ติดตามธรรมะของหลวงพ่อและกิจกรรมดีๆของวัดป่าเจริญราชได้ที่ www.veeranon.com
ในสมัยพุทธกาลไม่มีการสวดมนต์สาธยาย
มีแต่การกล่าวคำสัมโมทนียกถา
คือแสดงให้เข้าใจ ชี้แจงเหตุและผล
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุมีผล
และเป็นเหตุผลที่เหนือกว่าอวัยวะที่สืบทอดต่อ
บางครั้งเหตุผลเหนือเหตุผลที่ระบบประสาทสัมผัสทางตา
หูได้ยิน ตาเห็นรูป
นอกเหนือจากสิ่งนี้มันไกลกว่า ที่จะใช้สื่อตัวเดียว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ในอากาศมีเชื้อโรคอยู่มากมายก่ายกอง
มีทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา
แต่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ
ในที่สุดก็มีบุคคลที่ฉลาดที่สามารถค้นพบได้
โดยสามารถทำกล้องจุลทรรศน์
ส่องดูว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง
จึงยอมรับกันมาเท่านั้นเอง
ระบบทางจิตก็เช่นกัน
การสะเดาะเคราะห์ที่ดี คือ การสวดมนต์ไหว้พระ
เราตั้งใจปฏิบัติบ่อย ๆ ที่บ้าน
โดยไม่ให้จิตวอกแวก
ไม่ใช่ว่าเมื่อได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อย
แล้วก็เกิดอาการตกใจ
การสะเดาะเคราะห์จะไม่เกิดประโยชน์อะไร
เราสวดมนต์ให้มันขึ้นใจ
สวดให้มันมีสมาธิอย่างที่เขาเรียก
สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน
คือสวดมนต์เป็นบทเรียนนำไปสู่ความสงบทางจิต
เมื่อสวดแล้วจิตสงบเข้าสู่สมาธิขั้นต้น
พอมันเป็นสมาธิแล้ว จิตก็นิ่ง
พอจิตมันนิ่ง มันก็มีพลัง
พอจิตมีพลังแล้ว
มันก็มีสิ่งที่ต้องขจัด
สิ่งไหนไม่ดีมันต้องขจัดออกไป
การที่จิตมันใส จิตมันประภัสสรคือบริสุทธิ์
แต่หากจิตมันขุ่นมัว
เพราะเรามาฉาบทากิเลส เหมือนกระจกเงา
เมื่อเราทาแป้งทุกเช้าทุกเย็น
ทาไปก็ปลิวไปเกาะกระจกเงา
พอนานเข้าก็ทึบมืดมองไม่เห็น
เราก็ต้องเอามาขัดและมาถูออก
กระจกนั้นจึงจะสว่าง มองเห็นตัวเราเอง
จิตก็เช่นกันมันถูกฉาบทาสารพัดเรื่อง
ตั้งแต่เกิดจนมาถึงปัจจุบันนี้
มันฉาบทามาก มันก็มืดมน
ในที่สุดมันก็มองไม่เห็นตัว
จึงกลายเป็นมัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว
มันจะคอยงาบและคอยแทะกินตัวเราอยู่ตลอดเวลา
นั่นคือการสะเดาะเคราะห์ที่ถูกวิธี
