ผมอยู่เวรที่อนามัย...สองวันในช่วงสงกรานต์...ผู้รับบริการมาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่มาล้างแผลเดิม และแผลใหม่...และคนไข้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร
อีกคนไข้ประเภทหนึ่งที่มาประจำ คือ มา “เข้ายา” ทางเส้นเลือดทุกวัน เพราะแพทย์ส่งมาจากโรงพยาบาล ด้วยอาการปอดติดเชื้อ...กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ....บาดแผลติดเชื้อ...ส่วนใหญ่จะเป็นยาแก้อักเสบ ceftriaxone จำนวน 2 กรัม ผสมในน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือด
“พี่โม” มาตรงเวลาสี่โมงเช้าทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 18 เมษายน 2555 ต้องเข้ายาเพื่อรักษาโรคอาการปอดติดเชื้อ
พี่โม เป็นหญิงสาวที่รูปร่างหน้าตาสวยสมวัย อายุ 40 ปีกว่า ๆ ...ผิวหนังไม่ตรากตรำเหมือนชาวนาชาวไร่อีสาน...ผมรู้จักพี่โมมานานหลายปี เพราะพี่โมเป็นแกนนำผู้ติดเชื้อเอดส์...เป็น อสม. ซึ่งต้องประสานงานกันตลอดเวลา
“พี่โม เรารู้จักกันมาหลายปี ไม่เคยรู้จักความเป็นมาชีวิตกันเลยผมขอข้อมูลได้ไหม ?” ผมเอ่ยปากขอกับพี่โม ซึ่งยินดีและตอบตกลง และอนุญาตให้ผมเผยแพร่เรื่องราวได้...ซึ่งการเล่ากระท่อนกระแท่น เพราะผู้มารับบริการมาเรื่อย ๆ ทำให้การพูดคุยพักสั้น ๆ และยาว ๆ
พี่โม แต่งงานมาครั้งหนึ่ง สามีเสียชีวิต ชาวบ้านบอกว่า ผีมาเอาตัวไป ทำให้พี่โมต้องเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพัง สามีตายได้ 5 ปี ก็ตัดสินใจแต่งงานอีกครั้ง เพราะสามีใหม่เป็นคนดี และผู้ใหญ่อนุญาตให้แต่งงาน เลยมีลูกสาวอีก 1 คน พอลูกสาวอายุได้ 3 ปี สามีก็เริ่มป่วยกระเซาะกระแซะ...มีตุ่มมีตอ...ชาวบ้านลือว่า เป็นโรคเอดส์ และจริง ๆ ด้วย หมอบอกให้พี่โม ไปเจาะเลือดทำให้พี่โม รับรู้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคเอดส์ เมื่อ พ.ศ. 2544
ตอนช่วงที่ชาวบ้านร่ำลือว่า พี่โมเป็นเอดส์ พี่โมและลูก ๆ ไปไหนไม่ได้เลย แม้กระทั่งเครือญาติต่างหวาดกลัวว่า จะติดเชื้อ เหมือนเหามากระโจนใส่ตัว...ลูกไปโรงเรียนไม่ได้ คุณครู ผู้ปกครอง ไม่ให้เด็ก ๆ เล่นด้วย เอาก้อนหินปาใส่ลูกสาวคนเล็กจนหัวโนและแผลถลอก...ร้านค้าไม่ให้ไปซื้อของ...ไปเล่นบ้านใคร ๆ ในหมู่บ้านไม่ได้
พี่โมทรมานใจมาก ๆ เคยมีวูบหนึ่งจะผูกคอตาย เพราะน้อยใจสามีเอาโรคมาติด และชาวบ้านและชุมชนรังเกียจ แต่สงสารลูกว่า จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ?ถ้าไม่มีแม่
ปี 2545 คุณหมอโรงพยาบาลอำเภอพาไปโรงพยาบาลจังหวัด เพื่อเป็นเข้ากลุ่มแกนนำเอดส์...พี่โมได้ความรู้...มิตรภาพ...และการสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง... ทำให้ตนเองมีพลังใจ ที่จะต่อสู้เพื่อตนเอง ครอบครัว และผู้ป่วยเอดส์
ตั้งแต่นั้น มาพี่โม ก็เป็นแกนนำผู้ป่วยเอดส์ และสมัครเป็น อสม.ด้วย โดยทำงานที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเอดส์เกือบทุก ๆ วัน ได้เงินตอบแทนเป็นค่าป่วยการทำงาน เดือนละสามพันบาท และรับจ้างในแต่ละวันก็สามารถเลี้ยงลูกสาวคนเล็ก ที่กำลังเรียน ปวช. ปี 2 ได้ และบ้านซีเวียร์ ก็ให้ทุนการศึกษาน้อง เทอมละสามพันด้วย
ลูกสาวคนโต อายุ 21 ปี ไปรับจ้างเป็นสาวโรงงานที่กรุงเทพ ฯ ประมาณ 2-3 เดือน ส่งเงินมาให้ครั้งละ 2 ถึง 3 พัน
ผมเห็นแต่พี่โมเล่าถึงความทุกข์ทรมานมามากแล้ว
ผมจนถามพี่โมว่า “วันนี้ สิ่งที่พี่โมรู้สึกมีความสุขมีอะไรบ้าง ?”
พี่โมโปรยยิ้ม ทั้งที่นอนเข้ายาอยู่ แล้วเล่าด้วยแววตามีประกายอย่างมีความสุขว่า...
“ลูกสาวสองคนที่เลี้ยงมาตั้งแต้เล็ก ๆ เขามีความคิดดี รู้สึกดีใจที่เลี้ยงเขามา...ตอนนี้ไม่เสียใจที่เป็นโรคเอดส์ ยังอาศัยอยู่กับมันอย่างมีความสุข...ไม่โกธรสามีแล้ว...เมื่อทำงานตอนแรกคนในชุมชนรังเกียจ แต่ตอนนี้เขายอมรับเรา มาปรึกษาเรา อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสุขใจ และสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเดียวกัน ทำให้มีพลังสู้อีกครั้ง ถึงแม้ในที่สุด โรคเอดส์ยังไม่สามารถรักษาได้ แต่ทำให้ใจตระหนักถึงความตายในทุกวัน...จึงทำวันนี้ให้ดีที่สุด...”
พี่โมขออนุญาตกลับบ้าน... พรุ่งนี้พี่โมยังมีนัดมาเข้ายาอีกหลายวัน แต่สิ่งที่ได้จากพี่โม ที่ทำให้ผมครุ่นคิดเมื่อมองตามหลังพี่โมเดินออกจากอนามัย คือ
“วินาทีที่เรามีอยู่...มีค่ามหาศาล...จงทำในสิ่งที่ชอบที่รักและที่ดี...เอาเสียเวลากับเรื่องที่ไม่ดีไร้สาระ...เพราะชีวิตของเราไม่ยืนยาวเลย....”

สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ
อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงซีรีย์เกาหลีนะคะคุณหมอ
หลายปีก่อนทำงานผลิต 3TC (lamivudine) ทุกวัน คลุกคลีกับยาตัวนี้จนแทบเก็บไปนอนฝัน ทุกๆปี ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เคยได้มีโอกาสรู้จักคนใช้มันเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