ขอให้ทุกคนอย่ากลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง บางสิ่งที่เรากลัวคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

ผู้ป่วยเบาหวานและไตวายรายหนึ่งเขียนเรื่องเล่าให้กับหมอฝน พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล จึงนำมาเผยแพร่ให้รู้ว่าคนป่วยคนหนึ่งมีเรื่องราวหลายอย่างในชีวิต ไม่ใช่เพียงความเจ็บป่วยเท่านั้น

วัลลา ตันตโยทัย

ขอเริ่มเรื่องของโรคเบาหวาน เมื่อยังเป็นสาว ๆ อยู่อายุ 16 ปี ได้ไปทำงานขายผ้าอยู่รังสิต เกิดความเชื่อที่ผิด ๆ คิดว่ากินข้าวจะทำให้อ้วน ทำให้เป็นคนที่ไม่ชอบกินข้าว จะกินน้ำอัดลมหวานแทนน้ำ และจะกินขนมหวานแทนข้าว ทำงานอยู่ได้ 4-5 ปีก็กลับมาทำงานในโรงงานที่บ้านได้ 1 ปี จึงแต่งงาน ต่อมาอีก 1 ปีก็ตั้งครรภ์และพบว่าเป็นโรคเบาหวาน หลังจากนั้นความเจ็บป่วยก็มาเยือนตลอด


เมื่อตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน  เจ็บท้องคลอดลูกจึงไปที่โรงพยาบาลโชคชัย และได้รับการส่งต่อไปคลอดที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา พอคลอดออกมาหมอทำคลอดบอกว่าน้ำท่วมปอดลูกของฉัน ไม่ค่อยดีให้แม่ทำใจ ฉันเสียใจมาก ลูกตัวเล็กอบอยู่ 2 เดือนหมอบอกมีน้ำคั่งในสมอง ศีรษะของลูกบวมมาก ขออนุญาตผ่าตัด และต่อมาลูกก็ตาบอด ความเป็นอยู่ตอนนั้นยากจนมากไม่มีนมให้ลูก ฉันและสามีพยายามขอหมอเอาลูกออกจากโรงพยาบาล จนกระทั่งลูกตาบอดหมอให้ออกและไม่เคยช่วยเหลืออะไรเลย


ฉันรับยาเบาหวานที่โรงพยาบาลโชคชัยอยู่ 5 ปี ปี 2542 ก็ย้ายมาอยู่กับแฟนและรับยาที่โรงพยาบาลครบุรี ต่อมาก็ย้ายไปรับยาเบาหวานที่อนามัยมาบตะโกเอน มีการจัดเข้ากลุ่มเบาหวาน ได้รับความรู้หลาย ๆ เรื่อง ได้รู้ว่ามีคนป่วยเยอะแยะ เมื่อก่อนรู้สึกว่าแย่มาก แต่ไม่คิดว่าจะแย่กว่านี้

ฉันเป็นเบาหวานมาได้ 14 ปี ในปี 2551 ก็เป็นโรคความดันและอีกไม่กี่ปีอาการบวมตามข้อเท้า ตามตาก็เริ่มมีขึ้น


ภาระของฉันและสามีคือต้องเลี้ยงดูลูกพิการ เขาก็เอาแต่ใจตนเอง ไม่นอนกลางคืน จะนอนตอนกลางวัน เป็นอะไรที่ทรมานมากสำหรับคนป่วย หมอบอกว่าคุมน้ำตาลไม่ได้ บางครั้งไม่ได้กินอะไร แล้วก็ดูแลแม่ที่อายุ 60 กว่าปี รวมทั้งพี่ชายที่พิการทางการพูดและได้ยินเสียง ต่อมาแม่ของฉันก็ป่วยถึงขนาดต้องใส่แบตเตอร์รี่หัวใจ ต้องนอนที่โรงพยาบาลมหาราชฯ เกือบสองเดือน ฉันเป็นคนดูแล หลายครั้งที่ฉันน้ำตาลต่ำบนรถโดยสาร ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จนกระทั่งแม่ออกจากโรงพยาบาล แม่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ต้องคอยอาบน้ำหาข้าวให้กิน

ด้วยผลบุญที่เราดูแลบิดามารดาส่งผลในชาตินี้ ทำให้ครอบครัวของฉันเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้น สามีของฉันก็มีงานเข้ามาเยอะแยะ และฉันก็มีเงินพอที่จะรับจำนำที่ของคนข้างบ้านเพื่อทำไร่อ้อย


