ปัจจุบันมีการเปิดหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ภาคพิเศษ ที่สอนวันเสาร์-อาทิตย์กันหลายสถาบัน บางสถาบันก็เปิดหลักสูตรแบบสอนกันทางอินเตอร์เน็ตทางไกลและมีการนัดพบอาจารย์ผู้สอนเป็นระยะๆ ดิฉันมีส่วนร่วมสอนวิชาบรรยายระดับปริญญาโทอยู่บ้างเล็กน้อย แต่มีโอกาสร่วมให้ความเห็นและคำปรึกษาเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานแก่นิสิตนักศึกษาหลายคน
 
ดิฉันสังเกตว่าเวลาเข้าชั้นเรียนผู้เรียนส่วนใหญ่จะคอยฟังจากผู้สอนฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาค้นคว้ามาก่อนล่วงหน้า เนื่องจากต้องทำงานประจำเต็มเวลาไปด้วย อีกประการหนึ่งก็ไม่รู้ว่าการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ explicit ที่ทันสมัยทำได้มากน้อยเพียงใด ข้อนี้เห็นได้ชัดในโครงร่างวิทยานิพนธ์ที่พบว่าการทบทวนความรู้ของนิสิตนักศึกษาไม่ค่อยกว้างขวางและไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร เพราะอาศัยตำราภาษาไทยและวิทยานิพนธ์เก่าๆ เสียมาก ไม่ค่อยได้อ่านวารสารวิชาการที่ทันสมัย ทั้งๆ ที่ปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงวารสาร online เช่น วารสารของ ADA, BMJ, New England Journal of Medicine, etc. ได้สะดวก ยิ่งเป็นนิสิตนักศึกษายิ่งมีโอกาสเข้าถึงวารสารเล่มที่ตีพิมพ์ใหม่ๆ ได้โดยผ่านห้องสมุดของมหาวิทยาลัย (ถ้าไม่ใช่สมาชิกจะเข้าถึงวารสารได้เฉพาะเล่มเก่าๆ ที่ออกมาหลายเดือนแล้ว) การศึกษาค้นคว้าน้อยทำให้การตกผลึกความคิดไม่ชัดเจน ส่งผลให้วนเวียนทำวิจัยอยู่แต่ในเรื่องที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว หลายคนเลือกศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ซึ่งหากจะนำผลไปใช้จริงจะต้องไปคิดหาวิธีการอีกหลายครั้ง และบางทีก็มักจะจบอยู่ที่ข้อเสนอแนะ ไม่ได้นำไปสานต่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ดิฉันคิดว่าหลักสูตรน่าจะต้องหาวิธีการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากหลักสูตรปกติ ที่จะเอื้อให้นิสิตนักศึกษาสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งอาจารย์และนิสิตนักศึกษาคงต้อง put effort ให้มากกว่าธรรมดาและหลักสูตรคงต้องหาวิธีจัดการแบบใหม่ เพื่อให้เกิดผลคุ้มค่ากับความพยายาม เวลา และค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป ที่แสดงความคิดเห็นมานี้เพราะห่วงใยและเห็นใจนิสิตนักศึกษาที่มีความตั้งใจจริงและมุมานะพยายาม

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๙