นักเรียนในวัยประถมปลายกลุ่มหนึ่ง กำลังทอดสายตายังจุดที่ตนเองสนใจด้วยท่าทีครุ่นคำนึง เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็ก้มหน้าลงเขียนข้อความลงในสมุด หยุดชำเลืองดูมุมนั้นอีกครั้งอย่างครุ่นคิดในบางช่วง แล้วจรดดินสอเขียนอะไรต่อไป ด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักสำหรับเด็กในวัยนี้

 

อาการจดจ่อต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นมาจากโจทย์ของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชื่อ "มองมุมสื่อมุมมอง" ของหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น ๕ ภาคเรียนวิมังสา

 

ภาคเรียนนี้เริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการนำเนื้อหาในวรรณกรรมปฏิสัมพันธ์นั้น มาสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน "เข้าใจและมองเห็นคุณค่าของตนเอง" รวมทั้งมองเห็นคุณค่าความงามของสรรพชีวิตรอบตัวเป็นพิเศษ

 

กระตุกความคิดด้วยวรรณกรรมแนวสร้างสรรค์

 

เนื้อหาเลือกมาให้เรียนทั้งหมดเป็นวรรณกรรมแนวใหม่ที่เรียกกันว่า วรรณกรรมแนวสร้างสรรค์ แต่ละเรื่องมีบทบาทกระตุ้นความคิดในหลายๆ มิติให้แก่ผู้เรียนได้อย่างยอดเยี่ยม  ขณะเดียวก็เครื่องมือกระตุกจิตสำนึกต่อตนเอง ต่อส่วนรวม ต่อการใช้ชีวิตได้ด้วย

 

เมื่อคุณครูออกแบบวิธีการเรียนการสอนตามกระบวนการ open approach ที่มีการเปิดโจทย์สถานการณ์ปัญหาก็ยิ่งเพิ่มแรงขับให้ทั้งกระบวนการเรียนรู้และเนื้อหา สามารถเคลื่อนไปด้วยกันได้อย่างลงตัว

 

กิจกรรมการเรียนรู้ "มองมุมสื่อมุมมอง" เริ่มจากการปูทางด้วยการฝึกให้นักเรียนฝึกทักษะการอ่านแบบจับประเด็นและสรุปใจความกันให้คล่องเสียก่อน โดยให้อ่านเรื่องกล้วยหาย เรื่องกล้วยผจญภัย และเรื่องในข่าย ซึ่งเป็นวรรณกรรมคัดสรรที่รวมอยู่ในหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชุด ภาษาเพื่อชีวิต วรรณกรรมปฏิสัมพันธ์ ช่วงชั้นที่ ๒ (ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖)  และตามด้วยการกระตุ้นให้เกิดนัยประหวัดจากเรื่องที่อ่าน คือการตีความนัยยะแฝงที่ผู้เขียนซ่อนไว้ผ่านการเล่าเรื่องที่พาให้ไต่ระดับไปสู่การอ่านเพื่อค้นหาสัญญลักษณ์และการตีความสัญลักษณ์ โดยใช้เรื่องช่อดอกกุหลาบวางอยู่กับดอกไม้อื่น เรื่องกระรอก และเนื้อหาจากเพลงหนอนเต็มขั้น

 

 

เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

 

เมื่อเด็กๆ ได้ซึมซับการอ่านงานเขียนที่กระตุกความคิดกันมาพอสมควรแล้ว  ครูจึงเริ่มให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับกลอนเปล่า โดยนำกลอนเปล่าจากหนังสือ ความลับของทะเล ของนักเรียนโรงเรียนประถมไห่ป่าว ประเทศจีน (เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล) โดยเลือกผลงานของเยาวชนรุ่นเดียวกับนักเรียนมาให้ได้อ่านและวิพากษ์วิจารณ์กัน รวมทั้งชี้ชวนให้เกิดการเรียนรู้ว่ากลอนเปล่าคืออะไร เขียนอย่างไร อะไรคือจุดเด่นของการเขียนกลอนเปล่า

