พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องความเจริญและความเสื่อมให้ทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติตาม

เหตุของความเสื่อมมีหลายอย่าง หลายประการ ตั้งแต่อย่างหนัก อย่างกลาง และอย่างเบา
อย่างหนักก็ได้แก่จำพวก ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ กัญชา ยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ โคเคน เครื่องมึนเมาทุกชนิด เล่นการพนัน เล่นหวย เล่นบอล เล่นหุ้น เล่นไฮโล เล่นไก่ชน เล่นวัวชน การเล่นการพนันทุกชนิด เป็นความเสื่อม
พวกเที่ยวเธค เที่ยวผับ เที่ยวอาบอบนวด ขับรถเที่ยว เที่ยวตามร้านอาหารฟังเพลง เที่ยวผู้หญิง เที่ยวผู้ชาย ทุกวันนี้มีทั้งผู้ชายผู้หญิง “นี่จัดว่าเป็นความเสื่อมอย่างหนัก ถ้าใครเกี่ยวข้อง ต้องมีอันเป็นไปในความเสื่อมแน่นอน...”
สำหรับความเสื่อมอย่างกลางได้แก่ เราเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไม่กระตือรือร้นในการเรียนหนังสือ ไม่กระตือรือร้นในการทำการทำงาน ไม่กระตือรือร้นในการรับผิดชอบ คนที่เขาจะเป็นคนเจริญนั้นเขาต้องกระตือรือร้นในในการท่องหนังสือ กระตือรือร้นในการทำความดี ไม่ปล่อยเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์
มันต้องขยันต้องอดทนมาก ๆ นะ...
เพราะว่าการเรียนหนังสือมันทำให้คนฉลาด มันทำให้คนฉลาดในวิชานั้นๆ ฉลาดในการงานอย่างนั้นๆ

งานที่มีประโยชน์ คือ งานที่เป็นคนฉลาด เป็นงานที่คนรู้จักรู้แจ้ง เป็นงานที่วางแผน งานแบบนี้เงินเดือนจะดีมากกว่างานที่ใช้แรงงาน
ถ้างานที่หนัก งานแบกหาม งานบริการ เป็นกรรมกรต่าง ๆ เป็นงานของคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นงานของผู้ที่ขี้เกียจเรียนหนังสือ ค่าตอบแทนก็ได้น้อย เพราะว่าเป็นงานไม่ได้ใช้หัว ใช้แต่ร่างกาย เหมือนกับวัวควายสมัยโบราณต้องรากเกวียน ต้องไถนา เขาถึงให้ความสบประมาทว่า “โง่เหมือนวัวเหมือนควาย...”
ชีวิตของเด็กมันยังไม่เข้าใจนะ มันไม่อยากอ่านหนังสือ ท่องหนังสือ เรียนหนังสือ เพราะการอ่านการเรียนมันเป็นของยาก ถึงต้องอ่านให้มันเข้าใจ ถึงต้องจำ
ตอนเด็ก ๆ ก็อยากสบาย อยากมีความสุขในการเล่น เขาไม่ได้คิดว่าอนาคตหลายปีข้างหน้าโน้น เขาต้องมีปัญหาแน่ แล้วเด็กส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยเห็นพวกเพื่อนที่ตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ เห็นแต่เพื่อนเที่ยวเพื่อนเล่น

พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนพวกเราว่า เด็กตั้งแต่ ๗-๑๕ ปี ต้องฝึกบังคับให้ทำความดี ให้ตั้งใจฝึกเขา ถ้ารักลูกต้องฝึกลูก ฝึกตั้งแต่ ๗-๑๕ ปี ช่วงนี้ต้องฝึก
ช่วงที่เด็กอายุ ๗-๑๕ ปีนี้ท่านถึงให้เลี้ยงท่านถึงให้เลี้ยงอย่างขี้ข้า เลี้ยงอย่างคนรับใช้ เลี้ยงอย่างทาส ใช้การใช้งาน พ่อแม่อย่าไปใจอ่อน สงสารลูก กลัวมันจะเหนื่อยยาก กลัวมันจะลำบาก ถ้ามิฉะนั้นเราเองนั่นแหละจะสร้างความเสียหาย เราเองจะเป็นผู้ทำร้ายลูกเรา เพราะเด็กมันยังไม่รู้ เรื่องอะไร เราต้องสอนพาประพฤติปฏิบัติ
ช่วงอายุจาก ๑๕ ปี จนเขาเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ต้องเลี้ยงอย่างเป็นเพื่อนกับลูก...
