไม่เคยเกิน 45 กิโลกรัม

     **  ปฏิกิริยาทางกาย   เป็นคนคล่องแคล่ว  เดินไว  เดินอย่างเดียวไปไหนมาไหนเดิน  เดิน  เดิน  ด้วยคุณยายขี่จักรยานไม่เป็น  คงนึกภาพออกว่าคนรุ่นนั้น  อาศัยอยู่ชนบท  จักรยานเป็นของแพงมากมาก  ไฮเทคสุดสุด  เป็นยุคของจักรยานนำเข้าจากอังกฤษ  ยี่ห้อดัง คือ Robinhood,   Raleigh  และ Humber   ยี่ห้อท้ายสุดนี่ถือว่าไฮโซเพราะตะเกียบหน้าเป็นตะเกียบคู่  ใครมีก็เท่ห์ระเบิดเลย  จักรยานพอมีบ้างก็เป็นผู้ชายใช้เสียมากกว่า  ผู้หญิงถ้าจำไม่ผิดคนขี่เป็นมีคนเดียว คือ ยายนิ่ม  (ตอนนี้ 92 แล้ว  แข็งแรง  ฟันเต็มปากอยู่เลย  แต่ท่านมีปัญหาเรื่องความจำ)  ตลอดชีวิตของคุณยายเดินและท่านเดินเท้าเปล่า   จนกระทั่งธรรมชาติสร้างรองเท้าพิเศษให้ 1 คู่  คือ ฝ่าเท้าหนามาก  เสี้ยนหนามไม่มีตำได้   สบายยายไป    คุณยายทำอะไรไว  ไวมากจนไม่สามารถทำงานละเอียดอ่อนได้  งานฝีมือไม่เคยทำ  แต่งานหนักๆ สบายมาก  ทำสวน ปลูกผักเป็นเรื่องปกติของคุณยาย  

       .... ตอน 70  กว่าๆ คุณยายยังไปขอสงเคราะห์การยางเพื่อปลูกสวนยางพาราใหม่ของท่านบนพื้นที่  3 ไร่   เจ้าหน้าที่พวกนั้นก็อนุมัติให้นะ  ก็ยังขำๆ กันอยู่ว่าอนุมัติให้คน  70  กว่าๆ ทำสวนยางพารานี่นะ  แต่ก็เป็นว่าเขาคิดถูกท่านปลูกได้สำเร็จ  จนให้ผลผลิตมาอีกยาวนาน

       .... ตอน 80 กว่าๆ คุณยายยังปลูกมะพร้าวใหม่แทนต้นที่เสื่อมโทรมบนพื้นที่สวนเก่า  18 ไร่ของท่าน   คุณยายยังเดินแบกไม้ไผ่ตัวปลิวอยู่เลย  เดินไวขนาดอายุ 80 กว่าๆ  เดินไปสวนพร้อมหลาน-เหลนที่เป็นคนรุ่นใหม่ยามปิดภาคเรียนกลับไปเยี่ยมท่าน  หลานๆเหลนๆ เดินไม่ทันท่าน  เดินให้ทันก็หอบยังกะหมาล่าแลน  อย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ อาจเป็นเพราะหลาน-เหลนเป็นสาวกเซเวน-เคเอฟ อาหารเหล่านั้นทำให้ร่างกายออกไปทางท้วมๆ ซะมากคน

       ....  ตอน 90 กว่าๆ คุณยายยังไปดูแลสวนของท่านเป็นปกติ  1-2 วันต่อครั้ง

       ....  คุณยายเป็นชาวสวน  คุณยายไม่ทำนา  มีนาอยู่  10 กว่าแปลง แต่แปลงเล็กๆ นะครับ  นาที่นั่นแปลงเล็กมากๆ ไม่เหมือนนาภาคกลาง  ถ้าคนเหล่านี้มาเห็นนาภาคกลางคงตกใจมากๆ   นาเล็กมากขนาด  30 ตารางวาก็ยังมี  นาถูกแบ่งซอยออกเป็นแปลงเล็กๆ เพราะพื้นที่ราบจำกัด   ถูกแบ่งซอยออกมาตั้งแต่รุ่นต้นๆ ดั้งเดิมที่ทุกคนยังใช้ชีวิตอยู่แต่ชนบท  แต่งงานกันในชุมชน  ไม่เคยออกไปนอกพื้นที่อยู่อาศัยของตนเอง  พอมีลูกก็ป้องนาแบ่งกันไป 2 บ้าง 3 บ้าง  ซอยลงไปเรื่อยๆ  แปลงเลยเล็กลงๆ  จนมากระทั่งสังคมเปิด  คนรุ่นใหม่เริ่มออกไปแต่งงานกับคนชุมชนอื่น  และ มายังยุคปัจจุบันลูกหลานส่วนใหญ่มีการศึกษามากขึ้น  ออกไปมีงานนอกพื้นที่และไม่ใช่งานเกษตรกรรม  การแบ่งนาเลยยุติลง  ดังนั้นนาของยาย 10 กว่าแปลงก็ประมาณ 4-5 ไร่  คุณยายให้คนอื่นทำ   แล้วแบ่งผลผลิตคนละครึ่ง   เรื่องวิถีชีวิตของคนที่นี่จะบันทึกให้ทราบกันคราวหน้า    

