สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ในใจของเรานี่เอง กายเป็นเพียงอุปกรณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งมันเป็นผลวิบากมาจากใจ

 


การพัฒนาตัวของเราเอง พระพุทธเจ้าท่านจึงให้พัฒนาที่ใจ เพราะใจสั่งให้พูด สั่งให้คิด สั่งให้ทำ


เราจะพัฒนาจิตใจของเราได้อย่างไร...?


“พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” ให้เราถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ


พระพุทธเจ้าท่านได้ค้นคว้า ได้สร้างบารมี ได้ตรัสรู้ธรรม เราไม่ต้องคิดอะไรมากเพียงแต่เรา มาประพฤติปฏิบัติตาม ให้เอาศีลเป็นหลัก สมาธิของเรามันก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เหมือนเมล็ดผลไม้เมล็ดหนึ่ง มันมีทั้งราก ทั้งใบ ทั้งต้น มันสำเร็จรูปอยู่ในตัว


ต้องเริ่มต้นที่ศีลที่เจตนาในการกระทำของเรา...


อย่างพระอริยเจ้า อย่างพระโสดาบัน ท่านเอาศีลเป็นหลัก เอาศีลเป็นที่ตั้ง เอาศีลเป็นใหญ่ เอาศีลเป็นประธาน “ไม่สนใจเรื่องวัตถุภายนอกยิ่งไปกว่าเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องคุณธรรม...”


พระโสดาบันท่านจะยากจนหรือท่านจะร่ำรวย ท่านก็มีความสุขยิ่งกว่ามหาเศรษฐีที่มีสมบัติมากมาย ผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ในทรัพย์สมบัติ มันจึงคิดตามได้ลำบากว่ามันจะมีความสุขได้อย่างไร...?


คนเรามันมีสุขมีทุกข์ก็เพราะความคิด คนเรานะถ้ามีความอยากมันไม่ได้นะ มีความอยากไม่ได้...!

 


ที่เรามันทุกข์ก็เพราะว่าเรามีความอยาก มีความต้องการ คนที่มีความอยากจิตใจมันร้อนรน จิตใจมันเผาตัวเอง


ช่วงที่เรามีความอยาก ศีลของเราก็หายไป สมาธิก็หายไป ปัญญาเราก็ไม่มีในช่วงนั้น คนเราถ้าทำอะไรตามความอยากเขาเรียกว่าคนไม่มีศีล คนไม่มีสมาธิ คนไม่มีปัญญา


พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป็นผู้เสียสละ ท่านให้เราสร้างบารมี สร้างความดี สร้างคุณธรรม “เราต้องเป็นผู้ให้ เราอย่าเป็นผู้รับ อย่าเป็นผู้เอา...”


คนเราส่วนใหญ่ใจอยู่กับเนื้อกับตัวน้อย สติสัมปชัญญะน้อย ความสงบ ความเยือกเย็นน้อย พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราได้ฝึกใจ ได้ปฏิบัติใจ ให้ใจเราได้อยู่กับอิริยาบถทั้ง ๔ เวลาเดินให้ใจอยู่กับการเดิน เวลานั่งให้ใจอยู่กับการนั่ง เวลานอนให้ใจอยู่กับนอน เวลาพูดให้ใจอยู่กับการพูด เวลาทำการทำงานก็ให้ใจของเราอยู่กับการทำการทำงาน “เอาอิริยาบถทั้ง ๔ มาฝึกสติ เอาการพูดการจา เอาการทำการทำงาน มาฝึกสติฝึกจิตใจของเรา”


อย่างเรานั่งสมาธิ เราเอาใจของเรามาฝึกนะ...


