จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่ ๖
จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่ ๖
นับจากที่ผู้เขียนได้เขียนบันทึก เรื่อง นักวางแผนชีวิตครอบครัว อ่านได้ที่นี่...
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/376467
และเรื่อง การวางแผนชีวิต อ่านได้จากที่นี่...
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/362463
สำหรับวันมาฆบูชาปีนี้ พี่ภัครได้กลับมาบ้านเช่นเคย โดยขอไปทำบุญที่วัดจันทร์ตะวันตก ซึ่งพระอาจารย์อุบาลีออกนิโรธ...แม่เลยฝากเงินไปทำบุญกับพระอาจารย์ด้วย...ซึ่งความจริง พี่ภัครไม่ต้องกลับมาบ้านก็ได้ ทำบุญที่ กทม.ก็ได้...แต่พี่ภัครเลือกที่จะขอมาทำบุญที่พิษณุโลก... เพราะ ม. ปิด ๑ วัน และวันพฤหัสบดี อาจารย์ก็เลื่อนไปสอนวันอื่นแทน จึงทำให้พี่ภัครเหมือนมีวันหยุดรวม ๒ วัน...
พี่ภัครกลับมาด้วยรถตู้ แม่ไปรับเกือบ ๔ ทุ่มครึ่ง...พี่ภัครไปทำบุญที่วัดจันทร์กลับมาบ้านแล้วเราก็ไปรับเจ้าฟ้าครามที่บ้านยาย...พอมาที่บ้าน พี่ภัครเดินตามหาพ่อเร และก็เห็นว่าพ่อเรไปอยู่ที่สวนหลังบ้าน...
หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว พ่อบ้านก็ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เข้าสวน ถางหญ้าที่รกรุงรัก ดูแลทรัพย์สมบัติให้กับพวกเรา...
สิ่งหนึ่งที่พ่อเรชอบมาก ๆ คือ การได้มาอยู่ในสวนสักทอง (หลังบ้าน) นับจากที่เมื่อถูกน้ำท่วมในปีที่แล้ว มีบางต้นที่โดนน้ำท่วมแล้วตาย...แต่พวกเราก็ยังไม่เอาลง คงปล่อยมันไว้อย่างนั้น...
ปีนี้น้ำไม่ท่วม ฝนไม่ชุกเช่นปีที่แล้ว แต่ปีนี้แล้งได้ใจจริง ๆ อากาศร้อนมากในยามนี้...เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๕ "พายุฤดูร้อน" เข้ามาในเขตอำเภอพรหมพิราม...ผู้เขียนยังคิดว่า ต้นสักไม่เหลือแน่เลย เพราะต้นสูง คงโดนลมหักโค่นเป็นแน่...
เพราะลมแรงมาก ๆ ขนาดเจ้าฟ้าคราม ก่อนที่ลมจะมา ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ พอลมมา เจ้าฟ้าครามจึงหยุดร้อง เหมือนกับเด็ก ๆ จะรู้เหตุการณ์ร้าย ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าผู้ใหญ่...ลมพัดจนข้าวของนอกบ้านกระเด็น กระจัดกระจายหมด เสียงลมดังอู่มาก ตั้งแต่เกิดมา อำเภอนี้จะไม่ค่อยได้เจอกับพายฤดูร้อนสักเท่าไหร่...
ตอนขับรถยนต์กลับมาบ้านที่พิษณุโลกในตอนเช้า เห็นหลังคาบ้านเปิดหลายหลังเลย ต้นไม้ก็หักโค่นหมด ผู้เขียนยังคิดว่า ต้นสักทองคงไม่รอดแน่เลย...แต่ที่ไหนได้ "ไม่หักเลย"...อาจเป็นเพราะไม่ถูกทางลมก็เป็นได้...
ผู้เขียนถามพ่อบ้าน ๆ ก็บอกว่า ต้นสักทองไม่หักหรอก...พ่อบ้านจะชอบมาอยู่ในสวนสักทองนี้ เพราะอากาศร่มรื่น เย็นสบายมาก ๆ ยามหน้าร้อนนี้...สำหรับปีนี้ เรียกว่า "แล้งจริง ๆ"...ขนาดใบสักที่ร่วงอยู่บนพื้นยังแห้งกรอบเลย...
การที่ใบสักทองร่วงแบบนี้ พวกเราจะไม่เผาเลย ปล่อยให้ใบไม้มันหล่นทับถมลงแบบนี้...พออากาศร้อนอบอ้าว จะทำให้เราได้เห็นเห็ดโคนเกิดขึ้นบนพื้นดินใต้ต้นสักทองนี้...เห็ดโคนที่นี่รสหวานอร่อยมาก เพราะดินที่นี่เป็นดินร่วน...ชาวบ้านจะชอบมาเก็บเห็ดโคน แล้วก็เอาไปขาย ๆ ได้กิโลกรัมละ ๒๐๐ บาท...ซึ่งบางครั้งผู้เขียนก็เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง ก็ไม่ว่ากัน อยากได้ก็เก็บไป...