เด็กมันโตแล้ว เราไม่ต้องพูดว่า พูดด่า พูดจุกจิก ไม่ต้องบ่นอะไร เราต้องใช้บทใหม่ พูดชมลูกเรา สรรเสริญลูกเรา ดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้
ส่วนใหญ่คนเลี้ยงลูกไม่ถูก ลูกโตขนาดนี้ บ่นทั้งเช้าทั้งเย็น บ่นทั้งวัน คิดว่ามันจะได้ดี ได้ผล ทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ถูกวิธี...
แทนที่ลูกเรามันจะดี มันกลับร้ายลง เกิดปัญหาต่าง ๆ นานา ไปติดเพื่อน ติดยาเสพติด ไปมีแฟนก่อนวัยสมควร มันต้องเป็นไปอย่างนี้ เพราะเข้ากับพ่อแม่ไม่ได้ ลูกเขาเลยต้องเอาสิ่งภายนอกเป็นที่พึ่ง ต้องเอาเพื่อนเป็นที่พึ่ง
การเลี้ยงลูกไม่ถูกวิธีถือว่าเป็นอบาย ทำให้ลูกของเราต้องตกต่ำนะ...
พ่อแม่เลี้ยงลูกผิดวิธี ทีนี้ไม่โทษตัวเอง ไปโทษลูกโทษเด็กว่าพูดยาก สอนยาก มันไม่ได้เป็นความผิดที่ลูก มันเป็นความผิดที่พ่อแม่ไม่ได้บอกได้สอน เขาก็ทำตามพ่อแม่ทุกขั้นตอน เพราะพ่อแม่เตรียมขุดหลุมฝังไว้ข้างหน้านะ
ฝังลูกตนเอง ฝังหลานตนเอง แทนที่จะบอกที่จะสอนเด็กในเวลาที่ควรสอน ที่นี้เราจะโทษว่า ครูสอนไม่ดีไม่ได้ เพราะเราเป็นพ่อเป็นแม่เขาก็ยังไม่ได้สอนเลย เพราะคุณครูก็เป็นคนที่ห่างออกมาอีก ถึงจะเป็นพ่อแม่คนที่ ๒ แต่ก็ห่างถัดออกมาอีก
เมื่อเด็กมันไม่มีความรู้ความสามารถ ชีวิตของเขาต้องจนเป็นชนชั้นกรรมกร เพราะคิดอะไรไม่เป็น โตขึ้นก็คิดในระดับชนชั้นกรรมกร ในอนาคตมันต้องทุกข์แน่ ๆ ทุกข์ทั้งกาย ทุกทั้งใจ
ครอบครัวต้องขัดสนเพราะรายได้มันน้อยรายจ่ายมันมาก สามีภรรยาต้องทะเลาะกันเช้าทะเลาะกันเย็น แล้วมันก็คิดจะรวยทางลัด ทีนี้ถึงวันหวยออกก็ต้องพากันเล่นการพนันซื้อหวยกัน ทั้งหวยรัฐบาล ทั้งหวยเถื่อน วันหวยออกหัวใจเต้นตุ๊บ ๆ ถ้าถูกมันก็ดีหน่อย แต่ส่วนใหญ่มันไม่ถูก แล้วก็ต้องทุกข์ยากลำบาก ต้องกินเหล้าเมายา สูบบุหรี่ เล่นการพนันต่อไปอย่างนี้แหละ เพราะมันมาจากเด็ก ๆ ที่เราไม่ได้สอนลูกเรานะ...
