ถามแบบโง่ ๆ ยังดีกว่าโง่ตลอดไปเพราะไม่ถามให้หายโง่

3.  คำถามสร้างปัญญา

  

                มีคนอีกหลาย  ๆ  คน  เมื่อเปิดโอกาสให้ถามก็ไม่ถาม  เมื่อถามว่า “ทำไมไม่ถาม”  มักจะได้ยินคำตอบว่า  “กลัวเขาว่า  ถามโง่ ๆ”  ความจริงแล้ว  ถามแบบโง่ ๆ ยังดีกว่าโง่ตลอดไปเพราะไม่ถามให้หายโง่

                คำถามเป็นรูปแบบการเรียนรู้อีกวิธีการหนึ่ง  การสร้างคำถามนำมาถาม ตอบกัน  จะช่วยให้เกิดปัญญา  ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ  เพราะขณะตั้งคำถาม ผู้ถามก็ต้องคิด  ขณะตอบคำถาม ผู้ตอบก็ต้องคิด  ดังนั้น การถามจึงเป็นเครื่องมือของการฝึกคิดอย่างหนึ่ง  ถ้าคำถามนั้นไม่ถามอยู่แต่ความรู้จำอย่างเดียว  คำถามที่ดีมีประโยชน์ทั้งผู้ถามและผู้ตอบต้องเป็นคำถามเชิงพัฒนา  ระดับของคำถามที่พัฒนาการต้องมี  3  ระดับ  คือ  

 

1. ถามให้คิดเชิงวิเคราะห์   คิด

    เชิงสังเคราะห์

 

เป็นคำถามระดับต้นเป็นการถามให้คิดเชิง Logic

2.  ถามให้คิดเชิงจินตนาการ  คิด
     เชิงคิดสร้างสรรค์

เป็นคำถามระดับกลาง

เป็นการถามให้คิดเชิง Create

3.  ถามให้คิดเชิงวิสัยทัศน์

     และคิดแบบรู้ว่าคิดอะไรอยู่

เป็นคำถามระดับสูง

เป็นการถามเชิงคิดถึงอนาคต

 

คำถามจำพวกนี้ถ้าผู้เรียนอ่านวรรณคดี  เรื่อง พระอภัยมณี  ครูผู้สอนจะตั้งคำถามให้ผู้เรียนคิดได้  โดยน่าจะถามแบบ

1.   คิดเชิงวิเคราะห์                           

บุคลิกลักษณะของตัวละครในเรื่องพระอภัยมณี แต่ละตัว
เป็นแบบใดบ้าง  ทำไมตัวละครเหล่านั้นจึงมีบุคลิกลักษณะแบบนั้น

 

2.  คิดเชิงสังเคราะห์                          

บุคลิกลักษณะของตัวละครในเรื่องพระอภัยมณี  สามารถ

นำมาจัดเป็นหมวดหมู่ได้กี่หมวดหมู่  อย่างไรบ้าง

3.  คิดเชิงมโนทัศน์                            

ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องพระอภัยมณีนั้นสามารถเขียนแสดงเป็นผังมโนทัศน์ได้อย่างไร  จึงจะเห็นความสัมพันธ์ยึดโยงต่อกันและกันได้อย่างดี

4.  คิดเชิงวิจารณญาณ                       

ถ้านักเรียนเป็นนางสุวรรณมาลีจะตัดสินใจอย่างไรในกรณีเกี่ยวกับความรักระหว่าง อุศเรนและพระอภัยมณี  ทำไมจึงตัดสินใจแบบนั้น

5.  คิดเชิงจินตนาการ                        

ถ้านักเรียนมีปี่ของพระอภัยมณี  นักเรียนจะนำมาใช้ในเรื่องใด  ทำไมจึงคิดทำสิ่งนั้น

6.  คิดเชิงสร้างสรรค์                         

ถ้านักเรียนเขียนบทละครเรื่องพระอภัยมณีนักเรียนจะเขียนให้นางผีเสื้อมีบทบาทอย่างไร

7.  คิดเชิงวิสัยทัศน์                            

นักเรียนจะทำอย่างไร ถ้าหากนักเรียนเป็นเจ้าเมืองกรุงลงกาแล้วมีข้าศึกษายกทัพมารุมรบ ดังในเรื่อง พระอภัยมณี แสดงแผนงานและวิธีการแก้ปัญหา

 

และถ้าเป็นวิชาอื่น ๆ  ครูก็สามารถตั้งคำถามถามให้ผู้เรียนคิดได้  แต่จะให้เป็นการดีที่สุดควรฝึกฝนให้ผู้เรียนคิดตั้งคำถามในเชิงพัฒนาทั้ง  7  ข้อนั้น  แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเวียนถามกันบ่อย ๆ  จนเกิดความคล่องและเป็นตัวตนของตนเอง  กล่าวคือ  เวลาคิดจะถามอะไร  จะไม่ถามแต่ความรู้  ความจำ  แต่จะคิดคำถามทั้ง  3  ระดับมาถาม

