บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2555
ติดตามอ่านย้อนหลังได้ที่ลิงก์ข้างนี้ครับ
http://www.naewna.com/columnist/1104
ละครการเมืองเรื่องจริงที่จีน ย้อนกลับมาดูการเมืองไทยเรื่องปรองดองที่กัมพูชา
.jpg)
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผมได้เขียนเปรียบเทียบผู้นำจีนระหว่างสิจินผิงกับโบ ซิไลไปแล้ว
เป็นการต่อสู่ระหว่างผู้นำรุ่นใหม่ 2 คน ในที่สุดคุณสิจินผิงชนะ แต่เป็นชัยชนะที่สร้างปัญหาแก่พรรคคอมมิวนิสต์ในระยะยาวเพราะคุณโบ ซิไลเป็นนักการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมปลุกระดมคนจนในจีนให้พัฒนาประเทศให้เป็นสังคมนิยมแบบเก่า ทำให้มีฐานคะแนนในกลุ่มคนยากจนมาก แต่บัดนี้ความจริงเริมปรากฏ
หลังจากเหตุการณ์ค่อยๆชัดขึ้นพบว่าพฤติกรรมของคุณโบ ซิไลมีฉากหน้าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้ฐานมวลชน แต่ฉากหลังอาจจะเป็นละครการเมืองตบตาประชาชนที่แสวงหาอำนาจการเมืองมากกว่าเน้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์
ผมจะอธิบายเป็นเรื่องๆ
ข้อแรกจุดแข็งของนายโบ ซิไลคือเป็นลูกของผู้นำปฏิวัติยุคเมา เซตุง ซื่อ โบ ลีโบ (Bo libo) แต่ถูกการเมืองช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมกำจัดออก คุณแม่ของคุณโบ ซิไล ต้องฆ่าตัวตาย และคุณพ่อเสียชีวิตในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องราวที่คุณโบ ซิไลสามารถอ้างอิงถึงความชอบธรรมและสืบทอดจากตระกูลที่ยึดมั่นกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเหนียวแน่น
ในช่วงที่เป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองชองกิง (Chongging) คุณโบ ซิไลก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนรากหญ้าในจีนและมีทีท่าว่าจะโค่นอำนาจเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สำเร็จเพราะมีฐานเสียงมากและมีวิธีการปลุกระดมคนจนได้ดี
ผู้นำในปัจจุบันมีสิจินผิง เน้นนโยบายเศรษฐกิจเปิด อาจสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศจีนบ้าง แต่นโยบายดังกล่าวยังดำเนินต่อไปเพราะประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่มีประชากรมาก ต้องสร้างงานสร้างรายได้ต่อไป
จุดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาของคุณโบ ซิไลก็คือ
จุดยืนอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เป็นฉากสร้างภาพความห่วงใยคนจนในจีนที่ต้องการอุดมการณ์ที่แท้จริง
เพราะชีวิตจริงของคุณโบ ซิไลเป็นคนที่มีชีวิตค่อนข้างจะชอบระบบทุนนิยม เช่น การแต่งตัวก็ต้องเป็นสูทราคาแพงจากต่างประเทศ รถก็ต้องรถแพงๆ แถมยังถูก Social Media โจมตีว่าลูกชายชื่อ Bo Guagua ใช้ชีวิตในอังกฤษแบบฟุ่มเฟือยขัดแย้งกับอุดมการณ์เสื้อแดงในจีน เช่น ขับรถ เฟอรารี (Ferrari) ทำให้คนรากหญ้าในจีนหูตาสว่างมากขึ้นและไม่พอใจในพฤติกรรมดังกล่าว