ลูกเรามันไม่ได้เรียนหนังสือ มีโอกาสเรียนหนังสือตอนเด็ก ๆ แล้วไม่เรียนหนังสือ มันเลยเป็นอบาย เป็นความเสื่อมที่เกิดแก่เรา แก่ลูก แก่หลานของเรา การที่เราไม่ได้เรียนทำให้เราตกต่ำ
กุลบุตรลูกหลานที่มาอยู่วัด มาบวชสามเณร ต้องพากันตั้งใจเรียนหนังสือนะ

ถึงมันจะขี้เกียจขี้คร้านก็ต้องอดต้องทน ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เรามีทุกข์แน่ เราต้องพลาดโอกาสแน่ ถึงแม่ถึงพ่อเราร่ำรวย เราก็ต้องตั้งใจเรียน เพราะต่อไปพ่อแม่ต้องแก่ต้องเฒ่า เราต้องดูแลรักษา
ยิ่งพ่อแม่เป็นคนจน เราต้องตั้งใจเรียน เพราะเราจะได้ช่วยเหลือพ่อ ช่วยเหลือแม่ ช่วยเหลือคนอื่นได้ ฐานะการเงินของเราจะได้ดีขึ้น
สมัยทุกวันนี้มันพัฒนาไปไกล เขามีโทรศัพท์ มีคอมพิวเตอร์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ในการเรียนการศึกษา ให้เราเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้จำเพาะเจาะจงให้มันเกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรามีสิ่งเหล่านี้ มาไว้ดูหนัง ฟังเพลง ติดต่อเพื่อน เล่นเกมส์ อันนี้เขาจัดว่าเป็นหนทางแห่งความเสื่อมเหมือนกัน
เครื่องจักรดีมันดีนะ มีคอมพิวเตอร์นี้เราก็เอาไว้ใช้ในทำการทำงาน แต่ถ้าเราเผลอ เราประมาท เครื่องจักรนั้นมันก็ทำร้ายเราได้ มีดคม ๆ มันบาดเราได้ เรานี่ก็ปล่อยให้เด็กเล่นมีดคม ๆ นะ
ทุกวันนี้เด็กมันเล่นมีด ไม่บาดมันเป็นไปไม่ได้ เรากำลังเป็นเด็กที่เล่นมีดคม ๆ ถ้าไม่ระวังในการใช้ มันต้องบาดเราแน่ ๆ
โทรศัพท์มันก็ดูดเอาความดีของเราไปหมด คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ก็ดูดความดีของเราไปหมด เพราะเราไม่รู้จักความพอดี เราไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์
โทรศัพท์ก็ดี คอมพิวเตอร์ก็ดี โน๊ตบุ๊คก็ดี มันถือว่าเป็นอบายมุขที่จะดึงเราไปสู่ที่ต่ำได้ แทนที่จะมีความรู้ความสามารถ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มีศักยภาพ กลับเป็นการทำให้จิตให้ใจเสื่อม ระบบสมอง สติปัญญาเสื่อม เพราะโทรศัพท์มันดูดกินไปหมด คอมพิวเตอร์มันดูดกินไปหมด
คอมพิวเตอร์หลายพัน โทรศัพท์หลายร้อยให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่าใช้ทำร้ายตนเอง ทำลาย ความเจริญ ทำลายสติปัญญาตนเอง ใช้ให้เกิดประโยชน์นะ
สังเกตดูนะ เด็กเรามันเสื่อมเข้าทุกวัน ๆ เพราะใช้เครื่องมือไม่เป็น
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้สมาทานในใจว่า “เราจะใช้โทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ได้ใช้เหมือนที่เขากำลังใช้กันทุกวันนี้ ใช้ในทางที่ต่ำ ใช้ในทางอบายนำไปสู่ทางที่เสื่อม...”
เช่นคนใช้คอมพิวเตอร์ก็นำมาเล่น Face book บางครั้งก็หลอกกัน พอเจอกันก็เกิดความเสียหาย บางคนเสียใจถึงขั้นฆ่าตัวตาย เราตายคนเดียวไม่เท่าไหร่ มันนำความเสียใจมาสู่พ่อแม่ของเรา สู่ครอบครัวของเรา สู่คนรอบข้างของเรา สาเหตุก็เพราะเราใช้ไม่เป็น ใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางเสื่อมใช้ไปในทางอบาย
ผู้ที่ไม่เคารพในระเบียบในวินัย ไม่เคารพในกติกาก็ถือว่าเป็นผู้ที่ตกในอบายคือความเสื่อม...

เรื่องระเบียบ เรื่องเวลา เราต้องรักษากติกาขนบธรรมเนียมไว้ให้มันเคร่งครัด เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ ให้รักษาเวลานะ
ถ้าถึงเวลาหยุดต้องหยุด ถึงเวลาทำต้องทำ ถึงเวลาไปต้องไป ถึงเวลาอยู่ต้องอยู่ ถึงเวลากินต้องกิน ถึงเวลานอนต้องนอน
ระเบียบวินัย กฎหมาย สังคม เราต้องปฏิบัติตาม เพราะว่าเรื่องระเบียบมันเริ่มจากความคิด อันนี้คิดได้ อันนั้นคิดไม่ได้ อันนี้พูดได้ อันนั้นพูดไม่ได้
“ระเบียบเริ่มจากอันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้...”
