พุธที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าร่วมสัมนาโครงการวิจัยของแพทย์ประจำบ้าน
พบว่า ปัญหาที่มักพบคือความเข้าใจเรื่อง sample size
ทุกคนทราบว่าสูตรคำนวณเป็นอย่างไร
แต่ ไม่ทราบว่าคำนวณแล้ว มันบอกอะไร ?
วิธีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ ความเสี่ยงต่ำ
แต่พอคำนวณ sample size ได้ 300 คน
ก็ถอดใจ ไม่คิดทำต่อแล้ว
...
แพทย์ประจำบ้าน เรียนเรื่องการคำนวณ sample size ในห้องเรียน
ต่างก็คำนวณให้ออกมาได้ถูกต้อง
แต่เมื่อเอามาใช้ในชีวิตจริง..
รู้ "How" อย่างเดียวไม่พอ
ยังต้องการความเข้าใจจากการ ลอง-ดู-ใคร่ครวญ "why"
...
จึงเป็นที่มาของการทดลอง..เล็กๆ
โดยใช้เวบช่วยคำนวณชื่อว่า Quesgen
ให้ลองใส่ค่าต่างๆ ที่จำเป็นต่อการคำนวณ sample size
.
เช่น เราต้องการหาว่า ต้องการอาสาสมัครกี่คน จึงจะพิสูจน์ได้ว่า คนที่กินกล้วยหอม มีรอบเอวเล็กกว่าคนที่ไม่กินกล้วยหอม
Alpha คือ โอกาสที่จะ False positive ยอมรับกันที่ 5%
Beta คือ โอกาสที่จะ False negative ยอมรับกันที่ 20%
Q1 ในที่นี้คือ สัดส่วนคนที่กินกล้วยหอม
Q2 ก็เป็นสัดส่วนคนที่ไม่กินกล้วยหอม ไปโดยปริยาย
E คือ Expected effect size ของผลลัพท์ ในที่นี้คือความแตกต่างรอบเอว ขนาดไหนที่เราจะถือว่า "ต่างอย่างสำคัญ" - ในที่นี้ เอา 0.5 นิ้ว ถ้าต่างกันแค่ 0.2 นิ้วจะไม่สนใจ
S คือ SD ความกระจัดกระจายของค่าผลลัพท์
E/S = Standardized effect size" 
.
หลังจากลองเล่น ไปสักพัก ก็เกิดคำถามน่าสนใจว่า
หากเราเพิ่ม Beta จาก 0.2 เป็น 0.4
คือการลดpower of test จาก 80% เป็น 60%
จะเห็นว่า จำนวน sample size ที่ต้องการลดลง ดังภาพ
.
ก็เกิดคำถามให้ใคร่ครวญย้อนกลับ
เมื่อมีจำนวน sample น้อยลง power น้อยลง
โอกาส False negative "มากขึ้น"
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ควรตัดเป็นตัดตาย อย่างคะแนนสอบตก สอบผ่าน
...
ดังนั้น หากเราคิด sample size โดยใช้ Power 80% (ตัวเลขที่ยอมรับสืบๆ กันมา) ได้ 126 คน
แต่เราหาอาสาสมัครได้แค่ครึ่งเดียวคือ 78 คน ก็ยังมี power 60% ไม่ใช่ 0%
หากสิ่งที่ต้องการศึกษา เป็นแนวคิดใหม่ สร้างสรรค์
แม้ผลออกมา "ไม่ sig" ทางสถิติ แต่แสดงแนวโน้ม
งานวิจัยนั้นก็ยังมีคุณค่า
เพราะเป็นข้อมูลพื้นฐาน ช่วยบอกทิศทางให้กับการศึกษาในขั้นต่อไป
อย่าลืมว่า การค้นพบวิธีรักษาเบาหวานด้วย insulin
การป้องกันฝีดาษด้วยการปลูกฝี
เหล่านี้ เริ่มต้นจากการสังเกตในผู้ป่วยคนเดียว (N=1!)
