พราหมณ์/พุทธ

 

 

 

คุณมะเดื่อมีโอกาสไปร่วมพิธีบวงสรวงในการสร้าง

พระพุทธรูปถวายพระซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ที่ประกอบพิธีโดย

พราหมณ์คุณมะเืดื่อยังไม่เคยเห็นแบบเต็ม ๆ เลยจ้ะ จึงนับ

เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ  

 

 

เชื่อว่า เพื่อน ๆ ชาวโกทูโนหลาย ๆ คนคงเคยเห็นพิธี

บวงสรวงของพราหมณ์มาแล้วนะจ๊ะ  ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาๆ

แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยเห็นเหมือนคุณมะเดื่อก็ดูก็ชมไป

พร้อม ๆ กันนะจ๊ะ  คุณมะเดื่อได้ขออนุญาต ท่านอาจารย์

วีระพงษ์  โพธิจิตต  และ อาจารย์ปัณจ์ชลี  ประจักษ์เกียรติ 

และคณะของท่าน ผู้ประกอบพิธีในครั้งนี้ ในการนำชื่อและ

ภาพการทำพิธีมาเผยแพร่ ณ บันทึกนี้แล้วนะจ๊ะ ขอบพระคุณ

เป็นอย่างสูง

 

 

พรามณ์ท่านนี้ คือ อาจารย์วีระพงษ์  โพธิจิตต

 

ท่านนี้คือ อาจารย์ปัณจ์ชลี  ประจักษ์เกียรติ

ทั้งสองท่านนี้นอกจากจะเป็นผู้นำในการประกอบพิธีแล้วยัง

เป็นผู้เขียนคอลัมภ์ในนิตยสารรายปักษ์ฉบับหนึ่งด้วย

 

 

คอลัมภ์ของท่านอาจารย์ทั้งสองในนิตยสารรายปักษ์นั้นจ้ะ

(ไม่บอกชื่อนะจ๊ะว่านิตยสารอะไร อยากทราบไปหาดูตาม

แผงหนังสือเอาละกัน )

 

คราวนี้มาประมวลภาพพิธีการกันก็ละกันนะจ๊ะ

 

เครื่องบวงสรวงบูชาส่วนหนึ่งเป็นผลไม้นานาชนิด ซึ่งคุณ

มะเดื่อสอบถามท่านอาจารย์ปัณจ์ชลีแล้วได้ความว่า ต้องเป็น

ผลไม้ตามนี้เท่านั้นจ้ะ

 

 

เมื่อสอบถามว่าในผลไม้ 3 ชนิดในพานนี้มีความหมายว่า

อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า  " ฟักทองมีชื่อเป็นมงคลหมายถึง

เงินทอง สับปะรดคืออำนาจวาสนา และฟัก หมายถึงความ

หนักแน่นเยือกเย็น" 

 

 

สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ " ถั่ว 5  สี " ซึ่งอาจารย์วีระพงษ์ กรุณา

บอกความหมายให้ฟังว่า " ถั่ว 5 สี แทนธาตุทั้ง 5 คือ  สีแดง

คือ ธาตุไฟ  สีเหลืองคือ ธาตุดิน สีขาว คือ ธาตุทอง  สีดำ คือ

ธาตุน้ำ และ สีเขียว คือธาตุไม้ "  (ต้องขออภัยถ้าคุณมะเดื่อ

จำผิดนะจ๊ะ )

 

 

ก่อนเริ่มพิธีอาจารย์วีระพงษ์ ให้ไปเก็บฝักและดอกคูนที่อยู่

ใกล้ ๆ เพื่อเอาไปใส่ในพานต่าง ๆ อาจารย์บอกว่า ชื่อของ

ดอกคูนมีความหมายว่าคูนเพิ่ม คูนทวี ทำอะไรที่ดีงามจะได้

เสริมเพิ่มพูนขึ้น

 

 

อาจารย์วีระพงษ์ ใส่ดอกคูนในพานบูชาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูน

ความเป็นมงคล

 

 

