แก้ววรรณา
มาเมืองแพร่แล้วไม่ได้ห้อมกลับไป ไม่ได้ทดลอง "จกห้อม (ย้อมห้อม)" กับมือก็ดูจะไม่ถึงเมืองแพร่ และห้อมไหนจะสุดยอดเท่าห้อมของ "แก้ววรรณา"
บอกตามตรง trip นี้ สิ่งที่ผมรอคอยก็รายการนี่แหละ เล็งไว้นานแล้ว เพราะนานๆจะได้มาที ผ้าห้อมที่เราเห็นทั่วๆไปสีน้ำเงินปึ้ดนั้นแบบหนึ่ง แต่ห้อมแก้ววรรณา ที่มีกรรมวิธีแบบธรรมชาติสุดๆ มีการดูแลประคบประหงมเหมือนกับห้อมมีชีวิตจิตใจนั้น ต้องได้มาฟังกรรมวิธีและที่มาของแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ต้นห้อม การคัดใบเก็บใบตากใบ นำมาหมักในสัดส่วนที่เหมาะสมของสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ นานาชนิด ด้ายแต่ละขดที่ความเข้มของสีนั้นมาจาก "ระยะเวลา" ที่ย้อมเท่านั้น แสดงถึงความอดทนอย่างที่สุดที่จะได้ "ขดเข้ม" มาผสมกับสีเฉดนานา
เริ่มต้นเรามากินขนมเส้น ข้าวซอย กันก่อนที่หน้าร้าน สั่งแบบไม่ต้องยั้ง คือเอาเหมาหมดร้าน ซึ่งดูชาวปฐมภูมิก็ให้ความร่วมมือดี ไม่อิดออด แสดงว่าแต่ละคนเที่ยวเพลินจนลืมหิว มาถึงตอนนี้ลมกำลังออกหูพอดิบพอดี พออิ่มท้องดี โชว์รูมก็ยังไม่เปิด ทุกๆคนถูกเชื้อเชิญไปดูและฟังกรรมวิธีย้อมสี ทำสีห้อม ถึงปะรำหลังบ้าน

