
เก็บเอามาฝากจากบรรยากาศบางส่วน
" โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านงานบริการ "
สำหรับ จ.น.ททุกระดับที่ปฏิบัติงานในงานER และ ICU โรงพยาบาลพิจิตรประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ ER 34 คน / ICU 18 คน
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานวิกฤติฉุกเฉินได้มองเห็นคุณค่าในตนเองและเข้าใจตนเองสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข
2.เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในหน่วยงานวิกฤติฉุกเฉินให้มีทักษะการสื่อสารในงานบริการ
รูปแบบเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการพูดคุยทำความเข้าใจลักษณะงานที่ทำและเห็นคุณค่าของตนเอง
งานนี้เป็นงานชิ้นแรกของ ปีที่ 2 นับจากไป Saluto ฉันได้รับความอนุเคราะห์จากพี่ด้า คุณ สุกานดา เมฆทรงกลด หัวหน้างานตึกผู้ป่วยหนัก มาเป็นวิทยากรให้ พี่ด้าเป็นคนต้นแบบคนนึงในงาน SHA ที่หลายๆคนรู้จัก นับว่าโชคดีของเรามากมายที่ไม่ต้องไปหาวิทยากรที่ไหน ครั้งนึงฉันก็เคยทำงานกับพี่ด้าที่ ICU เมื่อ 20 ปีก่อนจะย้ายออกมาอยู่ERโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรให้คนทำงานมีความสุข ทำอย่างไรให้เขาได้มีเวลาได้ย้อนสำรวจตนเองเพื่อได้รู้จักตนเองทบทวนภูมิหลังเหตุผลของการเข้าสู่ระบบบริการหลายคนอาจใช้เวลานานจนเฉยชินเบื่อหน่าย ท้อแท้ และหมด แรง แต่สำหรับน้องรุ่นใหม่ บางคนเข้ามาพร้อมกับความสดใสแต่พออยู่ๆไปกลับหมองเศร้าเหนื่อยใจด้วยภาระงานของชาวโรงพยาบาลทั่วไปอย่างเราก็ยอมรับว่าหนักหนาสาหัส หลายครั้งที่เราได้คุยกันแต่มันก็ยังไม่สบโอกาสจนมาปีนี้ได้พี่ๆทีมพัฒนาคุณภาพ ER ช่วยเชียรอีกแรงจนเกิดโครงการนี้ขึ้นมาได้ไหนๆก็ไหนๆ ทั้ง ER และ ICU ก็งานหนักคล้ายๆกันจัดรวมกันมันซะเลยพี่ด้าว่า ฉันเลยOK พี่กันน้องกันวันนี้ได้มาแลกเปลี่ยนได้มารับรู้หัวอกคน" วิกฤติ "ด้วยกันจะได้ไม่คิดว่าฉันหนักฉันเหนี่อยอยู่คนเดียว แถมไอ้ที่ไม่เคยคุยกันก็ได้รู้จักรู้ใจกันไป มิตรภาพจาก 2 งานก็เบ่งบาน มัวเเต่อิ่มใจกลับมาเข้าเนื้อหาในการอบรมครั้งนี้กันต่อดีกว่าจริงๆมันไม่เชิงเป็นการอบรมนะก็เราปูผ้ากับพื้นแล้วก็นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันพอสรุปเนื้อหาและผลลัพธ์จากการอบรมหลักๆได้ดังนี้
*ประเด็นด้านภาระงานของเจ้าหน้าที่ๆปฏิบัติงานที่ER และ ICU แบ่งได้ 5 ข้อ
ประเด็นที่1.ลักษณะงานที่ทำทุกคนต้องเจอกับ 3 D คือ
1.Difficult เป็นภาระงานที่หนัก มีความยุ่งยาก ซับซ้อน
2. Dirty ไม่น่าอภิรมย์ เจอแต่สิ่งที่ไม่น่าดู เครียดกดดันจากลักษณะการบาดเจ็บรุนแรง อาการวิกฤติ
3.Danger งานที่ทำล้วนอยู่ในภาวะอันตรายอันตรายเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สัมผัสสารคัดหลั่ง เสี่ยงต่อการกระทบกระทั่งจากภาวะอารมณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มารับบริการ
ประเด็นที่ 2.ความคาดหวังในการปฏิบัติงาน
