บทความในนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ ๑๐ มี.ค. ๕๕ เรื่อง The Use of Religion : Comfort, joy and disagreementกระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้

 

          ผู้คนมักจะคิดว่าผมเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับธรรมะ   เพราะเป็นหลานท่านพุทธทาส    ซึ่งเป็นความคิดที่แปลกมาก   แต่เพราะความเป็นหลานท่านพุทธทาสนี่แหละ ว่าที่พ่อตาของผมจึงออกปาก ยกลูกสาวให้ โดยเชื่อว่าหลานท่านพุทธทาสน่าจะเป็นคนดี

 

          ตอนเด็กๆ ผมแปลกใจมากที่บิดาเป็นคนไม่เคร่งศาสนา ไม่ไปวัด ไม่ถือศีล ทั้งๆ ที่ครอบครัวผมถือเป็น ครอบครัวที่ผู้คนนับถือว่าเป็นคนดี   แต่ท่านก็จัดให้คนในบ้านใส่บาตรทุกวัน และบางวันแม่ก็ทำกับข้าวใส่ปิ่นโต ให้คนนำไปถวายวัด

 

          แต่ตอนนี้ผมแก่แล้ว พิจารณาตนเองเห็นว่าคล้ายพ่อเข้าไปทุกวัน   คือไม่ถือศาสนาในฐานะพิธีกรรม ไม่สนใจพิธีกรรมทางศาสนา (แต่ก็ไม่ปฏิเสธ)   ผมเป็นคนไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า ไม่เชื่อว่าตายแล้วมีการเกิดใหม่   แต่เชื่อในความดี เชื่อในการทำความดี ว่ามีผลดีในโลกนี้   และถ้าจะตีความว่ามีผลดีในโลกหน้า ก็หมายถึงดีต่อคนในรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งก็คือญาติพี่น้องของเราทั้งนั้น   ผมเชื่อว่าคนเราเมื่อสืบสาวไปไกลมากๆ จะมาจากสายพันธุ์ เดียวกัน  และแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน ก็มีความสัมพันธ์คล้าย “ญาติ” ของคน   คือผมเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล

 

          ผมเชื่อในศาสนาในฐานะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ศรัทธาในความดี และการทำดีเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อส่วนรวมในฐานะที่เป็นพื้นฐานของความหมาย หรือมีคุณค่าในชีวิต   เป็นเส้นทางสู่ความสุขทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ

 

          ผมไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่นับถือศาสนาในลักษณะของการร้องขอหรืออ้อนวอนให้ช่วยบันดาล ความสำเร็จหรือโชคลาภ   ผมไม่เชื่อในโชคลาภ แต่เชื่อในผลของความอดทนมานะพยายามขยันหมั่นเพียร ของตัวเราเอง  

 

          ผมแปลกใจมากที่สังเกตเห็นว่าตามวัดต่างๆ ยิ่งนับวันยิ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้ขอพร หรือบนบานศาลกล่าว มากขึ้น   ไปวัดพุทธ แห่งเดียวก็ได้กราบไหว้หลายศาสนาหลายนิกาย

          เมื่อผมบริจาคเงินทำบุญในโอกาสต่างๆ รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน   ผมจะอธิษฐานแผ่ส่วนบุญให้แก่บรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ และเพื่อนร่วมโลก แม้แต่คนที่จงเกลียดจงชังผม ผมก็แผ่เมตตา และส่วนบุญให้ผมไม่เคยอธิษฐานเพื่อขอสิ่งตอบแทนแก่ตัวเอง   ผมคิดว่านี่คือการปฏิบัติธรรม   ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือไม่

          ดังนั้น การปฏิบัติธรรมของผม จึงปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวันนี่เอง    โดยอาจจะเรียกว่าการฝึกฝน ตนเองก็ได้   เป็นการฝึกฝนเพื่อลดละความเห็นแก่ตัว ลดอัตตา ลดความโลภ โกรธ หลง    พยายามลดส่วนที่ เข้าใจยาก และละเอียดอ่อน   ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

 

          ในบทความที่อ้างถึงข้างต้น เขาเขียนถึงหนังสือ ๒ เล่ม เล่มหนึ่งชื่อ Religion for Atheists : A Non – Believer’s Guide to the Uses of Religionผมอ่านบทตัวอย่างที่เขาให้อ่านฟรีในหนังสือ   พบตอนที่ว่าด้วย ศาสดาทั้งหลายได้รับโองการจากพระเจ้า หรืออ้างตนเป็นผู้สื่อสารกับพระเจ้า    ผมบอกตัวเองว่าผมทั้งเชื่อ และไม่เชื่อข้ออ้างนี้   ที่ไม่เชื่อคือ ไม่เชื่อว่ามีการสนทนากันแบบคนคุยกัน   แต่เชื่อว่าศาสดาคงจะได้รับ แรงบันดาลใจประหลาด ในระดับที่รุนแรงมาก สำหรับเอามาดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้คนจำนวนมาก หรือประโยชน์ของมนุษยชาติ    ผมตีความว่าสภาพนั้นก็คือ enlightenment หรือตรัสรู้นั่นเอง

 

          ผมตีความว่า ในชีวิต ๗๐ ปีของผม ก็ได้ผ่าน super-micro enlightenment ตั้งหลายครั้ง    คล้ายๆ มีเทวดาดลใจให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามที่เขาทำๆ กัน   อดทนบากบั่นทำไประยะหนึ่ง ก็เกิดผลดี ชนิดก้าวกระโดด ที่คนมีสติปัญญาขนาดผมทำไม่ได้    แต่สภาพดังกล่าวมันเพียง ๑ ในพันล้านส่วน ของที่ศาสดาทั้งหลายได้ทำให้แก่โลก   ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์

 

          ข้อดีของศาสนาที่มีพระเจ้า คือ ช่วยทำให้เราไม่อัตตาจัด ไม่คิดว่าตนยิ่งใหญ่   ยกความยิ่งใหญ่ให้ พระเจ้าไปเสีย ตัวเราก็อ่อนน้อมถ่อมตน ตัวเบาสบาย    และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติสุข    ผมมองว่าศาสนาคือเครื่องมือทางสังคม ช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้โดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกัน    แต่เราก็จะเห็นว่า เมื่อไม่มีความอดทนอดกลั้นระหว่างต่างศาสนา    หรือมีกลุ่มคลั่งศาสนา ก็จะมีการรบราฆ่าฟันกันไม่สิ้นสุด

 

          ศาสนาในสายตาของผมจึงมีสองด้าน ทั้งคุณและโทษ   ศาสนาจะมีคุณหรือโทษจึงอยู่ที่ความพอดี

 

 

วิจารณ์ พานิช

๑ เม.ย. ๕๕