เอาใจของเรามาอยู่กับลมหายใจ เอาใจเข้ามาอยู่กับลมหายใจเข้าหายใจออก ให้รู้ลมเข้า ให้รู้ลมออก ลมเข้ายาวก็รู้ ลมออกยาวก็รู้ ลมละเอียดเราก็รู้ หมดลมหายใจเราก็รู้ “เราอยู่กับตัวผู้รู้” อยู่กับความสงบ ถ้าหมดลมหายใจ ไม่มีลมหายใจ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเอาสติมาไว้ที่ท้อง ที่เหนือสะดือ ท้องยุบเราก็รู้ ท้องพองเราก็รู้ จนจิตใจของเรามันเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคตา ให้กายกับใจมันเป็นอันเดียวกัน การปฏิบัติอย่างนี้ การทำอย่างนี้เขาเรียกว่า “การทำจิตใจให้เป็นสมาธิ”

 


พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีความอยาก ความไม่อยาก ให้ใจของเราอยู่กับการกับงาน ให้ใจของเราอยู่กับการกระทำ...


สำหรับญาติโยมทั่ว ๆ ไป ต้องฝึกพื้นฐานก่อน ฝึกใจอยู่กับอิริยาบถทั้ง ๔ ที่เราทำการทำงาน ให้ใจของเราอยู่กับการทำงาน มีความสุขอยู่กับการทำงาน ชีวิตของเราในชีวิตประจำวัน เราจะได้ดื่มรส ทางธรรม มีความสุขมีความสงบไปเรื่อย ๆ “เราก็จะได้รู้ เราก็จะได้สัมผัสที่ใจของเรา ว่าทำอย่างนี้เองจิตใจมันมีความสุข มีความดับทุกข์”

 

คนเราถ้าใจมันไม่มีปัญหาทุกอย่างมันก็ไม่มีปัญหา…


ที่มันสงสัยโน่นสงสัยนี้ อยากได้โน่นอยากได้นี่ เพราะว่าใจมันไม่สงบ “ความไม่สงบนี้เป็นสิ่งที่ทรมานมาก”


มีเงินมีทอง มีทรัพย์สมบัติ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญอยู่ แต่ใจมันไม่สงบ ชีวิตก็ไม่มีความสงบ ชีวิตก็ไม่มีความอบอุ่น…


พื้นฐานของเรา มันนั่งสมาธิยังไม่ได้...




ให้เราเอาการเอางาน เอากิจวัตรต่าง ๆ มาเจริญสมาธิ มาทำสมาธิ อย่างคนเขาเป็นโรคกระเพาะ หรือเป็นโรคประสาท ก็เพราะว่าเขาขาดความสุข สารในร่างกายของเราที่มันเป็นความสุขมันไม่ผลิตออกมา มันคิดแต่เรื่อง คิดแต่ปัญหา ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่มันจะเกิด มันเลยทำให้สารความสุข มันหายไป ถ้ามันคิดมากเกินไป มันจึงจำเป็นต้องใช้ยาให้เคมีทางแพทย์ช่วยเหมือนกัน

 

 


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาว่า เราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก...


เราเป็นคนที่เสียสละ ให้คิดเสียว่าเราเกิดมาเราก็ไม่ได้เอาอะไรมาด้วย เสื้อผ้าอาภรณ์เราก็ไม่ได้เอามา เวลาเราจากโลกนี้ไปเราก็ไม่ได้เอาอะไรไป ถ้าไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ประพฤติ ปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสได้ฝึกจิตฝึกใจของเรา


ถือว่าเราเป็นคนโชคดีนะที่สิ่งต่าง ๆ มันไม่ได้ตามจิตตามใจของเรา เราจะได้มาฝึกละ ฝึกปล่อย ฝึกวาง


สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราในชีวิตประจำวัน มันเป็นของชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเป็นของแน่นอนยั่งยืน มันเป็นของมายา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป มันเป็นนิมิตหมายอันหนึ่งที่เกิดขึ้น


ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ถือว่านิมิตกำลังเกิดขึ้น นิมิตตั้งอยู่ นิมิตดับไป “เราจะไปทุกข์ไปร้อนกับสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปให้เสียเวลาเปล่าทำไม...?”