 

จากนั้นครูให้เด็กเลือกมุมที่ตนเองสนใจ มองมุมหรือสิ่งของนั้นอย่างลึกซึ้งที่สุด จนสัมผัสกับพลังความคิดสร้างสรรค์บางอย่างที่ผุดพรายขึ้นมาจากภายในของตนเอง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นกลอนเปล่า ๑ บท ภายในเวลา ๑๐ นาที พอหมดเวลาก็อ่านกลอนเปล่าของแต่ละคนให้เพื่อนๆ ฟัง พร้อมกับช่วยกันตีความบทกลอนของเพื่อนว่าต้องการจะบอกอะไร

       

        ถุงเท้าสีขาว

        รองเท้าที่เปื้อน

        เวลาไปไหน

        รองเท้าจะช่วยให้ถุงเท้าสะอาด

        รองเท้ามีความสุข

        ถุงเท้ารู้สึกอึดอัด

        แต่ทั้งสองก็พึ่งพากัน

               (ด.ญ.อัญพัชร์ (จินจิน) ๕/๑)

       

เพื่อนๆ ตีความกลอนเปล่าบทนี้ของจินจินว่า การอยู่ร่วม คนคนหนึ่งก็ยอมเสียสละเพื่อให้อีกคนหนึ่งปลอดภัยและเขาก็มีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น แม้ว่าการเสียสละนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด แต่มันก็คือการพึ่งพากัน สักวันเขาจะรู้เอง...

 

เมื่อเคี่ยวกรำกันในบรรยากาศเช่นนี้ อีก ๓ ครั้ง เด็กๆ ก็จับทางกลอนเปล่าได้อยู่มือ คุณครูยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะการสะท้อนมุมมองผ่านกลอนเปล่าที่ให้เสรีในการคิดฝันที่เป้าหมายอาจจะยังกระจัดกระจายอยู่บ้าง

 

ฝึกความคิดให้รวบรัดชัดเจน

 

ครั้งสุดท้ายคุณครูพาเด็กๆ ไปนั่งใต้ร่มไม้ไทรงามริมสระหน้าอาคารสำนักงาน ภายใต้บรรยากาศอันร่มรื่น ลมเย็นโชยพัด เด็กทุกคนถอดรองเท้าและถุงเท้า วางไว้ด้านหนึ่ง แล้วนั่งราบลงไปกับพื้นหญ้า ให้ร่างกายได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างวางใจ

       

"น้อยเหลือเกินที่เราจะได้อยู่นิ่งๆ แล้วเฝ้ามองธรรมชาติรอบตัวอย่างที่เรากำลังจะทำอยู่ขณะนี้" ครูกล่าวนำ 

 

"ขอเชิญชวนชวนพวกเรามองไปรอบๆ กายของเรา มองไปที่ต้นไม้ ใบไม้ ต้นหญ้า พื้นดิน ก้อนหิน ผืนน้ำ มองความเคลื่อนไหวของธรรมชาติรอบกาย มองอย่างเป็นมิตร มองอย่างเข้าใจ เชื่อมชีวิตของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับทุกชีวิตรอบตัว...จากนั้นหลับตาลง... ขอให้เราฟังเสียงธรรมชาติรอบตัวเรา ฟังอย่างลึกซึ้ง เราจะได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพลิกใบไม้..."

 

เมื่อบรรยากาศและภาวะภายในที่ครูนำพาไปถึงจุดที่พอเหมาะแล้ว ครูให้เด็กลืมตาแล้วมองธรรมชาติรอบกายอีกครั้ง ซึ้งครูหวังไว้ลึกๆ ว่า เด็กๆ จะมองด้วยสายตาใหม่ จากนั้นก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆ ในบริเวณที่กำหนด เพื่อสร้างสรรค์กลอนเปล่าของตนเอง

 

"อีก ๑๕ นาที เราจะกลับมาที่นี่ แล้วอ่านมาอ่านบทกวีเพราะๆ กัน"