-จากผู้ใช้บริการ มีความต้องการต่างๆกันไป เช่นเจ้าหน้าที่ต้องพูดเพราะ ใจดี มีเมตตา ยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้ป่วยก็หวังว่าตนเองต้องหาย ต้องปลอดภัย ต้องไม่ตาย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-จากองค์กร ต้องการบุคลากรที่ดี มีคุณภาพ ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิชาชีพและการเผชิญกับความเครียด
ข้อเท็จจริงบุคลากรแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เสมียนward ผู้ช่วยเหลือคนไข้ หรือแม้แต่คนงาน ส่วนใหญ่ทุกคนจะผ่านการสอบคัดเลือกหรือวัดองค์ความรู้ตามตำแหน่งที่ต้องการมาปฏิบัติงาน แต่สิ่งหนึ่งที่หน่วยงานไม่ได้สอบวัดเราคือจิตใจ พฤติกรรม( Behavior ) ความอดทน ความเสียสละ
ประเด็นที่ 3.สภาพการทำงานที่แท้จริงท่ามกลาง ข้อจำกัดเช่นความขาดแคลนบุคลากร ข้อจำกัดด้านส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เองเช่นความไม่พร้อมของร่างกาย ความเหนื่อย ความเครียด ความอ่อนแอในจิตใจ ย่อมส่งผลกระทบให้แก่ผู้ป่วยและญาติรวมถึงผู้มารับบริการอื่นๆ ที่มารับบริการ
ประเด็นที่ 4.เส้นทางในการเข้าสู่อาชีพงานบริการสุขภาพของแต่ละคน สามารถแบ่งกลุ่มบุคลากรในส่วนของการเข้าสู่งาน ได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่1. เข้ามาด้วยเหตุผลข้อที่ 1 คือมีใจรัก และเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝัน ปรารถนาที่จะมาเป็น มาทำงานนี้ ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับงานที่เหนื่อยหนัก เขาจะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำ ได้ช่วยเหลือ แม้ว่าจะเหนื่อยก็จะรู้สึกน้อยหรือแม้แต่เจอปัญหา ความยุ่งยากเขาจะรู้สึกว่ามันท้าทายที่จะแก้ไข
กลุ่มที่ 2 เข้ามาด้วยเหตุผลข้อที่ 2 คือบังเอิญเช่น สอบได้ หรือคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีงานทำ ครอบครัวคนรอบข้างว่าดี คาดหวังอยากให้เป็น เมื่อต้องมาเจอกับงานที่เหนื่อยหนัก เขาจะรู้สึกว่ามันเหนื่อยหนักตามสภาพที่เป็นความจริงหากบางครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ร่างกายไม่พร้อมอาจอ่อนเพลียพักผ่อนน้อย ก็ทำให้หงุดหงิดได้ ถ้าวันไหนอารมณ์ดี มีความพร้อม สุขภาพแข็งแรง ก็ทำงานแบบมีความสุขทั้งวัน
กลุ่มที่ 3 เข้ามาด้วยเหตุผลข้อที่ 3 คือไม่รัก ไม่ชอบ ฝืนใจ จำใจเพราะถูกบังคับ ต้องมาทำ ต้องมาเป็น เพราะมีภาระต้องดูแลครอบครัว เมื่อมาเจอกับงานที่เหนื่อยหนัก จะรู้สึกว่ามันเหนื่อยมาก หนักมาก เครียดมาก ทุกข์มาก และไม่อยากทำ
และถ้าแบ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วนจะพบว่า 2 ใน 4 ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเข้าสู่งานด้วยเหตุผลข้อที่ 2 และที่เหลือ 2 ส่วนเข้าสู่อาชีพด้วยเหตุผลข้อที่1 และข้อที่ 3 เท่าๆกัน มุมมองที่ได้แลกเปลี่ยนระหว่างกันในแง่คิดเกี่ยวกับการมองถึงคุณค่าของการที่ได้มายืนอยู่ ตรงจุดนี้ เราคิดว่าอาชีพหรือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันมีความหมาย มีคุณค่าต่อตัวเรา ต่อคนที่เรารัก ครอบครัวที่เรารักอย่างไร เจ้าหน้าที่หลายคนบอกว่าเขาคิดว่างานที่ตนเองทำมีคุณค่าและทำให้เราได้นำมาดูแลคนที่เรารัก ครอบครัวที่เรารักยามเจ็บไข้ได้ป่วย แต่บางคนมองว่าในภาระงานที่มากมายจนเกินไปนั้น มันทำให้เขาไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทำให้ไม่มีความสุขกับชีวิตที่ต้องขึ้นเวร บ่าย-ดึก
ประเด็นที่ 5.พูดคุยถึงรูปแบบในการปรับตัวขณะให้บริการ ด้านการปฏิบัติตัวของบุคลากรเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดจากปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในงาน ความกดดันจากผู้รับบริการที่มาให้รูปแบบต่างๆเช่น เรียกร้อง เรื่องมาก ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ต้องการปะทะแม้ในใจจะโกรธ โมโห บางคนเลือกที่จะเดินออกไปและหาคนอื่นเข้าไปทำแทน มีเพียงส่วนน้อยที่จะมองปัญหาตรงหน้าอย่างเข้าใจ และมีผู้แลกเปลี่ยนถึงการปรับวิธีคิดโดยมองในมุมบวก แม้แต่การเรียนรู้ในด้านการปรับเปลี่ยนแก้ไขตารางชีวิตครอบครัวให้สามารถไปด้วยกันได้ รวมถึงวิธีจัดการกับปัญหาครอบครัวที่ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิตของตนเองซึ่งเป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆได้ดี
ประเด็นที่ 6. ให้ทุกคนได้ลองทบทวนลักษณะและข้อมูลของตนเองว่าเป็นอย่างไร และมีผลต่องานบริการที่ทำอย่างไร มีผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างไร เราคิดว่าจะมีแนวทางแก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อจำกัดที่ไม่ดีของตนเองอย่างไร เพราะการที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในงานโดยที่แต่ละคนต่างเติบโตมาจากพื้นฐานครอบครัวและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน ทุกคนมีภูมิหลัง มีที่มา แตกต่างกัน แม้เราจะรู้จักกันแต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาเป็น สิ่งที่เราเห็นว่าเขาเป็นอย่างนั้นมันอาจไม่ใช่เขาทั้งหมดที่เราเห็นและเรารู้ ส่วนสิ่งที่เราไม่เห็นว่าเขาเป็นก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีและไม่เป็นด้วยเช่นกัน สุดท้ายได้ให้เขียนข้อมูลของตนเองดังกล่าวเป็นการบ้านมาส่ง โดยนัดหมายพบกันครั้งต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์
หลังเสร็จการอบรมเราต่างมานั่งพักดื่มน้ำและคุยกันต่อก่อนจะเเยกย้ายไปทำงานใช้เวลาครึ่งวันตอนบ่ายสำหรับครั้งที่1 และทุกคนจะเข้าอบรมรวม 3 ครั้งจึงครบและก็ต้องบอกว่าอดไม่ได้ที่จะคาดหวังถึงสิ่งที่ได้จะเกิดขึ้นในวันนี้ว่ามันจะทำให้ใครหลายๆคนเข้าใจว่าพื้นที่ของความสุข ความภูมิใจและการได้เห็นคุณค่าของงานที่เราทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นมันอยู่แค่ใจเราที่เปิดรับมัน เท่านั้นเอง ไว้เจอกันครั้งที่ 2 นะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วสะท้อนชีวิตทำงานตนเองไปด้วยค่ะ
ตนเองนั้น คงแล่นไปแล่นมาระหว่างกลุ่ม 1-2-3 ตามแต่ละบทที่ได้รับ
บางบท เราเลือกเอง อย่างมี passion
บางบท กลางๆ ทำไปตามหน้าที่
บางบท ไม่อยากรับ แต่จำใจ
...
ความคับข้องใจย่อมมี..