อยู่มาวันหนึ่งลูกน้องของคุณโบ ซิไล ชื่อคุณ Wang Lijun ซึ่งเป็นคนดีตรงไปตรงมาก็หลบหนีจากคุณโบ ซิไลไปอยู่ที่สถานกงสุลสหรัฐฯหลายวัน ผู้คนก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานได้ความว่าคุณ Wang ทนไม่ได้กับพฤติกรรมตีสองหน้าของคุณโบ ซิไลและครอบครัว ในเรื่องการเมืองน้ำเน่ายิ่งกว่าละคร
กล่าวคือ คุณ Wang ไปบอกสหรัฐฯว่าคุณโบ ซิไลและภรรยาชื่อคุณกู ไกไล (Gu Kailai) วางแผนแนบเนียนฆ่านักธุรกิจชาวอังกฤษ ชื่อ นีล เฮย์วูด (Neil Heywood) ซึ่งสนิทกับคุณกู ไกไล ภรรยาคุณโบ ซิไลอย่างมาก แต่ตอนหลังๆก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
เพราะคุณกู ไกไลต้องการจะโอนเงินจำนวนมากจากจีนไปธนาคารในอังกฤษ ซึ่งคุณนีล เฮย์วูด (Neil Heywood) เห็นว่าเป็นเรื่องยาก เพราะจีนมีระบบการโอนเงินที่เข้มงวดเคร่งครัดมาก จึงขอส่วนแบ่งสูง แต่คุณกู ไกไลไม่ยอมและคุณนีล เฮย์วูด (Neil Heywood) บอกว่าไม่ยอมก็ไม่เป็นไร เขาอาจจะเปิดเผยความลับนี้ต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นสาเหตุของฆาตกรรมเสียชีวิตของนายเฮย์วูดในเวลาต่อมา
สาเหตุของการตายครั้งนี้คงจะมาจากการวางยาพิษ เพราะคุณเฮย์วูดอายุแค่ 41 ปี ซึ่งรัฐบาลอังกฤษกำลังจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ อีกหน่อยข้อเท็จจริงคงจะเริ่มถูกตีแผ่มากขึ้น
เรื่องราวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า
§ การใช้อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายคือคอมมิวนิสต์ยังใช้ได้ แต่ต้องปฏิบัติตัวเองให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ด้วย
§ ในข้อเท็จจริงคุณโบ ซิไล คือต้องการฐานการเมืองจากคนจน แต่เอาประโยชน์จากการเมืองเพื่อตนเองและดำรงชีวิตแบบทุนนิยมหรูหรา
§ ไม่สามารถคุมพฤติกรรมของลูกชายที่ใช้ชีวิตอย่างร่ำรวยได้อย่างออกหน้าจนเป็นที่พูดกันใน Social Media ในจีนอย่างน่าอับอาย
บทเรียนนี้ก็คือ
ความทะเยอทะยานทางการเมืองมีได้ แต่ต้องมีอุดมการณ์และมีคุณธรรม จริยธรรมควบคู่กันไป ถ้าจะใช้ฐานจากคนจนก็ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อคนจนจริงๆ จึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ในทางตรงกันข้าม คุณโบ ซิไลมีฐานการเมืองจากคนยากจน แต่ตัวเองกลับใช้ชีวิตร่ำรวย จะโอนเงินจำนวนมหาศาลไปต่างประเทศ และคุณเฮย์วูดต่อรอง ข่มขู่จะเปิดเผยความจริงก็ต้องเสียชีวิตในที่สุด
บทเรียนครั้งนี้อาจจะทำให้คนไทยมีความเข้าใจในการปรองดองในปัจจุบันมากขึ้นว่าทำเพื่อใคร?
ญาติเสื้อแดงเสียชีวิตอยากนำคนผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพหรือโจรในชุดดำหรือฆ่ากันเองหรือก็แล้วแต่ แต่คุณทักษิณพูดที่เขมรว่า
Let it be (ช่างแม่มัน) ตายก็ตายไป ขอให้ลืมอดีต ขอให้ฉันกลับอย่างไม่มีความผิด
ก็หวังว่าละครน้ำเน่าการเมืองของ 2 ประเทศ จะเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไทยที่เริ่มคิดได้ และสำหรับบางคนที่เริ่มตาสว่าง