มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันเพื่อปัจจุบันและอนาคตดังนั้นจึงต้องมีกลไกให้ภาคีที่เกี่ยวข้องคิดไปในอนาคตเป็นหลักไม่ใช้ประสบการณ์ส่วนตนในอดีตเป็นหลักในการจินตนาการรูปแบบของมหาวิทยาลัย

 

          ที่จริงต้องใช้หัวข้อว่า Foresight สำหรับการตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในจังหวัดชุมพร

 

          ในบันทึกก่อนหน้านี้ผมได้เล่าเรื่องราวการเสวนาที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ ๔ มี.ค. ๕๕เกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพรโดยการหลอมรวมวิทยาเขตชุมพรของ สจล. และของ ม. แม่โจ้   และผมเสนอให้มหาวิทยาลัยที่จะตั้งใหม่นี้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในจังหวัดชุมพรและบริเวณใกล้เคียง

 

          มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันเพื่อปัจจุบันและอนาคตดังนั้นจึงต้องมีกลไกให้ภาคีที่เกี่ยวข้องคิดไปในอนาคตเป็นหลัก   ไม่ใช้ประสบการณ์ส่วนตนในอดีตเป็นหลักในการจินตนาการรูปแบบของมหาวิทยาลัย

 

          เครื่องมือเพื่อกลไกนั้นเครื่องมือหนึ่งคือการมองอนาคต  (foresight)  ผมจึงมีข้อเสนอต่อประชาคมจังหวัดชุมพรว่า   ควรใช้เครื่องมือforesight ช่วยการวางแผนจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพร   โดยร่วมมือกับสถาบันคลังสมองฯ และ สวทน. ดำเนินการมองอนาคตหลากหลายด้านหลากหลายภาพอนาคตของจังหวัดชุมพร   และร่วมกันมองว่ามหาวิทยาลัยชุมพรที่จะจัดตั้งขึ้นจะมีบทบาทอย่างไรในการลดปัจจัยลบเพิ่มปัจจัยบวก เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวชุมพร

 

          กระบวนการนี้ต้องให้บุคลากรของ ม. แม่โจ้ชุมพร และ สจล. วข. ชุมพรเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง   เพื่อให้สมาชิกเหล่านี้ได้เข้าใจว่าตนเองจะต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างไร

          รวมทั้งตัวแทนของคนชุมพรจากทุกภาคส่วนต้องเข้าร่วม เพื่อจะได้เข้าใจว่าตนเองต้องเข้าไปมีส่วนกับการส่งเสริมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพรอย่างไร  และจะได้เข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนศักยภาพและข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เพื่อจะได้ช่วยกันผลักดัน ม. ชุมพรไปสู่รูปแบบที่มีจุดอ่อนน้อยมีข้อจำกัดน้อยมีจุดแข็งและศักยภาพมาก

          หากไม่ระวังให้ดีคนที่เข้ามาผลักดันการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นของตนจะมาด้วยภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่ดีตามที่ตนเคยเข้าเรียน   นั่นคือมายาและเป็นเส้นทางสู่ความล้มเหลว   เราต้องช่วยกันผลักดันให้มหาวิทยาลับชุมพรเป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต เพื่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนชุมพรในอนาคตให้จงได้

 

 

วิจารณ์พานิช

๑๘ มี.ค. ๕๕