ทุกคนต้องมีระเบียบวินัย ถ้าไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย เราจะเป็นคนตกต่ำนะ ตกอยู่ในอบาย ถือว่า เป็นคนใช้ไม่ได้
ใหม่ ๆ ทุกคนว่าเราเป็นคนดี ถ้าไม่มีระเบียบวินัยเราก็เป็นคนใช้ไม่ได้
ศาสนาจะยืนยงอยู่คงได้นาน เพราะสาวก พุทธบริษัททั้งหลายมีระเบียบมีวินัย
ประเทศชาติจะอยู่ยืนนานเพราะทุกคนมีระเบียบมีวินัย
เรื่องระเบียบ เรื่องวินัยเป็นภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ปริยัติ ไม่ใช่ตัวหนังสือ มันอยู่ที่ความประพฤติของเราทุกคน
ที่สถาบันต่าง ๆ ที่เจริญเพราะเขามีระเบียบ มีวินัย...
ระเบียบวินัยต้องแน่นอน ต้องศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายเขียนได้หลายเล่ม ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามเท่ากับ เราไม่มีกฎหมาย ไม่มีขื่อ ไม่มีแปร
อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ระเบียบเราไม่ดี วินัยเราไม่ดี ที่บ้านเราเป็นอย่างนี้ สังคมเป็นอย่างนี้ มันเป็นหนทางแห่งความเสื่อม ความฉิบหาย เพราะเราไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย ไม่มีความตั้งมั่น
เราเป็นเด็ก ถือว่ามันยังดัดง่ายกว่าแก่นะ ให้กระตือรือร้นในระเบียบในวินัย
ใครจะมีไม่มีก็ช่างเขา ให้เราเป็นคนมีระเบียบมีวินัย เราจะได้สร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ
ให้เราสร้างความเป็นปูชนียบุคคลให้ตนเอง ถ้าสมัยนี้มันหายาก เราก็สร้างตนเองนี้ให้เป็น “ปูชนียบุคคล”

เมื่อเรามีระเบียบวินัย มีความกระตือรือร้น ความเจริญมีแก่เราแน่นอน
คนเรามีกิเลสมากนะ อันไหนเป็นระเบียบวินัย มันไม่อยากทำ ไม่อยากประพฤติปฏิบัติ
เช่นคนส่วนใหญ่กลัวเป็นทหาร กลัวที่จะเป็นทหารเกณฑ์ เพราะทหารฝึกให้มีระเบียบ มีวินัย พากันกลัวมาก กลัวระเบียบ กลัววินัย
ถ้ามันเป็นระเบียบวินัย พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้กลัว กลัวแต่จะไม่มีระเบียบวินัย
เรามองไปข้างหน้า วัดไหนไม่มีระเบียบวินัยมันไม่เจริญ มันเสื่อม
เราลองมองไปในโรงเรียนที่ไม่มีระเบียบวินัย โรงเรียนนั้นมันเสื่อม
ที่ครูบาอาจารย์ให้เรามาฝึกเดินตามรอยพระพุทธเจ้า อย่างพระที่มีความเจริญต้องมีศีลที่ดี มีวินัยที่ดี ศีล ๒๒๗ ข้อ ต้องรักษาให้ดี ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ
ที่จริงพระวินัยของพระไม่ใช่ ๒๒๗ ข้อนะ ที่จริงมันตั้งหลายหมื่นข้อ แต่ ๒๒๗ ข้อนี้เพียงแต่ มาสวดในพระปาฏิโมกข์
ทำไมมีเยอะ...?
