พุทธศาสนาเชิงรุกด้านการสาธารณสงเคราะห์ในหลวงพระบาง

                การทำงานของพระสงฆ์ในหลวงพระบางด้านการสาธารณสงเคราะห์ เท่าที่สำรวจ ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ซึ่งได้รับคำตอบจากสาธุบุญทัน ปุญฺญกาโม ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์หลวงพระบางว่ากำลังริเริ่มขึ้นบ้างแล้ว  

 

ศักยภาพของพระสงฆ์ลาวในหลวงพระบาง

      การศึกษาของสงฆ์ลาวในแขวงหลวงพระบาง มีระดับมัธยมเท่านั้น คือ

      1. มัธยมศึกษาชั้นปีที่  1-3                                จัดการศึกษาที่วัดมโนรมณ์

     2. มัธยมศึกษาชั้นปีที่  4-7                                จัดการศึกษาที่วัดพระบาท

     เมื่อเด็กจบชั้นประถมศึกษาปีที่  5  แล้ว ส่วนหนึ่งจะส่งลูกเข้ามาบวชเรียนเพื่อฝึกอบรมจึงทำให้มีความผูกพันกับพุทธศาสนา ผู้เข้ามาบวชเรียนโดยมากเฉลี่ยใช้เวลา  3  ปี การศึกษาขณะบวชเรียนมีอยู่  2  สายคือ ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาแล้วต่อในระดับอนุปริญญาต่อไป  และถ้าไม่ได้ศึกษาต่อมักจะอยู่กับวัดเรียนอักษรธรรม, การเทศน์ทำนอง, ฝึกการสวดมนต์  โดยมีคติ  ดังนี้

     1. คติความเชื่อเดิม ๆ ทำให้ประชาชนติดยึดกับประเพณีวัฒนธรรมเก่า ๆ สูงมาก

     2. พระนักปฏิวัติอย่างพระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ)  พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) ที่กล้าท้าทายกับกฎระเบียบของรัฐและสังคม ไม่มี อาจไม่มีความรู้ความสามารถพอ หรือเพราะกฎหมายบ้านเมือง  เท่าที่สังเกตจะมีเฉพาะสาธุใหญ่คำจันทร์และพระหัวก้าวหน้ามักจะมีการศึกษามาจากฝั่งไทยมากกว่า แต่ก็มีน้อยโดยมากจะอยู่ที่เวียงจันทร์และปากเซ

     3. ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นผู้ชาย มักเคยผ่านการบวชเรียนมาก่อน  ผู้หญิงมักชอบทำบุญ  ส่วนเด็ก ๆ ก็ผูกพันกับวัดเพราะมีหลวงพี่  หลวงน้า  หลวงตา บวชอยู่ตามวัดต่าง ๆ เหมือนชนบทไทยในยุค 40-50  ปีที่แล้ว

     การบริหารของพระสงฆ์ในหลวงพระบางในปัจจุบันเรียกว่า องค์การพุทธศาสนสัมพันธ์หลวงพระบาง (อพส.) ซึ่งมีการบริหารสูงสุดอยู่ที่สาธุบุญทัน ปุญฺญกาโม ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์หลวงพระบาง  และในองค์กรดังกล่าวก็ยังแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 4 ด้านคือ ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ศีลธรรม ด้านการจัดการศึกษา และด้านการสาธารณูปการ โดยมีผู้รับผิดชอบแต่ละด้านดังนี้

1.ด้านการปกครอง                              มีสาธุบุญทัน  ปุญญกาโม                 เป็นผู้รับผิดชอบ

2.ด้านการเผยแผ่ศีลธรรม                  มีสาธุอ่อนแก้ว  กิตฺติภทฺโท               เป็นผู้รับผิดชอบ

3.ด้านการจัดการศึกษา                       มีสาธุจันทริน  จินฺตธมฺโม                 เป็นผู้รับผิดชอบ

4.ด้านการสาธารณูปการ                    มีสาธุบุญเลิด  สงฺคาโร                       เป็นผู้รับผิดชอบ

     เมื่อนำเอาภารกิจทั้ง 4 ด้าน คือด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ศีลธรรม ด้านการจัดการศึกษา และด้านการสาธารณูปการ มาศึกษาแล้วจะเห็นว่าภารกิจด้านที่ 2 และ 3  คือด้านการเผยแผ่ศีลธรรมและด้านการจัดการศึกษา คืองานของพุทธศาสนาเชิงรุก ส่วนด้านการสาธารณสงเคราะห์ แม้ทางคณะสงฆ์ลาวจะไม่ระบุด้านที่ให้มีการรับผิดชอบ แต่เมื่อเข้าไปศึกษาแล้วกับพบว่า พระสงฆ์ลาวได้ทำงานด้านการสาธารณสงเคราะห์เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้อาจแฝงอยู่ในงานด้านการเผยแผ่ศีลธรรมและงานด้านการจัดการศึกษาอยู่แล้ว เพื่อให้การแบ่งงานที่รับผิดชอบให้เกิดความสอดคล้องกับคณะสงฆ์ไทย อาจสามารถจัดพุทธศาสนาเชิงรุกได้  3 ด้าน ดังนี้

