การสอนนักศึกษานั้นตัวอย่างบางตัวอย่างหาจากคนไข้ค่อนข้างยาก เวลาสอนนักศึกษา แล้วชลัญมักสอนจาก case จริง  เช่นการฟังเสียงหัวใจที่ผิดปกติ  เสียงหายใจผิดปกติ   sing ต่างๆ ที่   เฉพาะโรค เช่น Koplick'spot  ที่พบในผู้ป่วยหัด tourniquet test positive  ในผู้ป่วยไข้เลือดออก  หรือ  เสียง Crepitation จากการฟังปอด ในผู้ป่วย  ปอดบวม  แต่ในบางโรคนี่หาไม่ได้ง่าย ใน โรงพยาบาลชุมชน  เช่นผู้ป่วย Case Neuro ( โรคระบบประสาท ) แต่เราอยากให้นักศึกษาได้เรียนรู้  จะได้ผ่านหูผ่านตาบ้าง ซึ่งในตัวของชลัญนั้น สามารถตรวจ sign พวกนี้ได้  เช่น  bradykinesia  ( ภาวะเคลื่อนไหวช้า )  Resting tremor ( ภาวะสั่นขณะพัก )  Rigidity (สภาพร่างกายที่แข็งเกร็ง )  แต่จะให้น้อง นศ.พบ.เห็นชลัญต้อง off ยา ซึ่งชลัญมักใช้มุกนี้   ให้น้องๆได้หัดตรวจร่างกาย เพื่อดู neuro  sign  การเรียนทางการแพทย์พยาบาลนี่  มันจะต่างจากวิชาชีพอื่น  คือ มันต้องได้เรียนรู้ได้เห็น  แล้วจะจำได้ตลอดชีวิต    เรียกว่า 10 ท่องจำไม่เท่า 1 ตาเห็น  10 ตาเห็น  ไม่เท่ามือคลำว่างั้นเถอะ  นี่เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ชลัญสอนนักศึกษา  ซึ่งตอนเข้ามาฝึกใหม่ๆ  นศ.มักไม่รู้ว่า พี่เลี้ยงเป็นพาร์กินสัน  จนกระทั่งไดตรวจร่างกายพี่เลี้ยงนี่แหล่ะ  ซึ่งชลัญว่ามันก็ดี ได้ใจ นศ.ด้วย เขาจะรู้สึกอยากเรียนรู้มากขึ้น  และตั้งใจฝึกปฏิบัติ เพราะเห็นพี่เลี้ยงลงทุนขนาดนี้  ทุกครั้งที่สอนชลัญมักจะ off ยาเย็น จากกิน 16.00 น. อาจเลื่อนไปเป็น 17.00 น. ทุกครั้งหลังจากสอนเสร็จชลัญ ต้องนอนพัก ประมาณ 2 ชม. เพื่อให้อาการดีขึ้นก่อน จะกลับบ้าน แต่บางครั้งคุณสามีสุดที่รักก็จะเอารถเข็ญ มารับไปขึ้นรถ  ซึ่งเขาเองก็เคยถามชลัญว่า “ลงทุนสอนเกินไปมั๊ยชลัญธร” ถ้าจะว่าเกินไปมั๊ยมันคงเกินคนปกติ  แต่ชลัญคิดว่าร่างกายเราถ้าจะเป็นวิทยาทานนั้น จะต้องรอให้เสียชีวิตก่อนอย่างนั้นหรือ ในเมื่อเราสามารถที่จะ ใช้ร่างกายเราเป็นวิทยาทานได้ทุกขณะ  ชลัญคิดว่าจะเป็นกุศลมากกว่า   เมื่อนศ.ได้เรียนรู้ก็จะทำให้เขามีประสบการณ์มากขึ้น  ส่งผลให้การทำงานได้ดีขึ้นต่อไป ดั่งที่เคยเขียนไว้เป็นกลอน ถึงแม้ภาษา อาจจะไม่ไพเราะแต่ก็มาจากความรู้สึกจริงๆ

แม้เจ็บป่วยเพียงใดใจยังหวัง   เป็นพลังต่อเติมเพิ่มสิ่งฝัน

คงได้พบสิ่งหวังคงสักวันถึงแม้ฉันหกล้มบ้างยังฝืนทน 

จะต่อเติมภาพฝันอันบริสุทธิ์จะไม่หยุดแม้หนทางยังสับสน

จะช่วยเหลือ ชาวประชาที่อับจนอุทิศตนตอบแทนค่าแผ่นดินเอย....