อย่างที่พี่อรพรรณว่าค่ะ
"การที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในงานโดยที่แต่ละคนต่างเติบโตมาจากพื้นฐานครอบครัวและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน
ทุกคนมีภูมิหลัง มีที่มา แตกต่างกัน
แม้เราจะรู้จักกันแต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาเป็น
สิ่งที่เราเห็นว่าเขาเป็นอย่างนั้นมันอาจไม่ใช่เขาทั้งหมดที่เราเห็นและเรารู้"
@หมอ ป. ใช่คะหมอ ตัวเองยังต้องเตือนตัวเองเสมอว่า " อย่าเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น "
เพราะบางสิ่งที่เขาทำลงไป " มันเป็นเหตุผลของเขาไม่ใช่เหตุผลของเรา " คำสอนจาก อจ.สกล น่ะค่ะ
พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านงานบริการ
.....3 D ดีจริงๆค่ะ
ประเด็นที่1. ลักษณะงาน
Difficult หนัก มีความยุ่งยาก ซับซ้อน
Dirty ไม่น่าอภิรมย์ สิ่งที่ไม่น่าดู เครียด การบาดเจ็บรุนแรง อาการวิกฤติ
Danger อันตรายเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เสี่ยงต่อกภาวะอารมณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มารับบริการ
ประเด็นที่ 2. ความคาดหวังในการปฏิบัติงาน
- จากผู้ใช้บริการ มีความต้องการต่างๆ คาดหวังสูงมากเกินความจริง (ต้องหาย ต้องปลอดภัย ต้องไม่ตาย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน )
- จากองค์กร (ต้องการบุคลากรได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ)
สอบวัดเราคือจิตใจ พฤติกรรม( Behavior ) ความอดทน ความเสียสละ
ประเด็นที่ 3. สภาพการทำงานที่แท้จริงท่ามกลาง (ข้อจำกัดด้านส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เอง ไม่พร้อมของร่างกาย ความเหนื่อย ความเครียด ความอ่อนแอในจิตใจ )
ประเด็นที่ 4. เส้นทางในการเข้าสู่อาชีพงานบริการสุขภาพ
เข้ามาด้วยเหตุผล คือ มีใจรัก และเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝัน ปรารถนา
เข้ามาด้วยเหตุผล คือ บังเอิญ
เข้ามาด้วยเหตุผล คือ ไม่รัก ไม่ชอบ ฝืนใจ จำใจเพราะถูกบังคับ ต้องมาทำ ต้องมาเป็น
ประเด็นที่ 5. พูดคุยถึงรูปแบบในการปรับตัวขณะให้บริการ ด้านการปฏิบัติตัวของบุคลากร ที่เกิดขึ้นในงาน ความกดดันจากผู้รับบริการ
ประเด็นที่ 6. ให้ทุกคนได้ลองทบทวนลักษณะและข้อมูลของตนเองว่าเป็นอย่างไร และมีผลต่องานบริการที่ทำอย่างไร เพราะการที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในงานโดยที่แต่ละมาจาก พื้นฐานครอบครัวและการเลี้ยงดู ทุกคนมีภูมิหลัง (แตกต่างอยู่แล้ว)
สุดท้าย.....ได้ให้เขียนข้อมูลของตนเองดังกล่าวเป็นการบ้านมาส่ง โดยนัดหมายพบกันครั้งต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์
ขอชมว่า...เก่งมาก..ตกผลึกออกมาได้ดีนะคะ.....จะแนะนำว่า...ต่อไปทำโครงการแก้ไข...ตามปัญหา....ได้เท่าไหน....ไม่เป็นไีร...ได้ลงมือแก้ไขปัญหา..แล้ว..เราทำดีที่ของที่สุดแล้ว... "Do not worry"
@พี่Somsri ได้ปรมาจารย์ชี้แนะนับว่าเป็นกำลังใจความจริงพี่ด้าแกเป็นคนชี้แนะ
และขัดเกลาจนได้Contentที่ได้เห็นน่ะค่ะลำพังหนูเองคงต้องเรียนรู้อีกมากค่ะ
การพัฒนาคุณภาพกิจกรรมคุณภาพพื้นฐานระดับบุคคล อ.อนุวัฒน์ ศุภชิติกุล นำมาฝากครับ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479570
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479658
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479812
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479998
ขอบคุณ วอญ่า-ผู้เฒ่า มากนะคะกับสิ่งดีดีที่มอบให้