      1.ด้านการเผยแผ่ศีลธรรม                  ก็คือ ด้านการเผยแผ่ของไทย

      2.ด้านการจัดการศึกษา                       ก็คือ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ของไทย

      3.ด้านการสาธารณสงเคราะห์          แม้คณะสงฆ์ลาวจะไม่ชัดเจน แต่ก็มีแทรกอยู่บ้าง

      ปัจจุบันพุทธศาสนาในลาวกำลังฟื้นตัวด้วยกระแสของโลกาภิวัตน์ ที่ในแต่ละประเทศหันมาให้ความสนใจเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง และภายในประเทศ โดยเฉพาะเมืองหลวงพระบางได้ให้ความสำคัญด้านวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งสามารถสรุปจุดเด่นทางด้านพุทธศาสนาเชิงรุกในเมืองหลวงพระบาง ได้ดังนี้

                1.หลวงพระบางเป็นมรดกโลก ซึ่งมรดกโลกเหล่านั้นแทบทั้งสิ้นเป็นแนวคิดและวิถีชีวิตภายใต้อิทธิพลทางพุทธศาสนา ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองของพุทธศาสนากับการมีส่วนร่วมของประชาชนจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างดียิ่ง

      2.หลวงพระบางเป็นศูนย์กลางการศึกษาลาวภาคเหนือ ที่สามารถผลิตบุคลากรทางศาสนา หรือศาสนทายาททุกระดับชั้น แม้ไม่หลากหลายอย่างพะเยา แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ครอบคลุมทุกระดับชั้น ปัจจุบันพระสงฆ์และประชาชนหลวงพระบางกำลังช่วยกันก่อสร้างวิทยาลัยสงฆ์ซึ่งเป็นสาขาของวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อซึ่งจะเปิดทำการเรียนการสอนไว ๆ นี้ นั้นแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงอย่างไม่ต้องสงสัย

                3.หลวงพระบางมีการผลักดัน สนับสนุนในด้านพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมจากนานาชาติ ที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือทั้งด้านบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ และเงินทุนจากหลาย ๆ ทิศทาง โดยการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุอย่างมีส่วนร่วมกับประชาชนและพระสงฆ์ในพื้นที่

     4.หลวงพระบางแม้จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง แต่หลายเรื่องได้ส่งบุคลากรเข้ามาศึกษาในประเทศไทยเพื่อนำรูปแบบการศึกษา รูปแบบสมณสารูป ตำรา วิธีการตลอดจนถึงการจัดการใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อพัฒนาพุทธศาสนาร่วมกับชุมชนอย่างจริงจัง

      5.บุคลากรทางศาสนา โดยเฉพาะพระผู้นำหัวก้าวหน้าที่มีบทบาทสูงของหลวงพระบาง เช่น สาธุจันทริน จินฺตธมฺโม สาธุบุญทัน ปุญญกาโม และสาธุอ่อนแก้ว กิตฺติภทฺโท ล้วนแล้วแต่ทำงานเพื่อพุทธศาสนาอย่างแข็งขัน จนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต่อพุทธศาสนาเชิงรุกอยู่มิใช่น้อย

                ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงรุก จึงเป็นการอบรมสั่งสอนด้วยภูมิปัญญามาจากภายในครอบครัว  ที่มีปู่ยาตายาย พ่อแม่แนะนำ โดยใช้วิธีเล่าเรื่องคติธรรมคำสอน เช่น การยกนิยายปรัมปรากรณีลูกไปเรียนหนังสือ เมื่อได้ดีรับตำแหน่งสูงแล้ว วันหนึ่งพ่อแม่ไปเยี่ยมก็ไม่ยอมรับไล่พ่อแม่ไปเพราะอายเพื่อน เป็นต้น  นอกจากนี้เรื่องที่นิยมบรรยายคือพระเวสสันดร, ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของประเทศลาว ที่ระบุว่าก่อนนี้แผนที่ของลาวมีลักษณะเหมือนใบบัว แต่ได้สูญเสียไปให้กับประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น เสียอีสานให้กับไทย  เสียลาวบาวให้กับเวียดนาม และเสียบ่อเต็นให้กับจีน  เป็นต้น

                ด้านกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางพุทธศาสนา ประชาชนจะมีบทบาทในการเข้าร่วมปรึกษากันว่าปีนี้จะทำอะไร เมื่อมีมติ เช่น การก่อสร้าง  การทำบุญ  การบูรณะวิหาร เป็นต้น  ประชาชนก็จะพากันมาขออนุญาตเจ้าอาวาส  โดยประชาชนจะร่วมทำกันเอง เป็นงานในส่วนของประชาชน อาจจะมีการเรี่ยรายกันเองตามหลังคาเรือน 

                ส่วนเรื่องของพระสงฆ์ โดยมากจะมีกิจกรรมวันเข้าพรรษา  วันออกพรรษา  สลากภัตต์ ที่พระภิกษุสารเณรจะร่วมกันทำความสะอาด ปัดกวาด และดำเนินการเอง

                ดังนั้น จะเห็นได้ว่าประชาชนในเมืองหลวงพระบาง แม้จะมีเหตุการณ์ปฏิวัติที่ต้องเปลี่ยนระบบการปกครองก็ตาม แต่ก็มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต่อพุทธศาสนาเชิงรุกอย่างเหนียวแน่น ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน