แผนแม่บทด้านข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของอาเซียน

ขอนำบทความของคุณ ถ่องแท้ จริยาโกวิท ที่เขียนใน www.thaiihdc.org มาเผยแพร่ไว้ในบันทึกนี้

คุณถ่องแท้เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีอนาคตสดใจ เป็นผู้ที่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ เป็นเด็กหนุ่มที่ผมเห็นว่า จะเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศชาติคนหนึ่ง เป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่ ควรให้การสนับสนุนและยกย่อง

 

ASEAN ICT Master Plan 2015 คืออะไร ??? ทำไมต้องรู้ ??? แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย ???

แปลตรงๆตัวเลย ก็คือ “แผนแม่บทด้านข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของอาเซียน” ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็น “แผนที่นำทาง (Roadmap)” ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับด้าน ไอซีที ให้ “สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” ซึ่งมีประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศได้ร่วมแรงร่วมใจผลักดันจนแผนแม่บทนี้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานต่อไปให้สัมฤทธิ์ผลตามที่ได้วางแผนร่วมกันไว้

ทำไมต้องรู้ และทำไมต้องทำตามแผนแม่บทนี้ด้วย ???

ในปัจจุบันนี้ ความเป็นโลกาภิวัตน์ “Globalization” ได้ นำประเทศต่างๆเชื่อมต่อถึงกันบนโลกของข้อมูลและการสื่อสารซึ่งทำให้เกิด ความ”ได้เปรียบ”ในทางธุรกิจสำหรับบุคคลที่”รู้จักปรับตัว”และนำหน้าคนอื่นๆ ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิด”ความเสียเปรียบ หรือความเหลื่อมล้ำ”สำหรับบุคคลที่”ปรับตัวได้ช้า” หรือติดขัดในเรื่องปัญหาและขีดจำกัดทางไอซีที

แต่ใน เวลานี้ เราในฐานะประชาคมอาเซียน จะมองเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบในแต่ละประเทศที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงแบบ นี้อยู่เห็นทีจะไม่สมควรนัก หากลองเปรียบเทียบว่าประเทศตะวันตกที่เจริญทางเทคโนโลยีได้มองประเทศของเรา ว่า ล้าหลัง ปรับตัวช้า เป็นฝ่ายเสียเปรียบบ้าง แล้วเราจะ “อยู่รอดในยุคโลกาภิวัตน์” นี้ได้อย่างไร ซึ่งไม่ได้มีแค่ประเทศเราเพียงประเทศเดียวที่มีชะตากรรมเช่นนี้ แต่เป็นชาติสมาชิกอาเซียนที่อยู่รอบข้างเราทั้งนั้น ไม่ว่าด้านไอซีที หรือด้านเทคโนโลยี หรือด้านอื่นๆ เมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาแล้วทั้งปวง

ถึงเวลาที่ “เรา...ประเทศสมาชิกอาเซียน” ต้องร่วมมือกัน “ฝ่าฟันวิกฤต คิดสร้างโอกาส สู่ตลาดโลกไปพร้อมๆกัน”

ระลึกไว้เสมอว่า เราอยู่เพียงลำพังบนยุคโลกาภิวัตน์ไม่ได้...การร่วมมือร่วมใจกับนานาประเทศเท่านั้นที่จะทำให้เรา “อยู่รอดและปลอดภัย ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้”

แล้วต้องทำอย่างไร ???

เริ่มทำความเข้าใจของ “การเป็นประชาคมอาเซียน” เสียก่อน

ต่อมาเราต้องเห็น “ภาพรวมของโครงการด้าน ไอซีที ของอาเซียน” ว่าประเทศใดเป็นเจ้าภาพอะไรบ้าง...ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร โดยสรุปแล้ว มีทั้งหมด 17 โครงการใหญ่ๆ ในขณะนี้

สิ่งที่จะเกิดขึ้น และการเตรียมตัวของพวกเราก็คือ “หาทุน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทุนมนุษย์”

หน่วยงานต่างๆของแต่ละประเทศต้องมีการทำงานร่วมมือกัน ทั้งๆที่มีพื้นฐานทางภาษาแตกต่างกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย, พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, ตากาล็อกของฟิลิปปินส์, บา ฮาซาของมาเลซียและอินโดนีเซีย ฯลฯ เพราะฉะนั้น “ทักษะทางภาษา” ต้องมาเป็นอันดับแรก ซึ่งภาษาที่ใช้ในระดับนานาชาติ ก็คือ “ภาษาอังกฤษ”

สิ่งต่อ มา ที่มองข้ามไม่ได้คือ “ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม” ในแต่ละท้องถิ่นนั้น เราจำเป็นต้องรู้กันและกัน เพื่อแสดงออกถึง “การเคารพซึ่งกันและกัน” มองหน้ามองตาก็รู้ใจ ว่าเป็นใคร มาจากไหน ควรทำอะไรหรือไม่ทำอะไร เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแต่สำคัญ เมื่อจำเป็นที่เราต้องทำงานร่วมกันฉันบ้านพี่เมืองน้องอาเซียน

