ทฤษฎีเกราะป้องกันตนเพื่อความอยู่รอดและทฤษฎีการสื่อสารสมภาคีของซาเทียร์

"ซาเทียร์เชื่อว่าคนเราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์และสร้างสรรค์ อยู่ร่วมสัมพันธ์กับผู้อื่นเมื่อดำเนินชีวิตอย่างมีอิสรภาพ ๕ ประการ (The Five Freedoms)"

เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ (Virginia Satir 1916-1988) เสนอทฤษฎีเกราะป้องกันตนเพื่อความอยู่รอด (Survival Coping Stances) ในหนังสือชื่อ แบบจำลองซาเทียร์ (Satir, Virginia.  The Satir Model.  Palo Alto,Calif.: Science and Behavior Books, 1991.) ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง

  • ตนเอง (self)
  • คนอื่น (other)
  • บริบท (context)

ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมที่เรามักแสดงออกเพื่อความอยู่รอด ว่ามี ๔ แบบใหญ่ๆ ได้แก่

๑. พฤติกรรมเอาใจ (Placating)   การเอาใจคนอื่นเป็นการลดคุณค่าของตนเองลง เป็นการมอบพลังของตนให้คนอื่น   คนที่มีพฤติกรรมนี้มักจะทำเพื่อความพอใจหรือสบายใจของคนอื่น   มักลำบากใจที่จะเอ่ยคำว่า “ไม่” แต่สามารถพูดคำว่า “ได้” ไม่ว่าตนจะรู้สึกอย่างไร   บางคนถึงขนาดทุ่มเททั้งเวลา เงิน และแม้กระทั่งชีวิต เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากให้คนอื่น ราวกับว่าเป้าหมายชีวิตของตนคือการแก้ปัญหาของเหล่านั้น   บางคนเมื่อทำเพื่อคนอื่นไม่สำเร็จหรือทำผิดพลาดก็ตำหนิตนเอง   คนเอาอกเอาใจคนอื่นต้องพึ่งพาความรักความเอาใจใส่จากคนอื่น มักสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบพึ่งพา   แต่การเอาใจจะไม่ได้ผลเมื่อทำกับคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์   ซาเทียร์พบว่าคนที่มีพฤติกรรมเอาใจคนอื่นเป็นประจำมักพูดถึงความไร้คุณค่าของตนหากต้องสูญเสียคนสำคัญ   นอกจากนี้ยังมักมีอาการเก็บกด และมักมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ ท้องเสีย ท้องผูก อาเจียน และปวดหัวข้างเดียว 

คนที่มักแสดงพฤติกรรมเอาใจผู้อื่นคือคนที่ไม่ใส่ใจในความรู้สึกของ ตน   ความใส่ใจไปอยู่ที่ คนอื่น และ บริบท

๒. พฤติกรรมตำหนิ (Blaming)   ตรงข้ามกับพฤติกรรมเอาใจคนอื่น (placating) คือ แทนที่จะโทษตนเอง ก็หันไปโทษคนอื่น ด้วยความคิดว่าเราจะอ่อนแอไม่ได้ เราจะต้องพิทักษ์ความถูกต้อง ความมีกฏ มีระเบียบของสังคม และมักรู้สึกลึกๆ ว่าเราจะตายหากต้องสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง (self-esteem)   และมักรู้สึกว่าวิธีเดียวที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตคือการต่อสู้ให้ได้รับชัยชนะ   คนที่ตำหนิ(หรือบ่น)คนอื่นเป็นประจำมักพบว่าตนสนิทสนมกับคนอื่นได้ยาก เมื่อรู้สึกว่าตนโดดเดี่ยวก็จะ(แอบ)ร้องไห้(คนเดียว)พร้อมคิดว่าถ้าเราไม่ทำเพื่อคนอื่นจะดีกว่า   ซาเทียร์พบว่าคนชอบตำหนิมักมีอาการหวาดระแวง (paranoid)   บางคนก็ก่อความรุนแรง ก่ออาชญากรรม   อาการทางการที่พบคือกล้ามเนื้อเกร็ง ปวดหลัง ปวดข้อ ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด และระบบทางเดินหายใจ 

การตำหนิเป็นการไม่ใส่ใจ คนอื่น ใส่ใจอยู่เฉพาะตน กับ บริบท  (To blame is to discount others, counting only self and the context)