เราลองมาคำนวณ อนุโลม ปฏิโลม ตั้งแต่เราตัวเล็ก ๆ ดูสิว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้อีกต่อไป


ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป


พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติสัมปชัญญะ ให้รู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเพียงนิมิตที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าใจ ของเราได้อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับการกับงาน ความคิดความปรุงแต่งมันจะได้ลดน้อยถอยลง จิตใจของเราจะได้กลับมาหาศีล หาสมาธิ หาปัญญาที่ดับทุกข์ได้


พระพุทธเจ้าท่านเมตตาให้เราฝึกอบรมบ่มอินทรีย์ หางานให้ตัวเองทำ อย่าให้ใจมันว่างงาน อย่างน้อยก็เป็นงานหายใจเข้าหายใจออก รู้ลมเข้ารู้ลมออก เพื่อให้จิตใจมีเครื่องอยู่ ถ้าว่างงานเกิน เราก็ไม่มีอะไรฝึกจิตฝึกใจ

 


อย่างเรามาบวช บวชพระบวชเณร พระพุทธเจ้าท่านก็ให้มีข้อวัตรปฏิบัติ ได้แก่ วัตร ๑๔ อย่าง เช่นบิณฑบาตอย่างนี้ ดูแลทำความสะอาดกุฏิ วิหาร ลานเจดีย์ ปัดกวาดเช็ดถูห้องน้ำ ห้องสุขา ทำวัตรสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนา อุปถัมภ์อุปัฏฐากย์ครูบาอาจารย์


มันมีวัตรต่าง ๆ ที่ให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างละเอียด เพื่อเป็นการฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกปัญญา เพื่อเราจะได้ฝึกจิตฝึกใจ ถ้าเราไปเอาใจอย่างเดียวมันไม่ได้ มันข้ามขั้นตอน


เราลองไปมองดูสิที่วัดต่าง ๆ สำนักต่าง ๆ ที่มันกำลังเสื่อม เพราะว่ามันกำลังขาดการงานที่ต้องนำมาประพฤติปฏิบัติ กุลบุตรลูกหลานที่บวชมาก็เลยลอยแพกัน เลยตัวใครตัวมัน เพราะว่าเรา ขาดการงาน ขาดหน้าที่ ขาดการประพฤติ ขาดการปฏิบัติ วัดของเราจึงเสื่อม ศาสนาของเราจึงเสื่อม “เพราะเราทิ้งการทิ้งงานของเรา...”


อย่างเราเป็นญาติเป็นโยม เราก็มีหน้าที่เป็นญาติเป็นโยม ดูแลลูก ดูแลภรรยาสามี เพราะทุกคน ที่อยู่ในครอบครัว ล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ยากลำบากกันทุกคน


ทุกข์ยากลำบากทั้งทางกายที่เกี่ยวกับธาตุกับขันธ์ ทุกข์ทั้งใจในสิ่งที่ไม่ได้ตามปรารถนา...


เราต้องเสียสละให้มาก ๆ เพื่อช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่น... เราต้องทำงาน เราต้องปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป มันแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกเมื่อไหร่มีความทุกข์เมื่อนั้น

 


พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดตรึกตรองเสมอว่าเรามีความขี้เกียจอยู่มากไหม เรามีความเสียสละ พอหรือยัง ความหลงนี้ทำให้เราประมาทนะ ว่าตัวเองเก่งแล้ว ว่าตัวเองเสียสละแล้ว


ครอบครัว ๆ หนึ่งก็เหมือนกับนกรังหนึ่งนี้แหละ ตื่นขึ้นมาก็ออกจากรังไปหาอาหารมาเลี้ยงกัน นกมันไปเที่ยวทำมาหากิน


อย่าลืมรังนะ...! อย่าลืมว่าลูกเรามันยังเล็ก มันยังอ่อนอยู่ มันยังต้องการอาหาร มันยังต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราอย่าไปมัวเพลินอยู่ข้างนอก บางทีนกมันไปเที่ยวข้างนอกแล้วเพลินสิ่งต่าง ๆ ทำให้ลืมรังไป ฝ่ายตัวผู้ก็ไปติดนกตัวเมีย ฝ่ายตัวเมียก็ไปติดนกตัวผู้


“เราเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นผู้มีจิตใจสูง เราต้องประเสริฐกว่านกนะ...”