เมื่อ พวกเรา ชาวอาเซียนสื่อสารกันรู้เรื่องตรงกัน มีความเข้าใจในความเหมือนและความต่างทางขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติ รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ด้วยประการนี้จึงส่งผลให้การทำงานร่วมกันเป็นผลสำเร็จได้ แต่ทว่า “ความรู้และทักษะเฉพาะทาง” ของบุคลากรจากแต่ละประเทศนั้นมีมาก-น้อยขนาดไหน และที่สำคัญ “จำนวนบุคลากรที่มีศักยภาพด้านไอซีที” ที่จะช่วยผลักดันโครงการต่างๆ ทั้ง 17 โครงการให้สำเร็จนั้น มีเพียงพอหรือไม่

ถ้าไม่เพียงพอ...ต้องทำอย่างไร ??? คำตอบก็คือ ต้อง “ฝึกฝน เพิ่มพูนความรู้” เป็นการด่วนเลย

เพราะ ฉะนั้น ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องให้ความร่วมมือในการ “พัฒนาทุนมนุษย์” เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการสนับสนุนทุนการศึกษา เปิดโอกาสในการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ แก่บุคลากร เพื่อให้มีความรู้และทักษะให้สามารถทำงานร่วมกันกับชาติสมาชิกอาเซียน ให้โครงการที่ได้ตั้งมานั้นมีผลสำเร็จเป็นอย่างดี

จึงขอสรุปรวบยอดอีกครั้ง ว่า ณ ปัจจุบันนี้เราควรทำอย่างไรต่อ

  1. ฝึกภาษา เริ่มต้นจาก “ภาษาอังกฤษ” เป็นอันดับแรก หากมีโอกาส มีความสามารถ ก็ให้ฝึก “ภาษาท้องถิ่นอาเซียน” ที่แต่ละคนถนัดและต้องนำไปใช้ในการทำงานได้จริง ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกซึ้ง แต่สามารถอำนวยความสะดวกในการทำงานต่างๆได้ ก็เพียงพอแล้ว
  2. ศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ของตนเองและประเทศเพื่อนบ้าน ให้คุ้นเคยคุ้นชิน ซึ่งหากทำได้ดีแล้ว ย่อมเป็นผลดีต่อบรรยากาศในการทำงานร่วมกันเป็นแน่แท้ เริ่มต้นจากการทักทาย การพูดจาพาที มารยาททางสังคมเล็กๆน้อยๆ ให้รู้ว่าควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร เพียงสิ่งหรือสองสิ่งก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานจากอาเซียนได้ บ้างแล้ว
  3. ความรู้ และทักษะเฉพาะทาง สิ่งนี้ขาดไม่ได้ แต่ละคนควรรู้จักตัวเองได้แล้วว่าเรา “ขาดความรู้ ประสบการณ์ด้านไหน” ซึ่งต้องหาหนทางแก้ไขให้ได้ โดยอาจจะหาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ จากสมาคม หรือวงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้หลักผู้ใหญ่” ภาครัฐและเอกชน ที่มีบทบาทสำคัญ จำเป็นต้อง “ช่วยชี้นำ” และ ต้องสนับสนุนเงินทุน และโอกาส แก่ผู้น้อยให้ได้เติบโต ให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และแสดงศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ให้จงได้

3 สิ่งนี้ อาจเป็นวิกฤตของใครบางคน เนื่องจากคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ว่า “แล้วจะไปหาจากไหน...จะเริ่มต้นอย่างไร” แต่หากมองอย่างสร้างสรรค์แล้ว 3 สิ่ง นี้ อาจกลายเป็น “โอกาสทอง” แก่ผู้ที่มีความพร้อม ความตั้งใจ ที่จะพัฒนาตนเองและบุคลากรมีโอกาสเข้าถึงความรู้และปัญญาเพื่อให้มีความ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้

จะเริ่มต้นอย่างไร แล้วจะหาใครช่วยเหลือได้บ้าง ???

นึกอะไรไม่ออก...บอกกระทรวงไอซีที แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่นๆเช่น NECTEC, SIPA, ฯลฯ และหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านไอซีทีคอยให้โอกาสและช่องทางแก่เราอยู่บ้าง

แต่ถ้าอยากรู้ อยากอบรม บ่มเพาะความรู้ความสามารถ เพื่อจะได้มีฝีไม้ลายมือไปทำงานในระดับอาเซียนได้บ้าง...เชิญ เขียนลงในความเห็นข้างล่างได้ครับ และเราจะหาคำตอบที่เหมาะสมกับการแสวงหาความรู้และปัญญา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ด้านไอซีทีให้ก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี ค.ศ.2015 ที่จะถึงนี้