๓. พฤติกรรมเจ้าเหตุผล (Being Super-reasonable)   ไม่ใส่ใจในความรู้สึกไม่ว่าของตนเองหรือผู้อื่น จดจ่ออยู่แต่กับบริบท เช่น พอมีคนพูดขึ้นว่า “ฉันรู้สึกหนาววันนี้” คนเจ้าเหตุผลก็จะพูดว่า “ใช่แล้ว วันนี้อากาศหนาว” ซึ่งเป็นการย้ายความใส่ใจจากความรู้สึกไปสู่บริบท   พยายามให้ทุกอย่างตรงตามภววิสัย (truly objective) จึงมักชอบอ้างงานวิจัยหรือข้อมูลมาสนับสนุนทัศนะของตน เพื่อพิสูจน์ว่าที่เราคิดนั้นถูกต้องเสมอ บางทีก็ใช้คำพูดที่เป็นนามธรรม   นักใช้เหตุผลมักไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ยืนหรือนั่งตัวแข็งทื่อ เวลาพูดก็มักพูดด้วยเสียงโทนเดียว (monotone) แม้กระทั่งการหายใจยังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา   คนอื่นจึงมักมองคนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ว่าเป็นคนเจ้าหลักการ ติดกรอบ ไม่ยืดหยุ่น เย็นชา ไร้ชีวิตชีวา และน่าเบื่อ   ซาเทียร์พบว่า คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้มักแยกตัวออกจากสังคม และมักมีโรคที่เกี่ยวกับการแห้งของเยื่อเมือกต่างๆ เช่น เยื่อเมือกจมูกแห้ง โรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง หัวใจวาย และปวดหลัง

การอยู่แต่ในโลกของเหตุผลเป็นการไม่ใส่ใจในความรู้สึกทั้งของ ตน และ คนอื่น  จดจ่ออยู่แต่กับ บริบท

๔. พฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย (Being Irrelevant)   ตรงข้ามกับพฤติกรรมเจ้าเหตุผล   ในขณะที่คนอยู่แต่กับเหตุผลมักจะอยู่นิ่งเงียบและไม่ค่อยเคลื่อนไหว   คนไม่อยู่กับร่องกับรอยจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ยืนหรือนั่งเฉยๆ ไม่เป็น มักขยับมือขยับเท้า ฮัมเพลง ผิวปาก กระพริบตา หรือไปแหย่คนอื่นเล่น   เป็นนักสร้างความรื่นเริงให้คนอื่น บางครั้งก็ไปก่อกวนคนอื่นที่กำลังทำงาน ชักชวนคนอื่นออกนอกเรื่องที่กำลังพูดหรือทำกันอยู่ และมักทำกิจกรรมพร้อมๆ กันหลายอย่าง   บางครั้งตัวอยู่ที่หนึ่งแต่ใจอยู่อีกที่หนึ่ง ไม่มีเป้าหมายชีวิตและการงานที่ชัดเจน ดูเหมือนมีความคิดสร้างสรรค์ไหลออกมาไม่หยุดหย่อน แต่ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานจนเสร็จ มักเลิกกลางคัน เปลี่ยนความคิดอยู่ตลอดเวลาจนคนอื่นตามไม่ทัน   พฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอยนี้เกิดจากการไม่สามารถทนอยู่กับความทุกข์ ความเจ็บปวดใดๆ ได้   ซาเทียร์พบว่า คนไม่อยู่กับร่องกับรอยมักมีความสับสน บางคนหนักมากขาดการติดต่อกับสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งเป็นโรคจิต มักเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง ท้องไส้ปั่นป่วน และปวดหัวข้างเดียว

คนไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่ใส่ใจทั้ง ตน   คนอื่น   และบริบท   

ซาเทียร์เห็นว่าคนมักใช้พฤติกรรมเหล่านี้ในการปกป้องจิตตนให้อยู่รอดในกาลเทศะ   พฤติกรรมทั้ง ๔ เพื่อความอยู่รอดนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซาเทียร์เชื่อว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมสอดคล้องสมดุลหรือสมภาคี (congruence) ได้ โดยฝึกใส่ใจกับทั้ง ตนเอง   ผู้อื่น   และ บริบท ไปพร้อมๆ กัน