     **  อาหารการกิน   เรื่องอาหารนี่น่าสนใจมาก  เพราะมากกว่า  90  เปอร์เซ็นต์เป็นอาหารที่หาเก็บได้ในท้องถิ่น และเป็นพืชพื้นบ้าน 

     .....  อาหารหลัก คือ ข้าวสวย ปลา ผัก น้ำบูดู  หรือแกงน้ำใสใส 

     .....  ข้าวสวยนี่เป็นข้าวเจ้าที่ปลูกกันเอง และได้มาจากที่นาที่ให้คนอื่นช่วยทำ  นำมาใส่ยุ้ง  เมื่อจะใช้ก็นำมาเหยียบ (นวดข้าว)  แล้วไปสีที่โรงสีของหมู่บ้าน ไม่ได้ซื้อข้าวกินกัน  ข้าวหอมมะลิอะไรก็ไม่มี  ก็เป็นพันธุ์พื้นบ้านนั่นแหละ   เรื่องข้าวนี่ที่นี่จะเก็บข้าวเป็นกำใส่ยุ้ง  ไม่ได้เกี่ยวข้าวกันนะ  คือ เมื่อข้าวสุกเต็มที่  ชาวบ้านจะใช้เครื่องมือเก็บเฉพาะรวงข้าวที่เรียกว่า   “แกะ”  ยืนเก็บกันทีละรวงไม่ได้ใช้เคียวเกี่ยวที่โคนต้น  เมื่อได้ข้าวเต็มกำมือถือไม่ไหวแล้วก็นำมาวางที่หัวคันนาแล้วมัดที่โคนรวงก็จะได้ข้าว  1  กำ   ข้าวเหล่านี้เมื่อเก็บเสร็จแล้วก็จะนำไปเก็บไว้ในยุ้งข้าวโดยวางแต่ละกำทับซ้อนกันไป  ตรงนี้ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สำคัญประการหนึ่ง    คือ การนำข้าวเป็นกำกำวางซ้อนกันจะเกิดช่องว่างระหว่างกำ  เพราะมีรวงข้าวที่มัดไว้โคนกำ  ทำให้ข้าวไม่แน่น  ดังนั้นจึงไม่ชื้นอับเสียหายได้ง่ายเพราะอากาศที่มีฝนมาก   สามารถเก็บข้าวไว้ได้หลายสิบปีทีเดียว 

     ..... ปลา คือ อาหารหลัก  รับประทานเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยมาก  ถ้าตัวโตโต เช่น วัว ควาย  แพะ แกะ ยกเว้นไปเลย   หมูนานๆ ครั้ง เมื่อมีงานที่วัด  ที่บ้านไม่ทำรับประทาน     เนื้อสัตว์ที่เป็นหลักสำคัญ คือ ปลา  ทั้งปลาน้ำจืด  และ ปลาทะเล  ปลาเหล่านี้ต้องเป็นปลาสด  ไม่แช่น้ำแข็ง  ปลาน้ำจืดก็เป็นปลาที่จับกันได้ตามฤดูกาลในท้องทุ่งนั่นเอง   ส่วนปลาทะเลคุณยายจะเลือกเฉพาะปลาเรือเล็กที่เป็นประมงพื้นบ้าน  ออกเรือเช้ากลับเย็น หรือ ออกเย็นกลับเช้า  คุณยายเก่งมาเรื่องเลือกปลา  จะมองดูตา และฉีกเหงือกดู  ก็จะรู้ว่าปลาสดจากประมงพื้นบ้านหรือไม่  ถ้าไม่ใช่ไม่เอา  ดังนั้นปลาจากห้างซุปเปอร์สโตร์ที่เราหาซื้อกันประจำไม่ได้เงินคุณยายหรอก  ถ้าซื้อไปฝากก็จะบอกว่า “ปลาเน่า...กูไม่เอา เอาไปปิ้งให้แมวไป”