โรงลิบๆหลังรั้วนั่นคือที่ทำห้อม อยู่หลังหน้าร้านไปประมาณสามสี่อึดใจวิ่ง

เอ้า..เด็กๆมาฟังกรรมวิธีกันก่อน ตีวงเข้ามา พี่พยอมจะเล่าให้ฟัง

แอ๊ดกำกับบทอยู่ด้านหลัง
การทำผ้าม่อห้อมนั้น เป็น "วิถีชีวิต" ของชาวแพร่ จะว่าไปการขายผ้าห้อมเป็น by-product เสียด้วยซ้ำ เพราะผ้าแต่ละชิ้นนั้น จะมีบุคลิกลักษณะจำเพาะตัว และศิลปในการผลิตนั้น ต้องการความประณีต ความใส่ใจ ความเอื้ออาทรต่ออินทรีย์สารทุกประการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีการใช้สารเคมีอะไรลงไปในขั้นตอนเลย (ครั้งหนึ่งพี่วุฒิไกร เจ้าของแก้ววรรณา เคยพิสูจน์ความปลอดภัยของ "สีห้อม" ให้เจ้าหน้าที่ทางการที่สงสัยมาก โดยการชิมให้ดู!!!)
ถ้าได้ฟังคำบรรยายพี่พยอม (ออกไปในทางพรรณนามากกว่า) จะเห็นว่าสิ่งที่เล่า จะไม่ได้มีกลิ่นอายของอุตสาหกรรมม่อห้อมเลย แต่เธอกำลังเล่าความเป็นไปของธรรมชาติเรื่องหนึ่ง จากพืช สกัดสี จากสีลงไปอยู่ในสายใยฝ้าย จากใยฝ้ายกลายเป็นด้าย เป็นผ้าพับ เป็นเสื้อ กางเกง สะดอ ผ้าห่ม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นแค่เครื่องนุ่มห่ม ของใช้ แต่ "วิถีห้อม" นั้นได้เลยจุดนั้นไปเป็นสุนทรียศาสตร์ และกำลังหล่อหลอมตนเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก
จะเห็นว่าวัฒนธรรมนั้น จะเป็นอะไรที่หล่อหลอมกับชีวิตประจำวัน จากทรัพยากรธรรมชาติก่อน แต่การจะยั่งยืนได้ยาวนานนั้น จะต้องพัฒนามาถึง "จุดสุนทรีย" เหมือนการชงชาญี่ปุ่น พู่กันจีน กิโมโน การตีดาบไดคาตานา เป็นการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับวิถีที่มีความสำคัญต่อชีวิตจริงๆ และมนุษย์จะสรรค์สร้าง "ความงาม" ที่แท้ขึ้นจากสิ่งเหล่านี้เสมอเมื่อทำไปนานพอ และเริ่ม "มองเห็น" งานที่แท้จริง หรือธรรมะที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้
ผมมองว่า "ห้อมแก้ววรรณา" นี้ กำลังสำแดงวิถี "วัฒนธรรมฉบับพกพา" (เพราะเราใส่ไปไหนมาไหนได้ และผมเห็นอยู่ที่เดียว) ว่ามันมีที่มาอย่างไร
|
เมื่อไรเราจะเห็น "จุดสุนทรีย" ของสิ่งต่างๆ อันนี้ผมคงจะให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่านี่เป็น "ความเห็นส่วนตัว" ก็แล้วกัน คำสุนทรียจะต้องโดดเด่นแตกต่างออกจากอีกสภาวะหนึ่งคือ "routine จำเจ" เพราะทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นกับสิ่งที่เราทำซ้ำ ปฏิบัติซ้ำ อยู่เป็นเวลายาวนานเหมือนกัน และการจะแยกออกนั้น ไม่ได้แปลว่าเราทำให้มันต่าง แต่ขึ้นกับ "การเห็น" ของเราต่างหาก หากเราทำอะไรอย่าง over-confidence ว่ามันจะเริ่มอย่างนี้ แล้วไปอย่างนี้ต่อ แล้วต้องลงเอยอย่างนี้ ทุกอย่างที่ทำมันจะเริ่ม routine แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มนุษย์มีอีกสิ่งหนึ่งที่แก้จุดนี้ นั่นคือ "จินตนาการ ความสร้างสรรค์จรรโลง" และเมื่อหลุดจากครรลองเดิมได้ สิ่งที่ทำประจำมันเริ่มแฝงคติ และสัจจธรรมอะไรบางอย่างที่เดิมเรามองไม่เห็น ให้ผุดปรากฏขึ้นมาได้ และอาจจะโดยอธิบายไม่ได้ เพราะไม่มีคำที่จะอธิบาย ปรากฏการณ์นี้เป็นความสุนทรีย์โดยแท้ เพราะเราจะรับรู้ได้เพียงผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้น ไม่มีการเล่า การถ่ายทอดใดๆจะทำได้ สิ่งเหล่านี่จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราคิด downloading ว่าอะไรที่เคยเกิด มันจะต้องเกิดขึ้นเหมือนเดิม แบบเดิม และนั้นจะนำไปสู่ความซ้ำซาก จำเจ หมดความตื่นเต้นในชีวิต หมดบทเรียนที่จะเราจะได้เรียนจาก "ปรากฏการณ์พิศดาร" |
ดังนั้นเองผ้าที่ย้อมห้อมของแก้ววรรณา จะออกมาอย่างไร ไม่มีใครทราบล่วงหน้า เพราะเรื่องความสุนทรีย์เป็นคนละเรื่องกับการ "ควบคุมคุณภาพ" เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสี ความเข้ม เฉด มันละเอียดอ่อนพอๆกับอารมณ์ของสาวรุ่น หงุดหงิดก็หมองคล้ำ งอนๆก็ย้อมไม่ติด รื่นเริงก็ผลิบาน ขวยเขินก็นวลละมัย ทำให้ด้ายแต่ละขด ผ้าแต่ละพับ มีบุคลิกส่วนตัวเหมือนคนแต่ละคนทีเดียว พอเรานำเอาผ้ามาประกอบเป็นเสื้อ เป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ต้องเลือกให้ดี เหมือนเลือกคู่สมรส ทางที่ดีควรจะลองให้เห็น ว่าผ้ามันยอมโอบกอดร่างกายเราอย่างไม่เคอะเขินหรือไม่ แล้วค่อยเลือกไป

