449. องค์กรจะเรียนรู้แล้วน๊า..เริ่มไงดี (Reflection ตอนที่ 11)

ว่าด้วยการพัฒนาแนวคิด Appreciative Inquiry ด้วย Kolb's Experiential Learning

ตอนนี้เป็นตอนที่ 11 ที่เป็นหนึ่งในหลายๆตอนที่ผมเขียนขึ้น เพื่อบอกเล่าพัฒนาการของ Appreciative Inquiry ที่ผมสอน/ให้คำปรึกษาครับ แต่ผมก็ปรับปรุง พัฒนาของผมไปเรื่อยๆ..ให้เหมาะกับบริบท..เหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเรา..คนเราก่อนพัฒนาคนอื่น..ก็ต้องพัฒนาตัวเอง..จริงไหมครับ..

1. วันนี้ผมนึกถึงก่อนที่ผมจะมาทำ AI คือก่อนเรียนปริญญาเอก..ผมเข้าไปอยู่ในแวดวงงานวิจัยที่แสนจะท๊อปฮิตติดลมบนอยู่นาน ก็คือกลุ่มทำ Cluster หรือพวก CDA ที่นำแนวคิดมาจากหนังสือ The Competitive Advatage of the Nation of Michael E. Porter แห่งสำนักฮาเวิร์ด...ไดมอนโมเดล...หรือโมเดลรูปเพชร เป็นอะไรที่ต้องมนต์ขลัง..ประมาณว่าคุณจะพัฒนาอะไรให้มันแข่งขันได้...คุณต้องใช้โมเดลรูปเพชร..วิสาหิจต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เขาเรียกว่าคลัสเตอร์...

เราจึงเห็นการทำวิจัย สัมมนา..โดยสำนัก มหาวิทยาลัยต่างๆ..ที่เน้นส่งเสิรมการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์..ว่ากันตั้งแต่ปลาร้า..ยันชิ้นส่วนรถยนต์ครับ...ประเด็นวันนี้ผมไม่ได้มาว่ารายละเอียด เพราะมันแสนจะยืดยาว...เอาเป็นที่ผมชอบเลย..ที่ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องการสร้างความได้เปรียบของการแข่งขันนี้..ผมชอบที่ท่านอาจารย์พอร์ทเตอร์..วิเคราะห์ไว้ครับ..ประมาณว่า..ทำไมประเทศที่ส่งออกสิ่งทออย่างไร..ไม่กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นอย่างปารีส มิลาน นิวยอร์ค โตเกียวหล่ะครับ..มันน่าสงกะสัยไหม..แถมตอนนี้ยังปวดตับกับค่าแรง 300 จนเริ่มย้ายฐานไปเวียดนาม ไปเขมร..เราเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัo...

....

นัยว่าองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคำว่า Sophisticated Demand หรือการเรียกร้องของผู้บริโภค "ท้องถิ่น" ครับ..ประมาณว่าเช่นที่มิลาน คุณอาจเห็นคนกวาดถนนแต่งตัวดีกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ครับ..แต่งตัวดีไม่ได้หมายถึงแพง..แต่มีหัวศิลป์เอานั่นผผสมนี่ต่างหาก..เรียกว่ามีผู้บริโภคท้องถิ่นที่รู้ว่า "ของดี ของแท้" คืออะไร..เพราะฉะนั้นคุณไปทำอะไรมั่วๆไม่ได้..แถมต้องทำให้ดีขึ้น..เพราะเขารู้ทัน..ผู้บริโภคท้องถิ่นที่มีความรู้นี่แหละ ที่เป็นพลังผลักดันที่แท้จริงของอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำของโลก..ไอ้ที่มัวแต่ส่งออกน่ะ..ที่สุดแพ้อย่างเดียวครับ

2. ผมประทับใจเรื่องนี้มาก..คิดอยู่ในใจว่าจะทำอย่างไร..เวลาไปสอนคนให้ทำ Cluster ก็ควรสอนเรื่องนี้...สิ...ในแผนกลยุทธ์ก็ต้องมีเรื่องนี้...แล้ววันหนึ่งผมก็พัฒนา Workshop ขึ้นมาเรียกว่าของแท้คืออะไร (Authenticity)...แล้วไปเริ่มสอนครับ..ที่การสอนครั้งหนึ่งผมทำ Workshop ก็คือบอกให้เขาช่วยกันค้นหากันสิ..ว่า..สินค้าของตัวเองน่ะ ของแท้คืออะไร..งงครับ..ชัดเลยไม่มีใครเคยศึกษาว่าสินค้าของตนที่เป็นของแท้คืออะไร..เพราะถ้ารู้ว่าคืออะไร..ก็สามารถสื่อสารไปสอนให้ผู้บริโภคมีความรู้ได้..ถ้ามากพอเท่ากับคุณกำลังสร้าง Sophiticated Demand ขึ้นมาเอง..

ซึ่งก็ตรงกับการศึกษาของอาจารย์อีกกลุ่มในหนังสือ Authenticity ที่ว่า..จริงๆแล้วลูกค้าต้องการ "ของแท้" ครับ..

3. ตอนหลังมาสอน AI ครับ..แต่ก็สอนผู้ประกอบการณ์เยอะมากๆ..ก็เลยมีแนวคิิดที่จะเอาเรื่องนี้มาสอนโดยสร้างแนวคิด Appreciative Enterpreneurship ขึ้นมา คือสอน AI ให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้าง Sophisticated Demand..ได้

4. เล่าแนวคิดนี้ให้ลูกศิษย์รายหนึ่งฟัง..เขาจะทำร้านกาแฟ..เลยตั้งคำถามว่า.."กาแฟของแท้" คืออะไร..แค่นั้น..ลูกศิษย์ผมเกิดแรงบันดาลใจ ใช้เวลาปีกว่า..ค้นหาว่ากาแฟของแท้คืออะไร..ทั้งเอกสาร ตำรา..ไปลอง..ไปถามผู้รู้..จนกระทั่งเขาบอกได้เลยว่า.."espresso บ้านเราไม่ใช่ของแท้อาจารย์" ..เขาพัฒนาสูตร ทั้งถามทั้งลอง..จนกระทั่งได้กาแฟ..ทั้งแท้ ทั้งดัดแปลง..แต่ก็ดัดแปลงจากของแท้..อร่อยครับ..

...

แถมตั้งโต๊ะ สอนลูกค้าครับ..ถ้าว่างจะเปิดติวเลยว่า..กาแฟของแท้ดูยังไง..ได้เรื่องครับ..ลูกค้าแทบไม่ไปไหนอีกเลย..เพราะรู้แล้ว...แถมเกิดปรากฏการณ์อยากลองชิมอะไรใหม่ๆอีก..

นี่ไงครับ..ผมว่าวิธีการนี้ใช้พัฒนา Personal Mastery ในแนวคิด Learning Organization ได้เลย..ประมาณว่ารู้ทิศ ว่าจะทำอะไร..เดี๋ยวเรียนรู้ และความรู้และ ขีดความสามารถจะสูงขึ้นเอง..

ผมอยากถามว่า "การศึกษาของแท้คืออะไร" ถ้าทำได้ จะเกิดอะไรขึ้นครับ..ลองจินตนาการดู..

....

ตอนนี้เริ่มมีคนสนใจขอทำ Franchise แล้วครับ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)