การใช้เงินใช้สตางค์อย่างนี้ก็ต้องระมัดระวัง ให้เราใช้เฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เพราะสมัยทุกวันนี้ มันมีของที่จะซื้อเยอะแยะเลย มันมีแต่ของน่าซื้อน่าบริโภคทั้งนั้น “เราอย่าลืมว่า ครอบครัวของเรา มันยังมีหลายชีวิตอยู่...!”

 

 


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาบอกว่า อบายมุขต่าง ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น เหล้าเบียร์ การพนัน เจ้าชู้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียคุณธรรมคุณงามความดี “เราอย่าไปทำ อย่าไปบริโภค อย่าไปทดลอง”


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันไม่ดี มันต้องไม่ดีแน่...


เพราะเหตุผลว่า ครอบครัวของเราจะมีความสุขมันอยู่ที่เรา อยู่ที่เราคนเดียวเท่านั้น ให้คิดอย่างนี้ มันจะได้ไม่ลืมบ้าน ลืมหน้าที่ ลืมครอบครัว


คนเรานะที่อยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ก็ว่าดีนะ อยู่กันไปนาน ๆ มันเบื่อ มันก็ว่าไม่ดีแหละ

 


คนเราคนหนึ่ง มันมีทั้งดีทั้งไม่ดี เราก็จับเอามองเอาในส่วนที่ดีของเขา


“ส่วนใหญ่มันดี...” คนเราทุกคนส่วนใหญ่มันดี แต่สิ่งที่ดีมันไม่ชอบเก็บเอานะ ชอบเก็บ แต่สิ่งที่ไม่ดี ถ้าใจของเราเป็นอย่างนี้นะ แสดงว่ามันอยู่แต่ในอดีตมากเกินไป มันอยู่แต่กับของไม่ดี


พระพุทธเจ้าท่านให้กลับมาแก้ที่จิตที่ใจของเรา ถ้าไม่แก้เดี๋ยวจิตใจของเราต้องมีปัญหาแน่...


เมื่อเราเก็บในสิ่งที่ไม่ดี มันเป็นการสั่งสมเอาความโกรธ ความพยาบาท สั่งสมความเกลียดชัง “ใจของเรามันก็เลยกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปโดยที่เราไม่รู้ตัว...”


ยิ่งเราอยู่ด้วยกันนาน ๆ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเพิ่มความรัก ความเมตตาสงสารให้กันมากขึ้นไปอีก เพราะต่างคนก็ต่างแก่ ถ้าเราจะเอาผลประโยชน์จากคนอื่นอย่างเดียวโดยเราไม่ได้เป็นผู้ให้ จิตใจของเรา ก็จะตกต่ำ ทำให้ไม่รักกัน ไม่สงสารกันเมื่อแก่เมื่อเฒ่า


เรามีประสบการณ์มาก เรามีราตรีมากที่เกิดนานอยู่นาน สิ่งไหนมันดีเราก็เก็บเอา อันไหนมันไม่ดี ให้เราพยายามปล่อยวาง เราอย่าไปเก็บมันไว้


เมื่อเรารู้มาก มีราตรีมาก มันเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ น้ำก็ไหลเชี่ยว มันพร้อม ที่จะโค่นลงมา คนแก่คนเฒ่าความแข็งแรงก็น้อยลง โรคภัยทั้งหลายทั้งปวงมันก็ประดังประดาเข้ามา

 


เราทุกคนก็ไม่อยากให้มันเป็น แต่เรามันก็ต้องเป็น...


