ว่าด้วยการพัฒนาแนวคิด Appreciative Inquiry ด้วย Kolb's Experiential Learning:::

1. เป็นตอนที่ 10 แล้วครับ..ที่ผมเขียนถึงการพัฒนาการเรียนการสอน การให้คำปรึกษา Appreciative Inquiry ของผมเอง..มัวแต่พัฒนาคนอื่น..โดยไม่พัฒนาตนเอง..ที่สุดก็คงไปไม่ถึงไหน...เอาหล่ะ..วันหนึ่ง..ผมอ่านหนังสือของ Set Goldin ชื่อ Poke the Box ครับ

อ่านถึงตอนหนึ่งที่พูดถึง นายแพทย์คนหนึ่งที่เมื่อร้อยปีที่แล้ว..ค้นพบความลับของจักรวาล..คืออะไรครับ..สมัยนั้นในโรงพยาบาลไม่มีการดูแลความสะอาด อาชีวอนามัยเหมือนสมัยนี้..ถ้าคุณเกิดเมื่อร้อยปีก่อน..เข้าโรงพยาบาลไปจะเจอกลิ่นคาวเลือดคลุ้งครับ..มีการใช้ผ้าพันแผลซ้ำ..ผู้ป่วยตายจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลเยอะมาก..คุณหมอคนนี้แหละที่ค้นพบเรื่องนี้..ค้นพบว่า..คนตายในโรงพยาบาลจำนวนมาก ตายจากการติดเชื้อ เพราะโรงพยาบาลไม่สะอาด..เพียงทำโรงพยาบาลให้สะอาดก็ลดอัตราคนตายได้แล้ว...

....

ความจริงง่ายๆ..แต่ท่านพูดไป..ไม่มีใครฟัง..ไม่มีใครทำตาม..พยายามพูดอล้วพูดอีก..ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดใครได้..กว่าคนจะยอมรับ..ก็หลังคุณหมอนี้ตายไปยี่สิบกว่าปี...ทำไมครับ..

...

เซธบอกว่าคุณหมอแกแรงครับ..เวลาแกพูดจริงใจมาก...ในการประชุมวิขาการทางการแพทย์..คุณหมอแกลุกขึ้น..แล้วตะโกนด่าหมอนับร้อย..ด้วยคำพูดนี้ครับ.."พวกแก..ไอ้ฆาตรกร..แกรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ในโรงพยาบาลน่ะมันต้องปลอดเชื้อ..."...

คุณคงเดาออกนะครับ..ว่าทำไมเรื่องดีๆ..เรื่องง่ายๆ..แต่สามารถเปลี่ยนโลกได้..จึงไม่ได้รับการยอมรับ..จนคุณหมอคนพูดนี่แทบหมดอาชีพ..และตายอย่างขมขื่น..กว่าจะยอมรับ ไม่รู้คนตายไปกี่ล้าน...

....

2. เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงความพยายามของคนดี หลายๆ คนที่พยายามจะเปลี่ยนองค์กรด้วยเทคนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น KM LO หรืออะไรก็ตามที่ดี..แม้กระทั่ง AI ก็เถอะ..แต่กลับจบลงด้วยการถูกมองเป็นตัวตลก...

3. เลยทำให้นึกถึงงานของอาจารย์ฮาเวิร์ดท่านหนึ่งในหนังสือ The Iconoclast ที่ พูดถึงการศึกษาของนักประสาทวิทยาครับ..ว่า.."สมองของคนเราเป็นสมองขี้ระแวง" ประมาณว่าปลอดภัยไว้ก่อน..สมองมนุษย์มีสองส่วน ส่วนนอกคือสมองส่วนเหตุผล..เป็นส่วนบางๆ..วิวัฒนาการมาราวสองแสนปีเอง...ส่วนชั้นในเป็นสมองเดียวกับสมองสัตว์เลื้อยคลานครับ..สมองมนุษย์ทำงานสลับไปมาระหว่างสมองมนุษย์กับสมองสัตว์เลื้อยคลาน...