ต้นสักทองปีนี้ต้นใหญ่มากเลย...เพราะอายุก็ปาเข้าไป ๒๐ กว่าปีแล้ว...ซึ่งปลูกเมื่อพี่ภัครอายุได้ประมาณ ๓ ขวบครึ่งเอง...จนปัจจุบันพี่ภัครอายุเกือบ ๒๕ ปีแล้ว...และภาพที่เห็นนี้ "พี่ภัคร" ก็ถ่ายมาให้ดู...
ถ้าฝนตกชุก ๆ ที่นี่จะมียุงชุกชุมมาก แต่พออากาศแล้งเลยไม่มียุงออกมากัด...
ต้นสักบางต้นก็ใหญ่โต เพราะดินดี บางต้นก็เล็กคละเคล้ากันไป...แต่พ่อบ้านก็จะ Plan โดยปลูกต้นยางนาแทน เพราะต้นยางนาโตเร็วกว่าต้นสัก...
ตอนนี้ก็เป็นอันรู้แล้วว่า ทั้งสวนเป็นต้นสักทองหมดทั้งสวน เพราะสักหิน หรือสักขี้ควาย(สีดำ) ไม่มีเลย...
วันนี้ได้ฤกษ์ดี พ่อบ้านก็ได้สอนวิธีการคำนวณเงินจากต้นสัก (ถ้าคิดที่จะขายให้กับผู้ที่มาขอซื้อ) ซึ่งเป็นวิธีของ "ภูมิปัญญาชาวบ้าน" ซึ่งพ่อเรบอกว่าจะบอกให้กับลูก ๆ นานแล้วแต่ยังไม่ได้บอกสักที...
พ่อเร บอกให้น้องเพรียงวัดรอบต้นสักทอง โดยทำเป็นวงกลม ให้วัดที่โคน ๆ ต้นหน่อย เพราะจะทำให้เราได้เนื้อไม้...
แล้วนำวงกลมนั้นมาทำให้วงกลมทับกัน ๒ เส้นคู่กัน
และใช้กำมือของเรากำแน่น ๆ ที่วงกลมที่เราวัดมาทำเหมือนกำปั้น...(ให้หัวนิ้วมือโผล่ออกมาด้านบน)...ใช้กำมืออีกข้างหนึ่งนับต่อจากกำมืออีกข้างหนึ่ง...
โดยนับต่อ ๆ กันไป เช่น ๑...๒...๓...๔...๕...๖...๗...๗ ครึ่ง การคำนวณ ๑ กำมือจะเท่ากับ ๓,๐๐๐ บาท แสดงว่าต้นสักทองที่น้องเพรียงวัดมานั้น คำนวณเป็นเงินที่จะขายเป็นต้นไม้สักทอง คือ ราคาเท่ากับ ๒๑,๐๐๐ บาท ...นี่คือ...การคิดคำนวณเงินของต้นสักทองในวิธีแรก...
พ่อเรสอนพวกเราอีกวิธีหนึ่งว่า ให้ผ่าลงกลมที่วัดต้นสักทองรอบต้น โดยแบ่งออกเป็นครึ่งวงกลม ๒ อัน แล้วนำมาวางตัดกันเป็นเครื่องหมายบวก...
เสร็จแล้วพ่อเรบอกว่าให้วาดเป็นวงกลมที่เครื่องหมายบวก (ทำเหมือนกับวงกลมของต้นไม้...เสร็จแล้วให้แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แล้วแต่ว่าคนซื้อจะเอาไม้หน้าละกี่นิ้ว เช่น ครึ่งนิ้ว ๑ นิ้ว โดยแบ่งวงกลมออกเป็นแผ่น ๆ (ไม่นับปีกไม้ทั้งสองด้าน) จะนับแผ่นที่เนื้อทางด้านใน...วัดได้ ๑๐ แผ่น
พ่อเรให้วัดความยาวของต้นไม้ โดยคำนวณจากต้นที่น้องเพรียงวัดได้ คือ ๘ วา ๆ ละ ๔,๐๐๐ บาท สำหรับต้นไม้ต้นนี้ในวิธีที่ ๒ นี้จะขายได้ราคาประมาณ ๓๒,๐๐๐ บาท หรือ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแตกต่างจากวิธีแรก เพราะได้ราคาขายมากกว่า...
พ่อเรบอกว่า "เลือกเอาจะขายวิธีไหน"...นี่คือ "ความคิดของชาวบ้านซึ่งทำกันแบบง่าย ๆ เป็นภูมิปัญหาดั้งเดิมที่สมัยก่อนไม่มีมาตรวัด เขาจะกะและประมาณการตามสิ่งที่เขาจะสามารถทำกันได้...