                การสอนแบบการนั่งพูดคุย โดยมีคำถามเป็นสื่อ  สนทนากันไป  มีครูหลายคนได้นำวิธีการแบบนี้ไปสอนนักเรียนและเกิดผลการเรียนรู้ที่น่าพอใจ  เด็ก ๆ  เก่งในการค้นคว้าหาความรู้และขยันอ่าน  ฟังสิ่งที่น่ารู้เพื่อที่จะนำมาแปลงเป็นคำถามไป  แลกเปลี่ยนเวียนถามกัน  ดั่งเช่น เรื่องราวของครูคนหนึ่งซึ่งสอนอยู่ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ลูกศิษย์ทุกคน พูดภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง  พูดภาษาแม่คือ ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นหลัก  แต่ลูกศิษย์ของคุณครูคนนี้ทุกคนอ่านและเขียนไทยได้ดี

                ครูนิพนธ์   รัตนพันธ์   สอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านสิโป  อำเภอระแงะ   จังหวัดนราธิวาส   สอนชั้น ป.6  วิชาภาษาไทย  ในหน่วย การคิดเขียนเชิงสร้างสรรค์  ครูนิพนธ์นำเด็ก ๆ  ลูกศิษย์ไปเที่ยวที่น้ำตกสิโป   ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก  เด็ก ๆ ไปเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ณ  ที่ตรงนี้   วิธีการเรียนรู้ของครูนิพนธ์กับศิษย์คือ นั่งสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน  คำถามจึงเป็นสื่อที่ดีของการเรียนรู้  เด็ก ๆ จะถามครู  ถามเพื่อน  ครูจะถามเด็ก ๆ  ผลัดกันถาม  ผลัดกันตอบ  

                เมื่อปี พ.ศ. 2538  ครูนิพนธ์กำหนดว่า ตนจะสอนให้ เด็ก ๆ เขียนประโยคสั้น ๆ  ได้ใจความ  ให้ความคิด  ความหมายต่อชีวิตและสังคม  และมีพลังทางภาษา  นี่คือเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ครูนิพนธ์วางไว้  แน่นอนว่า  การเขียนเชิงสร้างสรรค์จะมีบทบาทต่อวิธีการเรียนรู้แบบนี้มาก  เมื่อเด็ก ๆ ได้อาบน้ำตก  ได้พูดคุย  ถามตอบกันพอสมควรแก่เวลา   ทุกคนก็เริ่มคิดเขียนตามใจตนเอง  มีเด็กคนหนึ่งเขียนว่า

                               

ป่าสบายดี             ฉันสบายดี

 

                                ด.ช. อาหามะ   หะยียาโกะ  ป.6/2538

                                โรงเรียนบ้านสิโป อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

 

นี่คือ ความคิดรวบยอดแบบหลักการและความสัมพันธ์ ใช่ไหม  นี่คือการเขียนเชิงสร้างสรรค์ใช่ไหม   คำที่นำเขียนเป็นประโยคที่มีพลังและมีคุณค่าต่อมนุษยชาติ  สั้นกะทัดรัดแต่ให้ความหมายลึกซึ้ง   ผู้อ่านอ่านแล้วต้องตีความ   ต้องแปลความคิดของผู้เขียนให้ออกว่า  เขาต้องการสื่ออะไรออกมา  “ป่าสบายดี  ฉันสบายดี”   ใช่  ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้  ป่าคงไม่ถูกทำร้าย  หากว่าเด็ก ๆ ช่วยกันคิดแบบนี้  ทั้งสยามประเทศ  ช่วยกันนึกให้ลึกลงไปในบึ้งจิต  เป็นความรู้ที่ฝังแน่น  เป็นตัวตนของตน  เชื่อได้ว่า  อนาคตจะไม่มีนายทุนทำลายป่า  เพราะเด็กวันนี้   คือผู้ใหญ่วันหน้า

                “ป่าสบายดี   ฉันสบายดี”    ประโยคสั้นกะทัดรัด แต่แทรกคุณธรรม จริยธรรม เอาไว้ในลายสือเหล่านั้น   เห็นภาพความสมบูรณ์ของป่า  เห็นภาพความอิ่มสมบูรณ์ของผู้คนรอบราวป่าและในบ้านเมือง   นี่คือ ผลึกคิด  ที่ตกผลึกออกมาจากจิตบริสุทธิ์ของเด็กคนหนึ่งที่ครูกระตุ้นด้วยคำถามและการสนทนา  นี่คือความสำเร็จทางการสอนเขียนเชิงสร้างสรรค์ของครูนิพนธ์   รัตนพันธ์   ที่มีต่อเด็กชายอาหามะ   หะยียาโกะ   ถามว่าเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนเขียนได้ไหม  ตอบว่าเขียนได้แต่ประโยคเด็ดอยู่ที่ประโยคนี้เอง    เด็ก ๆ ลูกศิษย์ของครูนิพนธ์  คิดและเขียนด้วยตนเอง  ครูเป็นเพียงผู้คอยให้กำลังใจ  เป็นผู้ประเมินผลงาน  และเป็นผู้นำผลงานของลูกศิษย์ไปเผยแพร่   ลูกศิษย์แต่ละคนสร้างความรู้ด้วยตัวของเขาเอง  จึงส่งผลให้ผลงานที่ปรากฏออกมามีความหลากหลายและมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ใน Rubrics   ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินผลที่ครูกับศิษย์ร่วมกันกำหนดขึ้นมา

https://docs.google.com/docume...