จากผลการสอบเทอมที่แล้วด้วยคะแนน 97. 60 % ทำให้หัวใจของนางพองโตและมีกำลังใจมากขึ้น การที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบศึกษาค้นคว้าอยู่แล้ว ช่วงปิดภาคเรียนนี้นางจึงทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านตำราล่วงหน้าจนจบทุกเล่ม  อ่านแล้วอ่านอีกจนเข้าใจแจ่มแจ้ง

 

         ไปเลี้ยงควายก็จะหอบตำราไปด้วย ไปอาบน้ำ(สมัยก่อนต้องเดินไปอาบที่ลำห้วย) ตำข้าว ก็จะท่องตำราตลอด บ่นพึมพำๆอยู่อย่างนั้น จนเป็นที่ขบขันของแม่และพี่ๆ

    

      " บ่แมนเป็นบ้าแล่วติสู "  คือคำที่พี่ๆเย้าแหย่เป็นประจำ นางก็ได้แต่ยิ้มและท่องตำราต่อโดยไม่ได้สนใจใครเพราะทุกเวลา ทุกนาทีมีค่ามาก นางไม่ยอมให้สูญเปล่า

 

             พอเปิดเรียนก็เจอบททดสอบอีก เพราะทุกเช้าคุณครูจะทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา และถามนักเรียนว่า

 

     " มีใครรู้บ้างว่า บทต่อไปเราจะเรียนเรื่องอะไร มีใครอ่านหนังสือล่วงหน้ามาไหมครับ?"

 

        ทุกคนก็จะก้มหน้าก้มตาเปิดหนังสือเรียนกันใหญ่ และยกมือเพื่อแย่งกันตอบ ส่วนนางนั่งฟังเงียบๆไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร  นอกจากข้อไหนที่เพื่อนๆตอบไม่ได้จึงจะช่วยตอบ ซึ่งทำให้เพื่อนๆพอใจเพราะทุกคนมีส่วนร่วมทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน การเรียนการสอนก็ลื่นไหล ไม่หยุดชะงัก

 

          หลังจากเปิดเทอมได้ 1 สัปดาห์ ช่วงบ่ายวันศุกร์คุณครูได้นำข้อสอบปลายภาคทั้งสามเทอมของปีที่แล้วมาให้นางลองทำดู  โดยให้ไปนั่งทำที่ห้องพักครู นางทำข้อสอบเสร็จก็กลับบ้านพร้อมกับเพื่อนๆโดยไม่ได้ถามว่าคุณครูให้ทำข้อสอบทำไม

 

           สัปดาห์ต่อมาก็มีทีมศึกษานิเทศก์จากสำนักงานการประถมศึกษาที่อำเภอมาดูตัว ดูคะแนนที่สอบ และถามนางหลายเรื่อง จากนั้นท่านก็บอกกับคณะครูที่มาร่วมต้อนรับว่า

 

      " ตกลงให้พาสชั้นได้ครับ  แบบนี้สิของจริง เรียกได้ว่า มาทีหลังดังกว่า"

 

         สิ้นคำพูดเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างสนั่นพร้อมกับการสัมผัสมือ แสดงความยินดีของผู้มาประเมินและคณะครู

 

      นางยังคงนั่งงงอยู่กับที่ คิดในใจว่า

 

        " แม่นหยังอีกน๊อ "

 

           หลังจากส่งทีมประเมินแล้วคุณครูทุกท่านเดินมาที่นางที่ยังอยู่ในอาการงงๆ เพราะไม่ทราบว่าคุณครูทำอะไรกัน  คุณครูชมเชยต่างๆนานาพร้อมกับใช้มือตบที่ไหล่เบาๆ คนที่ยิ้มไม่ยอมหุบเลยก็คือคุณครูสิทธิ์นั่นเอง สุดท้ายคุณครูใหญ่เป็นคนบอกกับนางว่า

 

    " อิหล่า มื่ออื่นขึ่นไปเรียนปอหกเลยเด้อ เดี๋ยวครูสิเอาหนังสือมาให่" 

 

          สังคมชนบทเป็นสังคมที่แคบ และในละแวกบ้านของเราก็ไม่เคยมีการพาสชั้นมาก่อน จากการพูดปากต่อปากทำให้ข่าวนั้นแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะถือว่าเป็นเรื่อง แปลก และ ใหม่มากสำหรับบ้านเรา

 

      จากนั้นไม่นานชื่อเสียงโรงเรียนของเราก็ดังเป็นพลุแตก ต้องรับแขกเกือบทุกวันคุณครูจากหลายโรงเรียนในกลุ่มมาดูงาน และไปเยี่ยมครอบครัวของนางด้วย

 

        แต่ที่นางปลื้มใจและประทับใจมากที่สุดก็คือ

 

       บ่ายวันหนึ่งมีรสบัสแล่นเข้ามาในโรงเรียน พวกเราตกใจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติมีแต่เกวียนกับรถสองแถวเก่าๆที่ไม่มีหลังคาเท่านั้น พอเห็นรถคันใหญ่เด็กนักเรียนก็กรูออกจากห้องมายืนดูตอนนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า

 

        " ชนบ๊ท....ชนบท "

  

       พอรถจอดสนิทที่หน้าอาคารเรียนก็มีนักเรียนจากโรงเรียนหนึ่งกรูกันออกมาเช่นกัน ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นชั่วคราว เพราะคุณครูไม่ได้ควบคุม พอคุณครูเจอหน้ากันก็ทักทายด้วยความดีใจเช่นกัน สักครู่คุณครูใหญ่ก็นำทีมคณะครูเดินมาที่กลุ่มเด็กๆด้วยรอยยิ้มกว้างมาแต่ไกลแล้วคุณครูใหญ่ก็กล่าวต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นทางการ และแนะนำให้เพื่อนๆให้รู้จักนางด้วย ถึงได้รู้ว่าเป็นคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนประจำตำบลนั่นเอง มาโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะคุณครูทั้งสองโรงเรียนสนิทสนมกันมาก พอคุณครูที่อยู่โรงเรียนนั้นนำเรื่องของนางไปเล่าให้นักเรียนฟัง นักเรียนก็อยากเจอตัวและอยากขอเป็นเพื่อนด้วย คุณครูก็เลยเหมารถให้  

 

        กลิ่นอายของมิตรภาพตลบอบอวลไปทั้งโรงเรียน และขยายไปทั้งตำบลอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุด เพราะผู้ปกครองของนักเรียนคนอื่นๆก็มาแสดงความยินดีกับแม่ด้วย คำพูดที่ผู้ใหญ่คุยกันที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ

 

       " อิหล่าคือเก่งคักแท่ ถ่าผู้ใหญ่บ้านอยู้คือสิดีใจหลายเนาะ " ทำให้สีหน้าของแม่เศร้าลง....แม่คงคิดถึงพ่อน่ะ