สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Turmeric extract may protect heart after surgery' = "สารสกัด(จาก)ขมิ้น(อาจช่วย)ปกป้องหัวใจหลังผ่าตัด", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.

.
ภาพที่ 1: ดอกขิงมหาราชตระ อินเดีย (Maharashtra) [ wikipedia ]
.
.
ภาพที่ 2: มหาอำนาจขิงของโลก > 5 อันดับแรก = อินเดีย จีน อินโดนีเซีย เนปาล และไทย [ wikipedia ]
.

.
ภาพที่ 3: ผงขมิ้น (turmeric หรือขมิ้นเป็นขิงตระกูล Curcuma longa ปลูกมากในเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ฯลฯ) [ wikipedia ]
.
ก่อนหน้านี้พบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ที่ดีมาก
.
มีผู้สังเกตว่า คนอินเดียเป็นโรคหัวใจมาก แต่พบสมองเสื่อมน้อย สอดคล้องกับการศึกษาจากสิงคโปร์ที่พบว่า การกินอาหารที่มีขมิ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง/เดือน มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยลง
.
การศึกษาใหม่ทำโดย อ.พญ.วรรณวรางค์ วงศ์เจริญ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำในคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ 121 ราย
.
สุ่มให้กลุ่มหนึ่งได้รับยาแคปซูลขมิ้น 1 กรัม วันละ 4 ครั้้ง 3 วันก่อนผ่าตัด และ 5 วันหลังผ่าตัด และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอก (placebo = เม็ดยา-ยาน้ำ-ยาฉีด ที่มีลักษณะ เช่น สี ฯลฯ เหมือนยาจริง แต่ไม่มีตัวยา)
.
ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากจากขมิ้นช่วยลดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันกำเริบ (heart attacks) ในคนที่ผ่าตัดบายพาสส์ (bypass = เปลี่ยนหลอดเลือด ทำทางเบี่ยง) หลอดเลือดหัวใจหลังผ่าตัดใหม่ๆ ได้ 65% แถมผลตรวจเลือดพบว่า การอักเสบ และความเสื่อมจากปฏิกริยาออกซิเดชั่นลดลงด้วย
.
อ.ดร.จาวาฮาร์ เมฮ์ทา ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัส, ลิทเทิล ร็อค สหรัฐฯ กล่าวว่า กินอาหารที่มีขมิ้น เช่น แกงกะหรี่ ปูผัดผงกะหรี่ ฯลฯ หน่อยน่าจะดี

และแนะนำให้ติดตามผลการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านต่อไป
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ และขอกราบเรียน เรียนสวัสดีปีใหม่ไทย (สงกรานต์) แด่ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านครับ
.
- Thank Reuters > SOURCE:bit.ly/HEnC5fAmerican Journal of Cardiology, online April 3, 2012.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 14 เมษายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>