คลังตุ่มสีห้อมของแก้ววรรณา แต่ละตุ่มมีชีวิต มีอารมณ์ของตนเอง

ตัวอย่างผ้าย้อม ที่เห็นนี่ระดับสองสามอาทิตย์ถึงจะได้เข้มเท่านี้

เผื่อใครจะลองเอาไปทำ แผนภูมิผลิตห้อมครับ
ผมแอบเดินออกมาก่อน (เคยฟังมาแล้วรอบนึง) ไม่ใช่ไร แอบรีบไปยังโชว์รูมก่อนไปเลือกผ้า อิ อิ เพราะเราทราบมาก่อนแล้วว่า ผ้าแก้ววรรณา ทุกชิ้นมีชิ้นเดียว!!! ไม่มีตัวไหนเหมือนกัน ไม่มี single standard มีแต่ single piece เท่านั้น ใครฟังก็ฟังไป เราได้ยินเสียงเพรียกของเสื้อห้อม สะดอห้อม โหยหาเราอยู่ไรๆแล้ว!! 555
เข้ามาในร้านก็ไม่ผิดหวัง ในสามสี่นาที ผมก็ทราบว่าผ้าชิ้นไหนที่ส่งเสียงเพรียกหาเมื่อสักครูนี้ พอใส่ลองทับไปดู (โชว์รูมแก้ววรรณาไม่มีห้องลองครับ คราวที่แล้วผมไม่ทราบ ขอลองจริงๆจังๆ แกจัดมุมแอบให้ผมเปลี่ยนกางเกงตรงมุมห้องเยื้องๆแค่นั้นเอง!) ก็ได้มาก่อนสามตัว คนเริ่มเดินตามมาถึงผมก็เลยออกมาเดินข้างนอก เพราะเนื้อที่จำกัด มองกลับเข้าไปอีกที เห็นเจ้าแอ๊ดหยิบเสื้ออีกตัวมาจากไหนไม่ทราบ! ลายยังงี้เลย ผมเลยจำเป็นต้องใช้ authority เข้าไป confiscate ยึดมาจากมือแอ๊ดในทันทีทันใด!

แอ๊ดหยิบเสื้อที่ซ่อนไว้ไหนไม่ทราบออกมาโชว์

ตอนนี้เป็นของผมไปแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า!

กางเกงสะดอ เสื้อตัวบนกับกางเกงตัวนี้ทอผ้าย้อมห้อมผสมผ้าย้อมมะเกลือครับ

ลายอย่างนี้ จะให้มีตัวที่สองได้อย่างไร...
เอกลักษณ์ของห้อมแก้ววรรณาก็คือ "สีไม่ตก" ไม่เหมือนห้อมอุตสาหกรรมที่ซักน้ำที่สิบ ก็ยัง bleed ออกมาเข้มปึ้ด เรียกว่าใส่ไปเที่ยวสงกรานต์กลับมาได้ตัวเป็นสีน้ำเงินทั้งตัวแน่นอน ดังนั้นเวลาทอผ้า แก้ววรรณาจะจงใจเล่นกับสีต้องห้ามของผ้าสีตกทั้งหลายแหล่ คือถักทอปนเล่นลายขาวกันเลยทีเดียว การันตีว่าแต่ละสีจะอยู่กันอย่างเอกเทศ แต่มารวมกันเพื่อล้อเล่นลายกันให้เกิดความสวยงามสุนทรีย์ เธองามอย่างนึง ฉันงามอีกอย่างนึง เรามารวมกันเกิดความงามยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนึง เราจะงามเช่นนี้ด้วยการที่เราไม่ล่วงเกิน ก้าวล้ำไปในพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เราจะงามเคียงข้างกัน คู่กันไป
ที่ผมบอกว่าแก้ววรรณาไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมก็เพราะว่า หลังจากเราซื้อกันคนละหนุบ คนละหนับ ปรากฏว่าเจ้าของ คนขาย ดูๆไม่ค่อยอยากจะขายบางชิ้น บางตัวเลย เพราะดูเหมือนราวกับว่าคนคุ้นเคยกำลังพรากจากไป เสียดาย อยากจะให้อยู่ด้วยกันนานๆ ยิ่งทำให้คนซื้อสำเนียกถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนได้มามากยิ่งขึ้น ทะนุถนอมมากขึ้น บวกกับเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่สีอยู่บนต้น ลงมาเป็นด้าย กลายเป็นผ้า แล้วมาเป็นเสื้อผ้าด้วย เราไม่ได้ซื้อแค่เสื้อผ้า แต่เรากำลังซื้องานศิลปดีๆนี่เอง
วิถีชุมชนก็คงเป็นเยี่ยงนี้กระมัง? เราต่างก็งามกันคนละแบบ คนละอย่าง
ฉันงามกล้วย งามหอม งามตะไคร้
เธอนั้นไซร้ งามปาล์ม งามทอผ้า
ปู่ของเรา เฒ่าของเธอ มีวิชชา
ร่วมกันมา ก่อร่าง สร้างชุมชน
ฉันมีดี เธอก็ดี เป็นไหนๆ
เราพอใจ อยู่รวมกัน เป็นสุขสม
ปฐมภูมิ คือเราอยู่ เป็นอุดม
มาชื่นชม สุนทรียศาสตร์ วัฒนธรรม