     .....  น้ำบูดูก็ทำกินเอง  โดยการไปหาซื้อปลากะตักที่ท่าเรือที่ตัวอำเภอสายบุรี  ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 12  กิโลเมตร  แล้วนำมาหมักกับเกลือในไหปากแคบ  โดยโรยเกลือรองพื้นที่ก้นไห แล้วใส่ปลาลงไป  หนาประมาณ 2-3 นิ้ว  เกลี่ยให้กระจายทั่ว  แล้วโรยเกลือลงไปอีกที แล้วต่อด้วยปลา  สลับกันอย่างนี้จนเต็มไห  แล้วปิดฝาให้แน่น  นำไปตากแดดกลางแจ้งประมาณ  6-8 เดือน ก็เปิดนำมาใช้ได้แล้ว  กลิ่นหอมกรุ่นมากมาก  น้ำใสใสที่อยู่บนสุดใกล้ปากไห  ก็คือ น้ำปลาเกรดเอหรือหัวน้ำปลานี่เอง   ตอนอายุมากๆ ไปตลาดไม่ได้ก็ฝากลูกหลานในหมู่บ้านไปหาซื้อมาให้   คุณยายจะหมักทิ้งไว้ 2-3 ไหให้พอใช้ต่อปี 

     ..... ผัก  เป็นของประจำทุกมื้อขาดไม่ได้  มีทั้งผักพื้นบ้านที่หาได้ เช่น กระถิน  สะตอ  สะเดา (ยอด-ดอก) ผักกูด  ยอดเลียบ  ยอดจิก  ยอดมะม่วงหิมพานต์  ยอดมะกอก ยอดชะมวง บอน ใบบัวบก ผักแว่น สาหร่ายน้ำจืด  พืชน้ำต่างๆ   เป็นต้น    นอกนี้ก็เป็นผักที่เรารู้จักทั่วไปแต่ไม่ซื้อที่ตลาดต้องเป็นผักปลูกเอง  เช่น ผักกาดขาว  กวางตุ้ง  ผักบุ้งจีน ถั่วฝักยาว  แตงกวา  เป็นต้น  คุณยายเรียกผักพวกนี้ว่า “ผักจีน”   โดยให้เหตุผลว่าชาวจีนที่อพยพเข้ามาเป็นผู้นำมาปลูกขายให้ชาวบ้านในเชิงธุรกิจตั้งแต่ต้นไม่ได้งอกเองตามธรรมชาติ 

     .....  แกง  คุณยายจะแกงน้ำใสใส  ไม่เคยแกงกะทิหรืออาหารอื่นที่ต้องเข้าน้ำกะทิ  แกงทุกครั้งต้องเป็นจำพวกผักต่างๆ กับ ปลา  เช่น แกงบอนกะปลาซิว    มีบางครั้งแกงปลาโดยไม่มีผักก็มี อย่างแกงปลาข้างเหลือง (สะลากุนิง) หรือ ปลาอินทรีย์ (ติ๊งคลี)   แกงเหล่านี้มักจะเป็นแกงส้มใสใสซดน้ำแกงได้คล่องคอ  รสเปรี้ยวมักได้มาจากวัตถุดิบ 2-3 อย่าง คือ ส้มแขก  ส้มมะขาม และ น้ำส้มสายชูหมัก  ต้องเป็นน้ำส้มสายชูที่ได้มาจากการหมักของคนในชุมชนเท่านั้น  ซึ่งทำมาจากการหมักด้วยน้ำตาลโตนดซึ่งมีอยู่ 2-3 เจ้า  ก็ทำกันขายกันเองอยู่ในชุมชน  รสชาติดีกลมกล่อมมากมาก  ชีวิตของคุณยายไม่เคยทำอาหารด้วยการผัดเลย  น้ำมันพืชใช้สำหรับการทอดปลาตากแห้งเท่านั้น  น้ำมันพืชที่ใช้เป็นน้ำมันมะพร้าวได้มาจากการนำมะพร้าวจากสวนของตนเองมาขุดเอาเนื้อมาคั้นเป็นน้ำกะทิแล้วนำเคี่ยวจนงวดแห้งเหลือแต่น้ำมันบริสุทธิ์เก็บใส่ขวดไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ

     .....  ขนมหวาน  รับประทานน้อยมาก  จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเทศกาลต่างๆ เท่านั้น เช่น งานบุญ งานบวช  งานศพ  เป็นต้น  หรือ ไปตลาดนัดนานนานครั้ง   ไม่เหมือนคนยุคนี้กินขนมหวานทั้งวัน  เหมือนกับว่าเรามีเทศกาลทุกวันนั่นเอง  กินกันจนปัญหาน้ำหนักเกินตามมาเป็นเพื่อนสนิทไปแล้ว    น้ำอัดลม  ลูกอมลูกกวาด ไม่ได้เงินคุณยายหรอก

     .....  คุณยายทานอาหารน้อยพอหายหิวเท่านั้นเป็นอันจบในมื้อนั้นๆ แต่แปลก  นะโรคกระเพาะอะไรไม่ถามถึงเลย

 

