สาวน้อย หนูคือส่วนที่เติมเต็มในชีวิตแม่

สาวน้อย

 วันนี้แม่ตื่นแต่เช้า เพราะต้องมาทำภารกิจส่วนตัว ซึ่งเป็น deadline แล้ว หลังจากที่แม่ผลัดวันประกันพรุ่งมาหลายครั้ง จากนั้นก็นอนไม่หลับ เลยลุกขึ้นไปเข้าครัว หลังจากที่ไปหอมลูกสาวแม่ที่ยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ ตอนแรกแม่ตั้งใจว่าจะเอากับข้าวที่ซื้อเตรียมไว้สองอย่างมาอุ่น แต่ก็เปลี่ยนใจทำเพิ่มอีกหนึ่งเมนูคือ ไข่เจียวหมูสับ นี่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ต้องมาเขียนบันทึกเพิ่มเติม หลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะว่าแม่เจียวไข่ได้หอม และไข่ยังแผ่เป็นแผ่นกลมตามรูปกระทะ ไม่ได้หักสองชิ้น สามชิ้น เหมือนที่แม่เคยๆทำมา นอกจากนี้กลิ่นความหอมของไข่เจียวหมูสับจานนี้ ยังส่งกลิ่นลอยไปไกล ถึงในวันเวลาแห่งวัยเยาว์ในช่วงชีวิตหนึ่งของแม่

  เมื่อเกือบสามสิบปีก่อนหน้านี้ ตั้งแต่แม่อยู่ชั้นประถมต้น ในตอนนั้นอากาศและสภาพแวดล้อมยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และเกือบทุกปีของการปิดเทอมใหญ่ คุณตาและคุณยายของลูกจะอนุญาตให้แม่ไปอยู่กับคุณยายของลูก (งง ใช่มั้ยล่ะ?) ซึ่งหมายถึง น้องสาวของคุณตา หรือคุณอาของแม่ และลูกก็ต้องเรียกว่าคุณยายไงล่ะ ซึ่งต่อไปในเนื้อหานี้ แม่จะขอเรียกว่าคุณยายใจก็แล้วกันนะจ๊ะ ในตอนนั้นแม่ยังเด็กมาก ทุกครั้งที่ได้เดินทางด้วยรถไฟ ไม่ว่าจะระยะทางใกล้หรือไกล แม่ก็จะตื่นเต้น และมีการเตรียมตัวก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะการเดินทางไปบ้านคุณยายใจ เพราะระยะทางไกล และใช้เวลาเดินทางนานมาก โดยเริ่มต้นที่สถานีนาม่วง และไปสิ้นสุดสถานีปลายทางที่สถานีสุไหงโกลก ในตอนนั้นใช้เวลาเดินทางประมาณห้าชั่วโมง โดยคุณยายและแม่ (คุณยายจะไปส่งแม่ทุกครั้งจ๊ะ) ขึ้นรถไฟที่สถานีนาม่วงเวลาแปดโมงยี่สิบนาที ไปถึงสถานีสุไหงโกลกเป็นเวลาประมาณบ่ายโมงสิบนาที ขบวนรถที่เรานั่งไปเป็นรถไฟท้องถิ่นชั้นสาม ซึ่งก็สะดวกสบายพอควรสำหรับเด็กในวัยนั้นอย่างแม่ แม้ว่าระยะทางจะไกลและใช้เวลานาน แต่แม่ไม่เคยเบื่อเลย เพราะวิวทิวทัศน์สองข้างทางมันช่างงดงาม และมีสิ่งน่าสนใจอยู่เสมอ ผ่านทั้งหุบเขา แม่น้ำ สวนยางพารา สวนมะพร้าว และบ้านคน ซึ่งตลอดเส้นทางสองข้างทางรถไฟเราก็จะเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่แตกต่างกันออกไป