...
Bacchetti และคณะ เขียนไว้ ถึง "Sample size dogma"
ตั้งคำถามถึง ประเพณี Beta =0.2 หรือ power =80%
ว่า ความมั่นใจทางสถิติที่เพิ่มขึ้น (โอกาสที่จะ false negative ลดลง)
คุ้มค่ากับ "ราคาของแต่ละชีวิต" ของจำนวนอาสาสมัครที่ต้องการเพิ่มขี้น หรือไม่ ?
คุ้มค่ากับ โอกาส ที่จะค้นพบวิธีรักษาใหม่ๆ หรือไม่ ?
*อ่านตัวอย่างแล้ว เดินไปหยิบกล้วยหอมมาเป็นของว่างก่อนนอนค่ะ
* น่าสนใจวิธีคิดที่ตั้งเป็นประเด็นไว้ท้ายบันทึกนี้ .. ความคุ้มค่ากับ " ราคาของชีวิต " กับโอกาสของ " การค้นพบวิธีรักษาใหม่ๆ"..
สวัสดีครับอาจารย์หมอ...
เป็นบันทึกที่ลึกซึ้งและน่าเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และทำให้เกิดมุมมองในการคำนวณ sample size ได้กว้างมากขึ้น
ผมชอบหลายประเด็นเช่น
"...หากสิ่งที่ต้องการศึกษา เป็นแนวคิดใหม่ สร้างสรรค์
แม้ผลออกมา "ไม่ sig" ทางสถิติ แต่แสดงแนวโน้ม
งานวิจัยนั้นก็ยังมีคุณค่า ..."
เพราะจำได้ว่า อาจารย์เคยเขียนไว้ว่า
สถิติเป็นสิ่งที่ทำให้ข้อมูลมีความเชื่อมั่นและเชื่อถือ
และสุดท้ายสติของนักวิจัยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
สบายดีนะครับ
"...Beta คือ โอกาสที่จะ False negative ยอมรับกันที่ 20%..."
We look at this as "โอกาสที่จะเห็น ผิดเป็นถูก" and so related to "cost".
In a way when we increase beta, we increase the risk of "wasting resouces" or "failure to hit the target".
Other solutions should be explored before "reducing sample size" or "manipulating the standard" as we currently see in Thailand's political arena.
...
อันหลักการทฤษฎีมีคุ้มค่า
หากแต่ยึดเอามาพาเป็นกรอบ
สักวันชีวิตจะคิดไม่รอบคอบ
เพราะเจ้ากรอบอาจเปลี่ยนเวียนทุกวัน
อันความเชื่อสร้างสมตัวอัตตา
ทำลายค่าความเป็นคนให้แปรผัน
เชื่อจนตายเวียนว่ายอยู่อย่างนั้น
ไม่มีวันเกิดสิ่งใหม่มาใช้งาน
...
(โอ้ ! คิดไม่ออก อิ อิ ;)...