*** การออกกำลังกาย  คุณยายออกกำลังกายจากการทำงานของท่านเป็นเรื่องปกติทุกวัน  ขุดดิน  ฟันหญ้า  รดน้ำผัก ฯลฯ  ตั้งแต่เช้ายันเย็น และ การไปสวนของท่านก็สำคัญ  เพราะมีหลายแห่ง  แต่ละแห่งห่างกันหลายกิโลเมตร  ท่านเดินไปทุกแห่งที่มี  วันนี้ไปสวนนั้น  พรุ่งนี้ไปอีกสวน วนเวียนตลอดปีไม่มีหยุด

     .....  วงจรชีวิตจะเริ่มตั้งแต่ 05.00  ก็ตื่นแล้ว  ก็เตรียมหุงข้าว  ตักน้ำ  พอมองเห็นทางเดินก็ลงบ้านไปเลาะหาผักมากินมื้อเช้า หรือ เดินไปสวนใกล้บ้านดูผลผลิต  เก็บผลผลิตเล็กๆ น้อย  เช่น มะพร้าวหล่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์หล่น เป็นต้น 7.00 กว่า ก็กลับบ้านทำกับข้าว กินข้าว  9.00 ก็เดินไปสวนที่ไกลหมี่บ้านเล็กน้อย ประมาณ  2 กิโลเมตร (สวนเช่นนี้มี 2 แห่ง) ไปฟันหญ้า  ปราบวัชพืชด้วยจอบเสียม  เที่ยงก็เดินทางกลับมาหาอาหารรับประทาน  บ่ายๆ งีบหลับประมาณ 1-2 ชั่วโมง  15.00-16.00 โดยประมาณ  ก็ไปสวนอีกครั้ง  หรือ ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน 18.00 เตรียมอาหาร  ทานอาหารเสร็จจะไปบ้านเพื่อนบ้านใกล้ๆ หรือไปสวดมนต์ที่วัด  20.00-20.30 โดยประมาณจะเข้านอน  เป็นเช่นนี้เป็นนิจสิน  ยกเว้นวัดพระ หรือ มีงานที่วัด  วงจรชีวิตก็จะเปลี่ยนไปโดยไปสวนใกล้ๆ ครั้งเดียว  ที่เหลือทั้งหมดอยู่ที่วัด  และส่วนใหญ่จะนอนที่วัดเป็นเพื่อนเจ้างาน ก็นอนกัน 4-5 คนที่โรงครัวของวัดนั่นแหละ   ชีวิตก็วนเวียนอยู่อย่างนี้  การทำสวนซึ่งเป็นงานส่วนตัวหรือการช่วยงานที่วัดเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอของท่าน  และ ที่สำคัญ คือ ได้เดินทั้งวัน

 

*** สุขภาพจิต   คุณยายสุขภาพจิตแข็งแรงมาก  เป็นนักสู้  นักเลง  เรื่องที่แล้วไปก็จบกันไป  ไม่มีนำมาคิดอีก  ท่านคิดแต่เรื่องของวันนี้ทำให้ดีที่สุด  มองการณ์ไกล  เช่น เรื่องทรัพย์สมบัติท่านแบ่งให้ลูกหลานหมด  เหลือไว้แปลงเดียวให้กับคนที่ดูแลเลี้ยงดูท่าน   เรื่องอาบน้ำศพท่านบอกให้ลูกหลานที่อยู่ไกลเมื่อกลับไปเยี่ยมท่านจะให้อาบน้ำให้ท่าน  บอกว่า “เองอยู่ไกลกูตายเองมาอาบกูไม่ทันหรอก  อาบให้เรียบร้อยเสียเลย” อย่าสงนี้เป็นต้น  อยู่กับวัด  ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา  เชื่อเรื่องบุญกรรม  ท่านเชื่ออะไรที่มันจะเกิด  เกิดเมื่อไร ก็ขึ้นกับทำอะไรไว้อย่างไรนั่นเอง           

 

     ดูเหมือนวิถีชีวิต การปฏิบัติตนของคุณยายนั่นเองเป็นปัจจัยหลักสำคัญ และ รวมทั้งความพิเศษทางกายภาพเป็นปัจจัยหนุน ทำให้คุณยายมีอายยืนยาวเกิน 100 ปี  และ เชื่อว่าถ้าไม่มีอุบัติให้ต้องล้มหมอนนอนเสื่อเดินไม่ได้  กล้ามเนื้อต่างๆ ได้ถูกใช้งานตามปกติ  ท่านน่ามีอายุได้ยาวกว่านี้

 

....  สิ่งที่เตือนใจจากบันทึกนี้ คือ วิถีชีวิต  การดำเนินชีวิตที่ยืนยาว และ มีความสุข ไม่ได้ใช้ปัจจัยจากธรรมชาติมากมายแต่อย่างใด  และ ไม่ได้เบียดเบียนชีวืตอื่นมากมายอีกด้วย