ซาเทียร์อธิบายว่า พฤติกรรมสอดคล้องสมดุลหรือสมภาคีนี้ ไม่จัดอยู่ในพฤติกรรมปกป้องตนเองเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นทางสำหรับให้เราเลือกเพื่อการกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น (another choice of becoming more fully human)   ซาเทียร์เห็นว่าการสื่อสารคือส่วนที่อยู่เหนือสุดของภูเขาน้ำแข็งของแต่ละบุคคล (personal iceberg) และได้เสนอวิธีการสื่อสารทั้งกับตนเอง (intrapersonal communication) และการสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal communication) เพื่อพัฒนาตนให้มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับความเป็นจริง  

ในหนังสือชื่อ The Satir’s Approach to Communication (Schwab, Johanna., and Baldwin, Michele.  The Satir Approach to Communication: a Workshop Manual. Palo Alto,Calif.: Science and Behavior Books, 1989.) กล่าวถึงการสื่อสารสมภาคี (congruent communication) ที่ผู้สื่อสารมีความตระหนักรู้ในตนเอง ผู้อื่น และบริบทอยู่เสมอ ว่าประกอบด้วย ๓ ระดับ

ระดับแรก เป็นระดับความรู้สึก (Feelings)   การสื่อสารมีผลต่อความรู้สึกที่เรามีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสถานการณ์   ความรู้สึกของเราส่งผลต่อการสื่อสารของเรา   ผู้ที่สื่อสารอย่างสมภาคีจะตระหนักในความรู้สึกต่างๆ ของตนเองอยู่เสมอ และยอมรับความรู้สึกนั้นๆ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง ไม่หนีหรือโยนใส่คนอื่น นั่นคือ ฟังหรือสัมผัสกับความรู้สึกของตนเอง ได้ยินสัญญาณที่ร่างกายส่งสัญญาณให้รู้ว่าจิตใจกำลังรู้สึกอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง มือสั่น ใบหน้าร้อนผ่าว อาจแสดงว่าเรากำลังโกรธ  

ระดับที่สอง เป็นระดับตัวตน (The Self) ที่ผู้สื่อสารอย่างสมภาคีมีความสงบสันติในจิตใจ มีความเป็นหนึ่งเดียวกับตนเองและกับผู้อื่น (harmony)

ระดับที่สาม เป็นระดับพลังชีวิต (Life-Force) ที่ผู้สื่อสารมีจิตใจเป็นสากล (universality) และมีจิตวิญญาณ (spirituality) ที่เอื้อต่อการเติบโตสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น

เราส่งสารผ่านอวัจนภาษา (เช่น น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง สีผิวที่เปลี่ยนไป จังหวะการหายใจที่เปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวทางกาย) มากกว่าสารที่ส่งผ่านวัจนภาษา   ผู้สื่อสารสมภาคีจะตระหนักในอวัจนภาษาของตนเอง ขณะเดียวกันก็ใส่ใจในอวัจนภาษาของผู้ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์ด้วย   ขณะที่คำพูดอาจส่งสารเกี่ยวกับอดีตหรืออนาคต ร่างกายเรามักจะส่งสารที่เป็นปัจจุบันเสมอ บางครั้งสารทั้งสองจึงไม่สมภาคีกัน   การบันทึกวิดีโอขณะสื่อสารแล้วนำมาศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่จะสื่อสารได้อย่างมีสมภาคีมากขึ้น 

ในการสื่อสารใดๆ ที่วัจนภาษาและอวัจนภาษาไม่สมภาคี ผู้รับสารจะได้รับสารสองอย่าง (double message)   ตัวอย่างการสื่อสารที่ไม่สมภาคี เช่น คนที่พูดว่า “ฉันสบายดี” แต่หน้าตาเขาเฉยเมยมาก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในใจของเขาอาจเป็นไปได้ว่า “ฉันไม่สบายแต่ขณะนี้ฉัน ควร บอกคนอื่นว่าฉันสบายดี”

ซาเทียร์เชื่อว่าคนเราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์และสร้างสรรค์ อยู่ร่วมสัมพันธ์กับผู้อื่นเมื่อดำเนินชีวิตอย่างมีอิสรภาพ ๕ ประการ (The Five Freedoms) ได้แก่

๑.     อิสรภาพในการเห็นและได้ยินสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตน ณ ปัจจุบัน แทนที่จะเป็นสิ่งที่ควรจะต้องเป็น สิ่งที่ผ่านมาแล้ว หรือสิ่งที่จะเป็น