นี่เป็นการสอน...ด้วยการปฏิบัติจากของจริงที่พ่อเรได้
ถ่ายทอดจากความรู้ + ประสบการณ์เดิมของพ่อเรมาให้กับ
ลูก ๆ หรือที่เรียกว่า "ปราชญ์ชาวบ้าน"
แม่ว่า "พ่อเร" สมแล้วที่เคยอ่านหนังสือ "สามก๊ก" พี่ภัครเคยนั่งคุยกับพ่อเร ในตอนต่าง ๆ ในเรื่องสามก๊ก ขนาดพ่อเรอ่านสามก๊กมาตั้งเกือบ ๔๐ ปี แต่พ่อเรก็สามารถตอบพี่ภัครได้อย่างแม่นยำ ว่าตอนไหน ใครบ้าง ชื่ออะไร ขนาดแม่ อยากอ่าน แต่ไม่ได้อ่าน เพราะแม่ขี้เกียจจำชื่อตัวละคร แต่พี่ภัครกับพ่อเร สามารถคุยกันรู้เรื่อง...
มีคนเคยบอกว่า "ใครอ่านสามก๊กครบ ๓ รอบแล้วคบไม่ได้"...พ่อเร บอกว่า "พ่อเรอ่านมากกว่า ๓ รอบ"...อิอิ...แต่พ่อเรคบได้แต่พ่อเรจะใช้วิธีการในหนังสือสามก๊กที่ได้อ่าน นำมาปรับใช้กับการใช้ชีวิตจริง เพราะชีวิตคนเรานั้นก็มาจากละครในเรื่อง สามก๊ก ยิ่งวิถีชีวิตของการทำงานก็มี เวลาแม่พบเจอเหตุการณ์ในการทำงานในตอนใด ๆ พ่อเรจะชอบเปรียบเทียบกับในหนังสือสามก๊กได้ว่า ตอนนี้ แม่อยู่ในสภาพใด เป็นละครตัวใดในสถานการณ์เช่นนี้...เปรียบเทียบกับการเจอกับเหตุการณ์ใดในสามก๊ก...เพราะพ่อเรจะชอบเป็นคนวิเคราะห์ เปรียบเทียบ...
เหตุที่พ่อเรอ่านหนังสือสามก๊กทะลุปรุโปร่งนี่แหล่ะ...ทำให้พ่อเรเป็นนักวางแผนที่ดีให้กับครอบครัว คิดการณ์ไกล เหมือนคนมีวิสัยทัศน์...ขนาดในที่ทำงานเดิม พ่อเร บอกให้สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ พวกเพื่อนร่วมงานยังมองว่า "พ่อเรเป็นตัวประหลาดจะไปรู้ได้อย่างไร"...เพราะเขาไม่เชื่อ...
แต่ความจริงก็จะปรากฎในปี ๒๕๕๘ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน...การสื่อสารทางด้านภาษาต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยแน่นอน...บางครั้ง การจะบอกใครสักคน ให้รู้ ให้เข้าใจ กว่าเขาผู้นั้นจะรู้แจ้ง ก็ทำให้คนที่บอกนั้นจากไปไกลเสียแล้ว...เรียกว่า "คนที่อยู่ก้าวไม่ทันคนที่บอกเสียแล้ว"...
ปัจจุบันเวลาพ่อเรไปพบชาวต่างชาติ พ่อเรจะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้ชาวต่างชาติชอบใจและดีใจมาก เพราะเขาไม่คิดว่า ชาวบ้านธรรมดาจะพูดภาษาของเขารู้เรื่อง...พ่อเรบอกว่า การพูดภาษาอังกฤษของพ่อเร ไม่เน้นเรื่องไวยากรณ์มากนัก เพียงแต่สื่อสารกันรู้เรื่อง + การกล้าที่จะแสดงออกเท่านั้นเอง...
การที่คนเราได้อ่านหนังสือมาก ๆ ยิ่งเป็นหนังสือที่ให้ข้อคิด การใช้ชีวิต จะยิ่งทำให้คนที่อ่านนั้นสามารถคิด วิเคราะห์ และมองการณ์ได้ไกลกว่าคนที่ไม่ใส่ใจ สนใจที่จะอ่านหนังสือนั้น ๆ...
"เรื่องบางเรื่องจากตำรา หนังสือ หรือเรื่องราวประสบการณ์
ของคนบางคนสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับตัวเรา...
ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้และประยุกต์ใช้กับตัวเราเองได้"...
อ่านจดหมายถึงลูกทุกฉบับ ได้จากที่นี่...
"จดหมายถึงลูก"
ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เรื่องไม้สักทอง เป็นแบบอย่างของการปลูกป่าด้วยค่ะ
ได้ความรู้เรื่องการคำนวณต้นไม้ด้วย เพราะทราบ อยากให้ปลูกเป็นต้นไม้ติดดินแบบนี้ก็ดีครับ ปลุกผัก ปลูกมะพร้าว ผักหวานปนจะได้มีต้นไม้ผัก กินตลอดปีครับพี่