เมื่อเริ่มมีอาการบวมหมอได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลมหาราชฯ หมอบอกว่าไม่มีอะไร หลังจากบวมอยู่ 2 ปี ไตก็เริ่มรุนแรงขึ้น หมอฝนส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชฯ เรื่อยมา ค่าไตก็สูงขึ้น บวมมากท้องก็โต หมอแนะนำให้ล้างไต แต่ด้วยความกลัวไม่กล้าที่จะล้างไต จึงเริ่มรักษาทางไสยศาสตร์

น้องชายมารับพาไปบวชชีพราหมณ์ที่สุพรรณ เริ่มมีไข้ อาเจียน อาการรุนแรง เดินไม่ได้ สวดมนต์ไม่ได้ น้องชายนำส่งโรงพยาบาลสังฆราช นอนโรงพยาบาล หมอเริ่มทำการรักษาฉีดยาขับปัสสาวะ รู้สึกเจ็บปวดทรมาน หมอล้างท้องครั้งแรกมีเลือดออกมาในกระเพาะ หมอบอกว่าไตยังประคับประคองได้อยู่
หมอโรงพยาบาลสังฆราชส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชฯ แต่ด้วยความกลัวไม่กล้าไปรักษา เพราะกลัวตาย อีกไม่นานก็ป่วยอีก ก็โกนหัวบวชชีได้ 6 วัน อาการดีขึ้นอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็แย่ลงอีก ร่างกายเหมือนคนแก่เดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ขอให้แฟนพามาโรงพยาบาลครบุรี หมอรับไว้รักษา 1 วัน พอวันจันทร์หมอก็ส่งโรงพยาบาลมหาราชฯ เป็นจุดเริ่มต้นของการรักษา นอนโรงพยาบาลมหาราช 2 วัน หมอเตรียมการที่จะเจาะ ส่งฟอกเลือด 3 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 2 วัน แล้วหมอก็นัดวางสายที่หน้าท้อง แล้วให้กลับบ้าน หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ตามมา

ค่าใช้จ่ายสำหรับคนอย่างเรา ทุกครั้งจะเหมารถมารับยาครั้งละ 1,000 บาท น้องชายช่วยเหลือเอารถมาให้ใช้ค่าใช้จ่ายก็ลดลง เติมน้ำมัน 500 บาท ที่เหลือเป็นค่ากิน ไปด้วยกัน 3 คน พี่สาว แฟน และคนป่วย

หมอแนะนำให้ทำห้องล้างไต โดยให้มีฝุ่นเข้าน้อยที่สุด เรียนล้างไตประมาณ 3 วัน มีพยาบาลคอยสอนให้ แต่เดี๋ยวนี้จะมีจิตอาสามาทำให้ ตัวเขาก็ป่วยเหมือนกัน เขาได้รับการพิจารณาได้เปลี่ยนไตเป็นพิเศษ เราจะต้องใช้จ่ายในการทำห้องซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้เงินหลายบาทเหมือนกัน หมอสั่งน้ำยาจากโรงงานส่งให้ถึงบ้าน และโรงพยาบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ขอบอกหมอห้องล้างไตดูแลดีมาก พูดเพราะทำให้เรามีกำลังใจ เคยกลัวการล้างไตที่หน้าท้อง กลัวจะเสียชีวิต เป็นความคิดที่ผิดมาก ถ้าฉันไม่ได้ไปทำอย่างที่หมอบอกคงเสียชีวิตไปนานแล้ว

หลังจากทำมาอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานบ้านได้ ดูแลลูกพิการได้ จากคนที่สิ้นหวัง คิดฆ่าตัวตายเพราะรับสภาพไม่ไหวจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ผิวคล้ำ ร่างกายเหมือนคนแก่ ตาก็พร่ามัวมองเห็นไม่ชัด แม้แต่ในขณะที่ฉันกำลังเขียนอยู่ มีบางคนให้กำลังใจบางคนก็ซ้ำเติมจนทำให้เราหมดกำลังใจ แต่สำหรับฉันโชคดีกว่าคนอื่น เพราะมีสามีที่เข้าใจทำให้ทุกอย่าง สามีของฉันเป็นคนดีมาก น้องชายก็ดี น้องสาวก็ดีมาก คอยให้กำลังใจรวมทั้งแม่ด้วย

ฉันมีความรู้สึกว่าชีวิตมีค่า เพราะเราทุกคนต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ เพื่อเลี้ยงแม่ลูกพิการและเป็นที่พึ่งของพี่น้อง ขอให้ทุกคนอย่ากลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง บางสิ่งที่เรากลัวคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะกำลังใจจากพี่น้อง แม่ ลูกและสามี ทุกวันนี้ความเป็นอยู่ดีมากแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยไตวายทุกคน

สุนันท์  กลมค้างพลู