มองเหมือนคนอินเดียเป็นคนตัดอาลัยได้อย่างง่่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว ความอาดูรในหัวใจ ย่อมมีเสมอกันในการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก

   เรื่องราวริมฝั่งคงคายังมีให้เล่าไม่รู้จบ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ มีบุคคลห้าประเภท ที่ไม่สามารถนำไปเผา แต่พวกเขาก็ยังมีสิทธิ์ล่องสังขารในแม่น้ำคงคาได้ โดยใช้วิธีถ่วงน้ำให้จมลงสู่ก้นสมุทร นี่เป็นเพียงการจัดการซากศพเท่านั้น แต่ดวงวิญญาณ ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า จะได้เดินทางสู่สวรรค์ โดยการนำพาไปของสายน้ำคงคาเดียวกันนี้

 ประเภทของผู้ถูกยกเว้นการเผานั้นก็คือ

1.นักบวช

2. สาวพรหมจรรย์

3. ทารก

4. คนถูกงูกัดตาย

5. คนถูกฟ้าผ่า

  เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้ เป็นผู้บริสุทธิ์ ให้ใช้ก้อนอิฐที่มีน้ำหนัก มัดติดกับศพแล้วถ่วงลงน้ำไป การจัดการงานศพ ถือเป็นเรื่องที่เรียบง่าย ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนบางประเทศ มองเหมือนคนอินเดียเป็นคนตัดอาลัยได้อย่างง่่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว ความอาดูรในหัวใจ ย่อมมีเสมอกันในการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก

 เช่นครั้งเมื่อผู้เขียน ได้ไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่วัดไทยกุสินารา ผู้เขียนได้ลงไปช่วยคุณหมออินเดียตรวจคนไข้ที่เป็นคนท้องถิ่นด้วย (แต่ปัจจุบันอาสาสมัครคนไทยจะดูแลแต่คนไทยเท่านั้น-ที่คลินิกกุสินารา) วันหนึ่งมีหญิงสาววัยรุ่น หน้าตาร่วงโรยโศรกเศร้า ผู้เขียนฟังคำสนทนาของหมอกับคนไข้ไม่ออก แต่สักครู่เธอก็ร้องไห้ คุณหมอปลอบโยนสักครู่ เธอก็ดูดีขึ้น ผู้เขียนฟังเสียงสูงๆต่ำๆ ที่เจือด้วยความเอื้ออาทรและไพเราะนั้นอยู่เงียบๆ พอคนไข้จากไป คุณหมอก็เขียนภาษาอังกฤษให้ทราบว่า คนไข้นั้นคิดถึงพ่อที่ตายไป เป็นอย่างมากจนนอนไม่หลับ และเศร้าตลอดเวลา ...

  คนเหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย เราจึงเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันทั้งโลก

 เขียนเรื่องความตาย แล้วก็รู้สึกว่าใจมันสงบลึกๆ อาจเป็นการตอกย้ำภายในของเราเองว่า เราก็กำลังเดินทางไปสู่จุดนั้น บางครั้งก็เป็นผู้จาก บางครั้งก็ถูกจาก หมุนเวียนเปลี่ยนไป ครั้งแล้วครั้งเล่าในวัฏฏสังสารนี้ น่าเสียดายที่เราจำมันไม่ได้เลยสักครั้ง ความช่างลืมของมนุษย์บางครั้งก็ทำให้เราไม่ต้องผูกพันกับอดีตแห่งภพชาติที่แล้วๆมา แต่บางครั้งไฉนสัญญาณบางอย่างก็มาเตือน ทำให้เราเหมือนหวนกลับไป ณ ที่คุ้นเคยอีกครั้งๆๆๆ

  หลับฝันดี ฝันถึงคงคา นที เพื่อเพิ่มความสดชื่นแก่ชีวิตในวันถัดไปนะคะ