ดร. เจือจันทร์ จงสถิตย์อยู่ ถามผมว่า โครงการ LLEN ใช้เงิน ๓๐ ล้านบาทคุ้มค่าไหม ผมตอบโดยไม่คิดว่าเกินคุ้ม เพราะในวงการศึกษาไทยมีการผลาญเงินจำนวนมากกว่าอยู่ทุกวัน โดยที่เกิดผลลบต่อบ้านเมือง คือยิ่งทำให้คุณภาพของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายิ่งลดลง เพราะเงินนั้นไม่ได้เอาไปใช้ยกระดับของผลการเรียนรู้ แต่เอาไปใช้หาเสียง หรือเอาไปให้เป็นผลประโยชน์ ต่อผู้เกี่ยวข้อง ผลประโยชน์ไม่ตกไปถึงเด็ก แต่กล่าวอ้างว่าเด็กจะได้ประโยชน์
ผลดีต่อบ้านเมือง ของ LLEN คืออะไร
คำตอบของผมคือ ผลดี ๓ ประการ
๑. แรงบันดาลใจ
๒. ความมั่นใจ
๓. ความรู้ หรือเทคนิค
แรงบันดาลใจ ผมมีสมมติฐานว่า ปัญหาของการศึกษาไทยอย่างหนึ่งคือ บุคลากรในระดับปฏิบัติขาด แรงบันดาลใจ ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง เนื่องจากตกอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการแบบสั่งการและ ใช้อำนาจเหนือ (Top-down, Command & Control) เป็นหลัก แต่คนที่มาร่วมการประชุมนี้จะสัมผัสได้ ว่ากระบวนการแบบ LLEN ซึ่งก็คือกระบวนการเครือข่าย ที่ให้อิสระในการริเริ่มสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมาย ร่วมกันที่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เน้นความสร้างสรรค์ร่วมกันของภาคีในพื้นที่ เมื่อเห็นผล ภาคีทุกฝ่ายก็เกิดความปิติ เพิ่มแรงบันดาลใจ
และที่สำคัญยิ่ง กระบวนการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ทำให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ
ในท่ามกลางแนวทางของ LLEN เกิดความมีชีวิตชีวาในการทำงานของภาคี สภาพของโรงเรียนมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น และ “รับมือ” กับความต้องการรายงานของหน่วยเหนือได้อย่างมีสติ เพราะตนเองมีรายงานการปฏิบัติจริงตามแนวทางของ LLEN อยู่กับมือ
ผมเชื่อว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับ LLEN จำนวนหนึ่ง ที่เกิดแรงบันดาลใจถึงขนาด จนเกิดพลังแห่งภาวะผู้นำ ที่จะกลับไปชักชวนภาคีในพื้นที่ดำเนินการขยาย LLEN ในพื้นที่ของตนต่อเนื่อง นี่คือกำไรที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าเกิดใน 7 – 8 จังหวัด จาก 15 จังหวัดที่เข้าร่วม ก็ถือว่าได้กำไร แต่ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์แรงบันดาลใจนี้จะแพร่ไปยังจังหวัดอื่น หรือมหาวิทยาลัยอื่น ที่จะนำแนวทาง LLEN ไปใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่ของตน
ความมั่นใจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ต้องการพัฒนาเพิ่มพูนความมั่นใจในตนเอง ในเพื่อนร่วมงาน และในระบบ ความมั่นใจก่อเกิดขึ้นจากผลของการลงมือทำอย่างอิสระ ไม่มีผู้บงการ ได้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขด้วยตนเอง หรือร่วมมือกับทีมงาน จนในที่สุดบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย หรือบางกรณีเกินคาดหมาย
เราได้เห็นความมั่นใจที่ก่อเกิดทั้งในตัวครู ผู้เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุด ในตัวนักเรียน ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบ เพื่อการเรียนรู้แบบลงมือทำ ทั้งของนักเรียน และของครู ไม่ใช่ครูตั้งหน้าสอนตามรายละเอียด ในหลักสูตรที่หน่วยเหนือกำหนด
ความรู้หรือเทคนิค ในการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL และการชวนนักเรียนร่วมกันไตร่ตรองสะท้อน ความคิด สะท้อนการเรียนรู้ ในลักษณะ ลปรร. ผ่านการปฏิบัติ และตรวจสอบกับความรู้เชิงทฤษฎี เพื่อให้การเรียนรู้มีความลุ่มลึกและเชื่อมโยง ผู้เข้าร่วม LLEN และผู้เข้าร่วมการประชุมในวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2555 ได้ความรู้ว่า การเรียนรู้ในยุคใหม่ต้องเรียนให้ได้ทักษะชุดหนึ่ง ที่เรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และการสอบก็ต้องเปลี่ยนเป้าสอบ คือต้องเน้นสอบทักษะ ไม่ใช่เน้นสอบความรู้อย่างในอดีต
กำไรส่วนตัวของผม ได้จากคำอภิปรายของ รศ. ดร. ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ที่บอกว่าอย่าหวังจากระบบ คำพูดนี้สนับสนุนด้วยคำพูดของผู้บริหารระดับสูงที่มาพูดในงาน ทำให้ผมมั่นใจว่า พลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาไทยต้องมาจากภายนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ กว่าตัวระบบจะกลับตัว พลังจากส่วนอื่นๆ ของสังคมต้องอดทนทำงานต่อเนื่องยาวนาน
กำไรเหล่านี้มีทั้งที่มั่นคงถาวร และที่ชั่ววูบ ระเหยง่าย จึงต้องการการจัดการต่อเนื่อง ที่เราจะหวังจากระบบไม่ได้เลย นี่ก็เป็นกำไรจากความอ่อนแอของระบบ เราจึงมีโอกาสร่วมกันทำงาน เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาการศึกษาไทย แบบร่วมมือกันเป็นเครือข่าย .... เครือข่ายการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ ๒๑
วิจารณ์ พานิช
๑ เม.ย. ๕๕
- ให้ความหมายที่ดีมากค่ะ ท่านอจ.
- บุคลากรใน...ระดับปฏิบัติขาด แรงบันดาลใจ ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
- เนื่องจาก....ตกอยู่ภายใต้...ระบบบริหารจัดการ....แบบสั่งการและใช้อำนาจเหนือ (Top-down, Command & Control)
อาจารย์์เป็นผู้สร้างและเติมเชื้อเพิ่่มแรงบันดาลใจให้ชาวLLENเสมอมา กราบขอบพระคุณค่ะ
L