เพราะระเบียบวินัยทำให้เราเป็นคนดี ปิดอบายมุข ปิดอบายภูมิ กิจวัตรต่าง ๆ ที่เราทำอันนี้เป็นธรรมวินัย ที่จะให้เราฝึกฝนตนเอง เพื่อจะเป็นผู้เจริญ เช่น ตื่นตี ๓ ทำวัตรสวดมนต์ บิณฑบาต เสียสละต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นพระวินัยทั้งหมด “ถ้าวินัยไม่ดี ธรรมมันก็ไม่ดี เพราะในพระวินัยสรุปรวมก็ได้แก่ ศีล”
ศีล คือบาตรฐานแห่งความดี คนเราจะมีความดีต้องมาจากระเบียบมาจากวินัยนะ

การฝึกตนเองต้องอาศัยระเบียบ อาศัยวินัย อย่าพากันกลัวระเบียบกลัววินัยนะ ทำอะไรให้มันเป๊ะ ๆ ๆ ตามระเบียบตามวินัยให้เป็นความเคยชิน
ที่เรามาฝึกฝนตนเอง ที่เราใส่ชุด ใส่เครื่องแบบแต่งกายนั้นก็ล้วนแต่เป็นธรรมวินัย
ตำรวจ ทหารต้องแต่งเครื่องแบบ ข้าราชการ สถาบันต่าง ๆ อันนี้มันเป็นระเบียบ
เราอยู่ด้วยกันหลาย ๆ คนต้องยิ่งมีระเบียบมาก ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะได้สร้างความเดือดร้อน ให้คนอื่นแน่
เราอยู่ในวัดอยู่หลายคน รับประทานอาหารร่วมกันต้องอาศัยระเบียบวินัยนะ ฉันเป็นระเบียบพร้อมกัน อย่าฉันมูมมาม ตระกระตระกราม อย่าไปทำน้ำกระเด็น อาหารกระเด็น อย่าไปทำเสียงดัง มันต้องบังคับตัวเอง เพราะตัวเองมันแย่อยู่แล้ว กิเลสมันอยากจะโผล่อยู่แล้ว
เวลาเข้าออกก็ต้องสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เดินเสียงดัง นั่งเสียงดัง เวลาเราทำอาหารที่โรงครัว ไม่ใช่เสียงดังเฮ้ เฮ้ เฮ้ ไม่เหมือนคนดูมวย เล่นไก่ ดูคอนเสิร์ต ต้องสำรวมระวัง มีศีล มีธรรม มีวินัย
อย่างวัดเรากุฏิหลังหนึ่งมีหลายห้อง ต้องมีระเบียบวินัย อย่าสร้างความหนักอกหนักใจให้คนอื่น จะขึ้นจะลงก็ให้สำรวมระวัง ไม่ใช่ไปรับโทรศัพท์ฮัลโหล ๆ อยู่นั่น เอาอาหารไปทำเสียงดัง เขาจะนั่งสมาธิ เรามันคนขาดสติ ไม่มีระเบียบวินัย ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็ยังไม่รู้ คนอื่นเขาแอบไปบอก ครูบาอาจารย์ว่าเขาอยากย้ายกุฏิ ไม่มีสมบัติผู้ดี สร้างความรำคาญ
คนไม่มีระเบียบวินัยมันไม่รู้จักตนเอง อันนี้ควรทำ อันนี้ควรพูด เพราะเป็นคนที่ไม่รู้จักระเบียบวินัย ไปอยู่ที่ไหนก็ทำความหนักอกหนักใจให้คนอื่นเขา
เพราะคนไม่มีระเบียบไม่มีวินัย ไม่รู้จักตนเองว่าตนเองเป็นพระแล้ว เป็นสามเณรแล้ว เป็นคุณแม่ชีแล้ว เป็นคนวัดแล้วก็ไม่รู้จักตนเอง
ให้ทุกคนภาวนาดูตนเอง คิดดูตนเองมันบกพร่องตรงไหน อย่าให้แย่ไปกว่านี้เลย ระเบียบวินัย ของเรามันจะได้เกื้อกูลจรรโลงในสิ่งที่มีอยู่ให้มันดีขึ้น
เราไม่มีระเบียบไม่มีวินัยยังต้องให้คนอื่นบังคับ ต้องให้คนอื่นเตือนอยู่ ก็ยังถือว่าไม่ผ่านนะ ต้องกลับมาแก้ไขตนเองให้เร็วที่สุด
เราอย่าไปถือเอาเหตุปัจจัยเล็กน้อย มาแก้ตัว ว่าเป็นเพราะอย่างโน้น เป็นเพราะอย่างนี้
ทุกท่านทุกคนต้องบังคับตนเองเข้าหาธรรมวินัย ชีวิตของเรามันถึงจะดีขึ้น เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นอยู่วัดหลายปีก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ร่างกายจิตใจเสื่อมลง
คนเราส่วนใหญ่มันรู้ตนเองนะ ถ้ามันรู้มันต้องรีบแก้ไข เพราะว่ามันทำมานาน มันเคยชิน เคยตัว
พระพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ไขนะ ถ้าเราไม่แก้ไขไม่ได้ เราจะอยู่ในความเสื่อม เสื่อมทั้งกาย เสื่อมทั้งใจ ทุกคนต้องการความเจริญก็ต้องประพฤติปฏิบัติสู่หนทางอันเจริญ...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันพุธที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