พระพุทธเจ้าท่านให้เรายอมรับความจริง อย่าให้จิตใจไปต่อต้าน อย่าให้จิตใจไปทุ่มเถียง อย่าให้จิตใจไปตีไปรบทัพจับศึกกับความแก่ อย่าให้จิตใจไปรบไปตีกับความเจ็บไข้ได้ป่วย


ให้เราฝึกปล่อยวางว่าทุกอย่างในโลกนี้มันใช่ของเราจริง ๆ แต่มันเป็นของชั่วคราวจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้เราได้มาใช้สร้างบารมี สร้างความดีเท่านั้นเอง


คนอื่นเขาก็เป็นอย่างนี้ ให้เรามีความสุขในการคิดที่ถูกต้องอย่างนี้ มันจะได้ดีมีประโยชน์ มันจะไม่ได้บั่นทอนให้ร่างกายของเรานั้นตายเร็ว


“ความคิดของเรามันบั่นทอนนะ...” ความคิดที่ไม่ดีมันทำให้เราแก่เร็ว ตายเร็ว


ต้องฝึกประพฤติปฏิบัติ ฝึกปล่อยฝึกวาง คนแก่ต้องฝึกออกกำลังกายให้ได้มาก ๆ หน่อย มันจะได้ไม่เสื่อมเร็ว


การออกกำลังกายนี้เป็นสิ่งที่ดี ทำให้ร่างกายของเราสดชื่นแข็งแรง อายุยืน ทำให้สติดีขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นของตัวเองดีขึ้น พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรมกลับไปกลับมา นี้คือการออกกำลังกายของพระพุทธเจ้า...


“พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกายทุกวัน เดินจงกรมทุกวัน” การเดินจงกรมของพระ หรือผู้ปฏิบัติธรรม คือการออกกำลังกายพร้อมกับการเจริญสติไปในตัว
ถ้าเราไม่ออกกำลังกายชื่อว่ายังไม่ได้ปฏิบัติธรรม...


อย่างคนจีนที่ออกกำลังกายตอนเช้า ที่เดิน ที่วิ่ง เล่นไทเก๊ก นั่นแหละดีมาก ถ้าเราไม่สะดวก ในการที่จะออกกำลังกายอย่างนั้น เราก็ทำที่บ้านที่ห้องของเรา


การออกกำลังกายนี้ถือว่าเป็นสิ่งถนอมชีวิต เป็นการปฏิบัติธรรม...

Large_jungle093

 


การออกกำลังกายมันได้ทั้งความแข็งแรง ได้ทั้งสติ อย่างเช่นองค์หลวงตามหาบัว ท่านเดินจงกรมทุกวัน ออกกำลังกายทุกวัน ท่านไปวัดไหนท่านก็เดินตรวจดู ไปวัดไหนแล้วไม่เห็นทางจงกรม ท่านก็ถามหาเจ้าอาวาสเลยว่าเป็นใคร เป็นอย่างไรกัน ทำไมวัดนี้ไม่มีทางจงกรม


นักปฏิบัติธรรมบางคนชอบแต่นั่งสมาธิ ไม่ชอบเดินจงกรม อย่างนี้ไม่ได้นะ ต้องเดินจงกรม อย่างเราปฏิบัติกิจวัตร เราได้ออกกำลังกาย มันดีมาก ได้ปฏิบัติธรรมแล้วได้เจริญสติเจริญสมาธิไปด้วย


นักปฏิบัติบางท่านเดินจงกรมวันหนึ่งตั้งหลายชั่วโมงนะ มันได้ทั้งสติทั้งสมาธิแข็งแรง ได้ละ ความขี้เกียจขี้คร้านเห็นแก่ตัว “ถ้าใครยังไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ให้พากันเริ่มออกกำลังกายได้แล้วนะ...”

 

 

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
ค่ำวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