     แม่กับน้าๆป้าๆของลูก (นั่นหมายถึงพี่น้อง และลูกพี่ลูกน้องของแม่) เคยช่วยกันนับจำนวนสถานีตั้งแต่สถานีนาม่วงจนถึงสถานีสุไหงโกลก ได้ทั้งหมด 36 สถานี (เยอะมั้ยล่ะ) ซึ่งในแต่ละสถานีก็มีความคล้ายกันในเรื่องของอาคารสถานที่และการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของตัวอาคารที่ทำด้วยไม้ ทาสีแดงตกแต่งเป็นขอบ และมีสีน้ำตาลทารอบๆตัวอาคาร มีกระดิ่ง หรือระฆัง แขวนอยู่ด้านหน้า เอาไว้ตีบอกสัญญาณให้ผู้โดยสารรู้ว่ารถไฟกำลังจะเข้าเทียบชานชาลา นอกจากนี้บริเวณรอบๆก็จะมีม้านั่งไว้สำหรับนั่งรอรถไฟ มีสวนหย่อมเล็กๆที่ประดับด้วยก้อนหิน ต้นไม้ ดอกไม้หลากสี และบางสถานีอาจมีน้ำตกเล็กๆเพิ่มเข้ามาสร้างสีสัน หรือเป็นบ่อปลา ย้ำอีกครั้งว่าเล็กๆเหมือนกัน ให้ผู้คนได้หายเบื่อจากการนั่งรอรถไฟนานๆ เพราะรถไฟไทยขึ้นชื่อมากเรื่องถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง อิอิ สาวน้อย แล้วในวันข้างหน้าลูกจะเข้าใจถึงความหมายของมัน รวมถึงระบบราชการไทย (ซึ่งในอนาคตลูกคงได้เรียนเรื่องนี้รวมอยู่ในวิชาประวัิติศาสตร์ไทยอย่างแน่นอน) ถึงตอนนี้ลูกคงจะอยากรู้ว่าแล้วมันเกี่ยวกับไข่เจียวหมูสับตรงไหนเนี่ย? ใจเย็น สาวน้อย แม่กำลังจะบอกนี่แหละ

     เพราะระยะทางไกลนี่แหละ เราถึงหิวและเมนูโปรดที่คุณยายของลูกสั่งให้แม่เป็นประจำ คือ ไข่เจียวหมูสับ หนูอาจจะมองว่า โอย แม่ขา มันน่าสนใจยังไงเนี่ย ลูกขา ที่มันน่าสนใจก็เพราะว่า สำหรับแม่เอง ในตอนนั้น เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ไข่เจียวหมูสับไม่ได้เป็นเมนูที่กินได้ทุกวันอย่างตอนนี้ จะได้กินเฉพาะตอนที่เราไปเที่ยวหรือมีเทศกาลพิเศษ วันพิเศษ ถึงจะได้กิน แต่สำหรับแม่ ไข่เจียวหมูสับราดข้าวร้อนๆกลิ่นหอมโชยมากับลมอุ่น (อากาศเดือนเมษาไงลูก) กับการเดินทางที่แสนจะเพลิดเพลินใจ นั่นต่างหากที่มีความหมายตรึงใจแม่มาก ถ้ามีโอกาสแม่ก็อยากพาหนูนั่งรถไฟแบบนี้บ้าง เพราะหนูจะได้เรียนรู้โลก เห็นความแตกต่างของวิถีชีวิตผู้คน หนูคงสงสัยอีกแล้วว่า กะแค่นั่งรถไฟจะเห็นโลก เห็นชีวิตผู้คนได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ใช่ซิคะลูก แต่นั่นไม่ใช่เรานั่งเฉยๆ เราต้องมีการเรียนรู้ การหัดสังเกต ช่างจดช่างจำ และที่สำคัญ ลูกต้องรู้ว่าความสุขมีทุกที่ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ตระกร้าใจหรือเปล่า แม่จะยกตัวอย่างเช่น สถานีจะนะ น่าสนใจเพราะเป็นบ้านเกิดของคุณยายของลูกและเป็นสถานีที่มีส้มหัวจุกขาย ซึ่งเป็นส้มที่อร่อยมาก มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ต่อมาสถานีป่าไร่ สถานีนี้น่าสนใจยังไง เพราะว่าถ้าใครจะไปสักการะหลวงปู้ทวดวัดช้างไห้ แต่เดิมต้องลงที่สถานีนี้ หรือไม่ก็สถานีนาประดู่แต่ต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์มาอีกเกือบสิบห้านาที ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทางราชการเห็นว่ามีคนมาสักการะหลวงปู่ทวดเยอะมาก จึงมีการจัดตั้งสถานีรถไฟย่อย ชื่อวัดช้างไห้ เพิ่มขึ้นมา สถานีที่น่าสนใจต่อมาที่แม่จะบอกหนู คือ สถานีเทพา เมื่อถึงสถานีนี้ จะเป็นที่รู้กัน คือ จะมีแม่ค้าหาบเอาข้าวแกงมาขายและโดยเฉพาะไก่ทอดที่เป็นสีแดงแตกต่างจากที่อื่นทั้งสีและรสชาติ เมื่อถึงสถานียะลา แม่ขอย้ำว่านี่เป็นภาพในอดีตนะจ๊ะ เราก็จะรู้ได้เมื่อมองจากตัวสถานี เพราะว่าจะมีผู้คนพลุกพล่าน และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังหลายสถานที่เช่น บางคนต้องการไปบางพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาสก็ลงรถไฟที่สถานีนี้แล้ว นั่งรถโดยสารต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ถัดมาจากนั้นก็มีอีกหลายสถานี (จำได้ใช่มั้ยล่ะ แม่บอกตั้งแต่ต้นว่ามีตั้ง 36 สถานี) ที่น่าสนใจ ยิ่งใกล้สุไหงโกลกเข้าไปมากเท่าไหร่ วิถีชีวิตของผู้คนก็จะแตกต่างออกไป นั่นเพราะว่า ในพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีพี่น้องชาวมุสลิม หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่แม้ไม่ต้องสังเกตก็จะเห็นชัดคือ ดอกหญ้า มีเยอะมาก แม่ขอย้ำว่าเยอะมากจริง แล้วเวลาที่โดนลมแรงๆก็จะพลิ้วปลิวไปปลิวมา สวยมาก แม่ต้องย้ำอีกครั้ง ว่าสวยมาก แม่ต้องเยี่ยมหน้าออกมาทางหน้าต่างรถไฟเพื่อมองดอกหญ้า แต่ก็ยื่นหน้าออกมามากไม่ได้ อันตราย