บริเวณที่ประกอบพิธีทั้งสี่ทิศ จะมีฉัตรและเครื่องบูชา พาน

บายศรี กล้วย มะพร้าว และต้นกล้วย ตั้งอยู่

 

 

ชาวบ้านที่เข้่าร่วมพิธีกำลังเขียนชื่อของตนในแผ่นทอง

 

 

 

 

เริ่มพิธี พราหมณ์เป่าสังข์ แกว่งบัณเฑาะว์  และสวดบูชาพระ

รัตนตรัยและบูชาเทพต่าง ๆ  สลับกับการเป่าสังข์และแกว่ง

บัณเฑาะว์ ที่ใช้เวลายาวนานมาก แล้วต่อด้วยการจุดธูปบูชา

แจกจ่ายผู้ร่วมงานเอาไปปักบนเครื่องบวงสรวง

 

 

ต่างคน ต่างอธิษฐานแล้วปักธูป ทำให้เครื่องบูชาที่พื้นข้าง ๆ

เป็นดังรูปข้างล่างนี้

 

 

ขนมสีแดง ๆ ในน้ำเชื่อมในถาดเป็นดังในภาพ

 

 

มองไปมองมา ก็เห็นโต๊ะบูชาอีกที่หนึ่งใกล้ ๆ โต๊ะบูชาใหญ่

เห็นภาพเทพเจ้าจีนในภาพด้านหลังโต๊ะ  กระดาษเงิน

กระดาษทอง ดูแล้วก็เดาว่าตรงนี้เป็นโต๊ะบูชาทางจีน คุณ

มะเดื่อก็รุดไปสอบถามอาจารย์ปัณจ์ชลี ก็ได้ความว่า ตรงนี้

เป็นโต๊ะบูชาเทพเจ้าของจีนที่จะใช้ในพิธีแก้เคล็ดเสริมดวง

แก้ปีชงต่าง ๆ (คำว่า ปีชง คุณมะเดื่อได้ยินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่

ค่อยเข้าใจหรอกนะ)

 

 

นี่เป็นกำไลข้อมือกับผ้ายันตร์ เป็นของให้บูชาตามศรัทธาและ

ความเชื่อจ้ะ

 

 

พิธีกรรมดำเนินไปนานมาก ตั้งแต่บ่ายสามโมงกว่า ๆ จน 5

โมงเย็นกว่า ๆ ก็ยังไม่เสร็จสิ้น เสียงสวดสลับกับเป่าสังข์แกว่ง

บัณเฑาะห์ดังเป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ทราบว่าไปเสร็จสิ้นกี่โมง  

เพราะ คุณมะเดื่อขอตัวกลับบ้านไปเข้าครัวหุงข้าวเผาปลา

ก่อนเสร็จพิธี ..

 

ภาคค่ำ เป็นพิธีสงฆ์  พระสงฆ์สวดฉลองก่อนนำพระพุทธรูป

ไปถวายตามวัดต่าง ๆ 3 วัด ในช่วงเช้าต่อไป

 

ในวิถีชีวิตคนไทย หรือพุทธสาสนิกชนแล้ว สังเกตได้ว่า " พิธี

พราหมณ์กับพุทธ" แทบจะแยกกันไม่ออก มักจะเดินไปด้วย

กัน  ก็คงเป็นเช่นนี้มานับแต่ครั้งพุทธกาลแล้วนั่นเอง   ก็นั่น

แหละ ไม่ว่าศาสนาใด ๆ ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ทั้งนั้น  

อยู่ที่ตัวเราต่างหาก ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาหรือ

ไม่..? เพียงใด..?

 

 

" ความเชื่อ " ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง ไม่สร้าง

ความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ถือเป็นกำลังใจที่ดีของตนเอง ไม่ใช่

เรื่องที่เสียหายอะไรเลย

 แต่หากความเชื่อนั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง ให้

กับผู้อื่น ความเชื่อนั้นก็คือเป็นความผิดเป็นภัยอย่างมหันต์ที

เดียว ... 

 

 

........................................