เห็นตัวเลข ทางสถิติแล้วจะเป็นลม ค่ะคุณหมอ
ขอส่งกำลังใจอย่างเดียว อิ่ม ลำ มื้อเที่ยงนะคะ
ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ -- ที่ว่ากล้วยหอมลดรอบเอวเป็นการสมมติโจทย์ขึ้นเฉยๆ ค่ะ
แต่มีคนศึกษา ว่ากล้วยหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อาจช่วยป้องกันมะเร็ง
ผลจากของอาหาร ต่อ การเกิดโรคต่างๆ มักหาข้อสรุปได้ยาก
เพราะมีตัวกวนเยอะแยะไปหมด เช่น ทานกล้วยหอมกับไอศกรีม หรือ กับน้ำผึ้ง ก็คงต่างกันค่ะ :)
สบายดีค่ะ คุณหมออดิเรก และหวังว่าคงสบายเช่นกันนะค่ะ
โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับ อาจารย์ Kapoom
ทำวิจัย ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางาน
ทำแล้วจึงมีความสุข เรื่องสถิติเป็นรองค่ะ
ก้าวผ่านขั้นคิดจะทำ เป็นลงมือทำ เพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน ก็มีความสุขแล้วนะคะ
เรื่องสถิติเราก็หาถามจากผู้เชีี่ยวชาญ
อย่างงานในโรงพยาบาลชุมชน บางทีก็ไม่ได้ต้องการสถิติซับซ้อนมากเท่าแบบโรงเรียนเรียนแพทย์
ที่สำคัญ ....จะได้ไม่ต้องปวดหัวมาก ๕๕๕๕๕
ขอบคุณ คุณ Sr ที่มาร่วมอภิปรายค่ะ
การลดขนาด sample size ลง อาจเปรียบได้กับ การส่งตรวจวินิจฉัยโรค ที่มีความไว/ครอบคลุม ลดลง
( หรือที่คุณ Sr โอกาส "พลาดเป้า" สูงขึันก็ไม่ผิดค่ะ)
แต่การนำผลไปใช้ เรามักดูความน่าจะเป็น"ก่อนตรวจ" - pretest probability ด้วย
ในทางงานวิจัย เราก็น่าให้คุณค่ากับเหตุผล ที่มาของคำถาม - "pretest power?" บ้าง
เหมือนกับงานวิจัยเกี่ยวกับแพทย์ทางเลือก ผลออกมา sig
แพทย์ส่วนมากก็ยังลังเล เพราะเหตุผล "pretest" alpha, beta
...
ทั้งนี้ หากเป็นการศึกษาที่ต้องลงทุนมาก ความเสี่ยงสูง
การหา sample size ให้มี power 80% ย่อมดีกว่าเพราะสรุปได้มั่นใจตามมาตรฐาน (ใครตั้ง ?)
แต่การทดลอง ที่เรียกว่า "low risk" เรื่อง sample size ไม่น่าเป็นอุปสรรคโอกาสเรียนรู้นะค่ะ
ขอบคุณสำหรับบทกลอนชวนคิด
เรื่อง "กรอบ" กับ "ความเชื่อ"
ทำให้คิดถึง ที่เคยได้ยินแวบๆ
มีคนสองกลุ่ม รวมทั้งในวงการศึกษา
Idealism : เชื่อมั่นในอุดมคติ กรอบความคิด ยอมทำทุกอย่างแม้ตนเองลำบาก
Pragmatism : "วิธีไหนที่ใช้ได้ อันนั้นคือความจริง" -- ลื่นไหลตามสถานการณ์
ทั้งสองขั้ว มีจุดแข็งจุดอ่อน ขอเพียง เปิดใจคุยกัน ก็อยู่ด้วยกันได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณ Poo ณ อันดามัน :)
สารภาพว่า ไม่ถูกกับตัวเลขประเภทมีทศนิยมเยอะๆ เหมือนกันค่ะ
สมัยเรียนมัธยม ทำบัญชีชั้น แล้วจะเป็นลม
เห็นด้วยกับคุณหมอธิรัมภาค่ะ
เรื่องเทคนิคทางสถิตินั้น ปรึกษานักสถิติเป็นดีที่สุด
สำคัญที่สุด คงเป็นการตั้งคำถามวิจัย
ถ้าตั้งต้นดี ก็ไปได้ดีค่ะ
ถ้าเอาไปใช้ได้ จะมีประโยชน์มากเลยครับ จะสนุกและไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปเท่าใด แต่หากเราไม่ได้ร่วมรอผลด้วย มันช่างง่วงอะไรเช่นนี้นะครับ คุณหมอ ..
เห็นด้วยค่ะ
ถ้าเป็นผู้ทำ แล้วจะสนุก
แต่ถ้าเป็นแค่ผู้ดูละก็ง่วงแน่ๆ :)