   แม่เล่าเหตุการณ์ต่างๆนอกตัวรถไฟมาแล้ว คราวนี้เรามาดูในตัวรถไฟกันบ้าง มาจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ผู้คนจะแน่นขบวนรถ แล้วก็จะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถึงสถานียะลา (อย่างที่แม่บอกเมื่อกี้ไง กลับไปอ่านประโยคด้านบนเดี๋ยวนี้ อิอิ) และจกนั้นผู้คนก็ไม่ถือว่าแน่นหนานัก แต่ก็ยังเต็มขบวน จะไปเบาบางอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้งก็ที่สถานีตันหยงมัส จากนั้นอาจจะมีลงประปรายบ้างตามสถานีรายทาง แต่ส่วนใหญ่หลังจากนี้ไปแล้วสถานีปลายทางคือ สุไหงโกลก บนขบวนรถไฟก็จะมีแม่ค้าเอาของกินขึ้นมาขาย ไม่ว่าจะเป็นไข่นกกระทาต้ม ผลไม้ตัดแต่ง แต่ที่แม่ชอบมากที่สุดคือ ยาร่วง(เป็นภาษาท้องถิ่นปักษ์ใต้) หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ราดน้ำผึ้ง อร่อยที่สุดในสามโลก แม่ชอบมาก ย้ำ ชอบมาก เคยกินคนเดียวถึงหกแผ่นรวด ชอบที่สุด เวลานั่งรถไฟแม่จะไม่ค่อยชอบคุยกับผู้คนมากนักแต่จะคอยมองและสังเกตเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวตลอด ซึ่งต่างจากคุณยายของลูก มักจะทักทายและพูดคุยกับผู้คน ส่วนหนึ่งเพราะคุณยายมีพื้นเพจากอำเภอจะนะและมีญาติพี่น้องหลายคนอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อจากจังหวัดสงขลามาสู้จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา แม้ว่าคุณยายจะชอบสนทนากับผู้คน แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะสั่งสอนแม่ไปด้วยว่า การดูคนให้ดูยังไง เวลานั่งรถต้องทำอย่างไร หรืออย่างมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ต้นไม้นั้นมีชื่อเรียกว่าอย่างไร นี่ต้นอะไร ของกินสิ่งนี้ทำมาจากอะไร สิ่งต่างๆเหล่านี้มาพร้อมกับประสบการณ์การเดินทาง เป็นการเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์จากการได้ใช้ชีวิตจริงๆ ที่ในตำราเล่มไหนๆก็ไม่เหมือน เพราะเวลาเดินทางกลับ ระยะทางเท่าเดิม ระยะเวลาการเดินทางใกล้เคียงกัน และแม่ก็ได้กินเมนูโปรดเวลาเดินทางคือ ไข่เจียวหมูสับ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิม คือ แม่เดินทางกลับคนเดียว (แม้ไข่เจียวหมูสับจะหอม รสชาติน่ากิน แต่ไม่อร่อยเท่ากินกับคุณยายของลูกเลย) นี่คือสิ่งที่คุณตาและคุณยายของลูกสอนแม่ และเป็นบทเรียนที่น่าประทับใจ น่าจดจำ และลูกก็คงจะรู้ได้ว่า ทำไมถึงตรึงใจแม่มาตลอดเวลา

    แม่ยังถามตัวเองว่า แม่จะให้บทเรียนอย่างไรให้ลูกตรึงตราในหัวใจ บทเรียนที่ไม่ว่าตำราเล่มไหนก็ไม่มี มีแต่พ่อกับแม่เท่านั้นที่จะมอบให้ลูกได้

    นั่นไง คำตอบมีอยู่แล้ว ก็มีพ่อของลูกช่วยคิดด้วยนี่นา แล้วมาดูกันว่าหนูจะเขียนบทเรียนที่พ่อกับแม่มอบให้ว่าอย่างไรบ้าง ว่าแต่ว่า พรุ่งนี้จะเอาไข่เจียวหมูสับอีกมั้ยจร้า ลูกสาวแม่