สมองสัตว์เลื้อยคลาย..เป็นไงครับ..คุณเคยเห็นจิ้งจกไหมครับ..มันหนีอย่างเดียวครับ..เมื่อคุณไปไกล้มัน..แต่มันก็เอาตัวรอดได้...

...

เพราะฉะนั้น..เวลาคุณจะทำอะไร..อย่างใช้ศัพท์แสงประหลาด เอาง่ายๆ แค่พูดว่าจะสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ เท่านี้แหละคนในองค์กรคุณจะปฏิเสธเลยหล่ะ..เพราะคุณไปกระตุ้นสมองสัตว์เลื้อยคลานของเขา...ผมเองสอน AI ก็ถูกปฏิเสธ..."ไม่เคยได้ยิน" ถึงขั้นบอกว่า "ไม่มี" ....ครับ..พี่เข้าไปหาใน Google ก็มีครับ เพียบ แต่สี่ห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยหาหรอก

....

ถามว่าใครผิด..ผมว่าเรานี่แหละ..เราทำไปด้วยความไม่รู้ครับ..ส่วนคนในองค์กรของเราผิดไหม..ที่ต่อต้านคุณอย่างเอาเป็นเอาตาย..ไม่ผิดครับ..เพราะนั่นเป็นสมองสัตว์เลื้อยคลานครับ..คุณเองก็เช่นกัน..ก็ไม่ยอมรับอะไรดีๆ..ก็มากไม่ใช่เหรอครับ..พอกัน..

3. เพราะฉะนั้นผมเองครับ..เวลาทำ AI ไม่ว่าจะสอน หรือทำโครงการที่ปรึกษาจะระมัดระวังครับ..เราจะผสมผสานแนวคิด The Iconoclast ไปด้วย..ครับ..

4. เช่นเราไปที่ไหน..เราจะไปธรรมดาครับ..เสนอทางเลือกใหม่ในการพัฒนาองค์กร..ด้วยการใช้คำถามเชิงบวก..จะอธิบายน้อยๆก่อน..อาจเริ่มในโครงการกับผู้บริหารระดับล่างสุก..ในบางที่ไม่บอกด้วยว่าทำ AI...

แต่ AI ถูกแทรกอยู่ครับ..โดยเรามีเงื่อนไขว่าเป็นการอบรมที่ต้องทำการบ้านด้วย..ก็เป็นการบ้านง่ายๆ ไม่ใช้เงินลงทุนอะไร..เพราะขืนใช้เงิน..เจอแน่ครับ..พอไม่ใช้เงิน..เราจะไม่ถูกต่อต้าน..แถมได้รับความร่วมมืออีก ผลคือ...พอสำเร็จขึ้นมา..คราวนี้..ไปโดนใจผู้บริหารระดับสูง ถึงขั้นเขยิบให้เราไปทำในกลุ่ม Vice President หรือแม้กระทั่งลูกเจ้าของเอง..บางที่เจออย่างนี้ครับ..เจ้าของสั่งลูก.."จะให้มาเรียนกับอาจารย์"...ไปโน่นครับ..

เพราะฉะนั้นผมว่าทำอะไรเนียนๆ นี่แหละ..จะทำให้องค์กรเริ่มการเรียนรู้ได้..เริ่มเปลี่ยนแปลงได้..ครับ..

คุณล่ะมีวิธีเนียนอย่างไร..เล่าให้ฟังบ้างนะครับ..

 

หมายเหตุ. สำหรับนักศึกษา MBA KKU ที่ลงวิชา Positive Organization Development นี่คือการทำ Experitiential Learning ของอาจารย์ครับ..เป็นตัวอย่างที่สิบ..เช่นเดิมครับ หมายเลข 1,2,3 และ 4 คือ Concrete Experience, Reflection, Conceptualization และ Experimentation ตามลำดับครับ..