ปกติครูอ้อยเป็นครูพิเศษไม่ได้เป็นประจำชั้นจึงไม่พบไม่เห็นพฤติกรรมของนักเรียนมากนัก แต่มาครั้งนี้ครูประจำชั้นท่านหนึ่งติดภารกิจไปตรวจข้อสอบ ครูอ้อยจึงเข้าประจำหน้าที่ครูประจำชั้น คุมสอบนักเรียน 1 วัน เพียง 1 วัน ครูอ้อยก็พบว่า.....นักเรียนโดยส่วนใหญ่ ไม่ตั้งใจทำข้อสอบ ไม่คิด ไม่ขวนขวาย แถมยังมั่วมากเดาสุ่มในการสอบเสียส่วนมาก
*****
ที่โรงเรียนครูอ้อยสอนนั้น มีการสอบวัดผลนักเรียนหลายประเภท ทั้งสอบระหว่างเรียน สอบปลายภาคและสอบปลายปี มีแฟ้มงานหรือโครงงานของนักเรียนด้วย
*****
ที่สำคัญ ข้อสอบภาคความรู้ ท่าน ผอ.ราตรี ศรีไพรวรรณ ได้สั่งการให้ครูจัดทำข้อสอบอัตนัยแบบเปิดหนังสือค้นคว้าได้อีก 5 คะแนน
*****
เรื่องอื่นๆครูอ้อยไม่ตกใจ แต่ตกใจว่า....นักเรียนไม่ชอบการอ่าน หากข้อสอบมีข้อความและถามในเนื้อเรื่องของข้อความ นักเรียนจะไม่ทำเลย และจะกากบาทมั่วทันที...นักเรียนประเภทนี้ มีสัก 5 คนในห้องที่ครูอ้อยคุมสอบ
*****
เมื่อครูอ้อยทำหน้าที่เป็นครูคุมสอบ จึงเข้าไปบอกสอนให้ตั้งใจใหม่อีกครั้ง ลบแล้วทำใหม่ แต่นั่นก็ได้เพียงชั่วครูชั่วยาม พอข้อสอบใหม่นักเรียนก็นำเอาพฤติกรรมเก่าออกมาใช้อีก
*****
ข้อสอบ Multiple Choice นักเรียนไม่ชอบ เพราะมีการอ่าน เพราะนักเรียนเกลียดการอ่าน ครูผู้สอนลองเปลี่ยนแนวข้อสอบใหม่.....เป็นอะไรดี
ปัญหาใหญ่ระดับชาติเลยครับคุณครู คนรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสือ ตัวผมเองนั้นคืดว่ามาจากพื้นฐานของครอบครับ พ่อแม่อ่านหนังสือ ลูกจะเห็นและเรียนรู้การอ่านได้ นี่คือรากที่หนึ่ง
...
เมื่อเรามาเรียนมาสอนกันตอนโต จะมีเด็กที่แยกตนออกมาจากเพื่อนด้วยการอ่านเพียงไม่กี่คน เพราะที่เหลือพื้นฐานของเด็กไม่รักการอ่าน
จะทำอย่างไรดี ผมเคยฝึกเด็กในบ้านตนเอง (เด็กนักกีฬา) ให้มีสมุดคนละหนึ่งเล่ม แล้วพูดสิ่งใด ก็ให้เด็กเรียนรู้จดไว้ ชื่อวิชา ความใส่ใจ ให้เขาใส่ใจตนเอง ถึงจะทำไม่ได้ดีนัก แต่กระผมเห็นความจริงข้อหนึ่ง คือจิตเด็กจะนิ่ง และมีสมาธิ เริ่มต้นทำในสิ่งที่ตนเองไม่อยากจะทำอย่างไม่รู้ตัว
....
เป็นแนวคิดอย่างหนึ่งนะครับคุณครู วิชาเดียวที่ผมสรุปรวบยอดออกมา คือวิชาความใส่ใจ ฝึกให้เขามีความใส่ใจ ทุกอย่างจะสามารถเรียนรู้ได้
กระผมเห็นคุณครูอ้อยตั้งประเด็นนี้ขึ้นมา และตรงกับที่กระผมเคยทำ เลยขออนุญาติคุณครูบอกเล่าประสพการของตนเองให้พิจารณาครับ
ขอบพระคุณครับคุณครู
ขอบคุณ คุณ
มากเลยค่ะ
ครูอ้อยก็คิดพื้นฐานของนักเรียนมีความแตกต่างแบบขั้วลบ และ บวกทีเดียว สอนยากมาก มันรั้งกันไปมา และสุดท้ายก็ท้อแท้
พออาจารย์เล่าประสบการณ์ ครูอ้อย ก็ฮึดสู้มาอีกค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันค่ะ
ยายธีมีข้อสังเกตุ..หนึ่ง.อันเป็นธรรมดาๆ..ของความรู้สึก."อยาก"..ถ้าเด็กอยาก"รู้"(ด้วยตนเอง)..ความไฝ่หา.ก็จะมีมาก..(จะเห็นได้ใน..สังคมเด็กไทย..(ชอบนอกเรื่องนอกบทชอบรู้ในสิ่งที่ไม่อยากให้รู้..ส่วนใหญ่)..เด็กมักจะชอบอมอาหารที่ป้อนให้ไม่ยอมเคี้ยว..เพราะถูกป้อน....เป็นต้น..."วิธีการระบบที่เรามีเป็นมาตลอดในชีวิตประจำวันและโรงเรียน..กำลังเป็นยาเบื่อเมา..ตามระยะเวลากว่าชั่วอายุคน...หากปรับเปลี่ยนวิธีการ..ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น..โดยเปลี่ยนที่ผู้สอนก่อน(ปรับเปลี่ยนตัวตนวิธีการสอนให้มาเป็นเรียน.."เริ่มแต่อนุบาล...ไม่นานนักเราคงมีความสำเร็จในการเรียนรู้ร่วมกันเกิดขึ้น..ช่องว่าง..คงจะได้เติมเต็มตามความ..ปราถนาของผู้เรียนและผู้ต้องการสอน...(การเรียนการสอนวิธีนี้กำลัง..มีการทำวิจัยไฝ่รู้ของ"ฝรั่ง"อยู่เวลานี้)...การเรียนในยุโรป..ผู้เรียนคือ..ผู้อยากรู้..จะต้องค้นคว้าหาอ่านเอาเอง..ครูบาอาจารย์ไม่ได้หาเรื่องให้ต้องหาเอาเอง...ความรู้จึงเหมือนการขุดดิน..พรวนดิน...ไม่ลงมือทำก็ไม่ได้..เป็นตัวอย่างหนึ่ง..เป็นต้น
เรียน ยายธี
วันหนึ่งครูอ้อยได้ยินผู้ปกครองบอกกับครูประจำชั้นของลูกว่า....ลูกชายของผมชอบคิดและทำนอกกรอบ
ครูอ้อยได้เฝ้าพฤติกรรมของเขาพอดีเลย ในการสอบครั้งนี้ พบว่า เขาเลือก Multiple Choice ข้อ A และ B สลับกัน จนครบ 40 ข้อ ค่ะ
สุดท้ายได้คะแนน 4 คะแนนเต็ม 40 ค่ะ