๒.    อิสรภาพในการพูดในสิ่งที่กำลังรู้สึกและกำลังคิด แทนที่จะพูดถึงสิ่งที่ควรพูด

๓.    อิสรภาพในการที่จะรู้สึกในสิ่งที่กำลังรู้สึก แทนที่จะเป็นสิ่งที่ควรรู้สึก

๔.    อิสรภาพในการร้องขอสิ่งที่ตนต้องการ แทนการรอคอยการอนุญาตจากผู้อื่น

๕.    อิสรภาพในการเผชิญความเสี่ยง (take risks) ของตนเอง แทนที่จะต้องการเพียงความมั่นคง

การสื่อสารสมภาคีอาจแสดงออกโดยการตอบคำถามต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา เช่น ใช่-ไม่ใช่ ได้-ไม่ได้ (ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตนเลือก)  บอกความต้องการของตนเองด้วยคำพูดที่เฉพาะเจาะจงโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลยืดยาว   ฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน   ไม่แสร้งทำเป็นรู้ในขณะที่ไม่รู้   และใช้ญาณทัศนะหรือการหยั่งรู้ของตน (intuition) ในการตัดสินใจ

ซาเทียร์เห็นว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิผลเป็นสิ่งที่สามารถสอนและเรียนรู้ได้   เราเรียนรู้วิธีการสื่อสารมากที่สุดจากการได้เห็นตัวแบบ   บทบาทของผู้จัดกระบวนการเรียนรู้การสื่อสารสมภาคี จึงประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างของผู้สื่อสารอย่างมีสมภาคี และใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็งขึ้นในอิสรภาพ ๕ ประการไปด้วย   โดยการสื่อสารชัดเจน ตรงไปตรงมา   การฟังอย่างใส่ใจ ไม่ตัดสิน   การหลีกเลี่ยงคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” ที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าถูกตำหนิ   การถามในสิ่งที่ไม่ชัดเจน   การระลึกอยู่เสมอว่าบางคนในบางขณะไม่ต้องการตอบคำถามของเรา   การตรวจสอบสิ่งที่ได้ยิน   การส่งสารด้วยอวัจนภาษาและวัจนภาษาที่สอดคล้องกัน   การปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพในตัวผู้เข้าร่วมการเรียนรู้ในทุกโอกาสที่เป็นไปได้   การใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างเป็นโอกาสในการพัฒนาการเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตน (self-esteem) ของผู้เข้าร่วมการเรียนรู้   การระลึกอยู่เสมอว่ากำลังจัดกระบวนการเรียนรู้ (learning) ไม่ใช่กำลังทำจิตบำบัด (therapy)   การให้โอกาสทุกคนได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นและความรู้สึก   การสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าร่วมแต่ละคนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยการเรียกชื่อบุคคล การสบตา   การใช้อารมณ์ขัน   การ “เคาะประตู” (knock on the door) หมายถึงขอให้ร่วมกันแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นโดยไม่บีบคั้น เช่นเมื่อจบแต่ละกิจกรรม ใช้คำถามว่ามีใครอาสาจะแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นบ้าง   การไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดภายในจิตใจของผู้เข้าร่วมที่อาจเกิดขึ้นและเคารพความรู้สึกนั้น   การสังเกตตนเองอยู่เสมอ หากรู้สึกว่าตนเองกำลังหลุดออกจากสมดุลหรือเสียศูนย์ ก็ตั้งหลัก (re-center) ตนเองใหม่   และเมื่อรู้สึกว่าทำอะไรผิดพลาดก็ให้อภัยตนเอง ถือเป็นโอกาสพัฒนาตนเอง   การระลึกอยู่เสมอว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ได้สมบูรณ์ไม่สำคัญเท่ากับการพัฒนาตนเอง จึงเรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและความผิดพลาด.

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๒ เมษ.๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต



ความเห็น (2)

พฤติกรรมเอาใจคนอื่น  มักมีอาการเก็บกด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ ท้องเสีย

เป็นเรื่องจริงและสุดท้ายหลายคนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารค่ะเห็นมาแล้วค่ะ

orapan muntarax
IP: xxx.158.163.233
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากๆค่ะ

หมายเลขบันทึก

483988

เขียน

02 Apr 2012 @ 10:01
()

แก้ไข

19 Jun 2012 @ 16:46
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 2, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก